จานบินในมุมมองของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ตอนที่ 5



ในกรณีของการพบ ยูเอฟโอ ที่รันคอร์นในเซสเซียร์ ประเทศอังกฤษ ในวันปีใหม่ 1978 เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก 

วันนั้นโดมินิค วาลเดชใช้เวลาในตอนบ่ายในการจัดเก้าอี้สำหรับงานปาร์ตี้ที่จะมีขึ้นในคืนวันนั้นที่โรงเรียนที่เขาเป็นผู้ดูแล ราว ๆ หนึ่งทุ่มน้องสาวของเขามิสซิสเวโรนิคก้า สแคนเทิล เบอร์รี่ และสามีมาถึงงานปาร์ตี้ มิสเตอร์วาลเดชและลูกๆ ของเขาออกไปต้อนรับพวกเขา มิสซิสสแคนเทิลเบอร์รี่ผู้ที่เพิ่งลงจากรถบอกว่า “คุณพระช่วยนั่นอะไรน่ะ” ที่นั่นเหนือพื้นดิน 460 เมตร ขึ้นไปในอวกาศ เหนือระเบียงบ้านที่อยู่ด้านตรงข้ามของถนน มียานที่ส่องแสงสว่างลำหนึ่งดูไม่เหมือนเครื่องบินที่พวกเขาเคยเห็น มันเป็นคืนที่หนาวและปลอดโปร่ง ทั้งมิสเตอร์และมิสซิสสแคนเทิลเบอร์รี่และโคมินิค วาลเดสมองดูยานนั้นอย่างน้อยหนึ่งนาทีครึ่งและจำมันได้อย่างชัดเจน

ยานที่มีช่องหน้าต่างนักบินที่เปล่งแสงออกมาเป็นรูปซิการ์ และเปลงเพลิงมาจากส่วนหางของมัน มีแสงที่แปลกออกไปส่องออกมาจากด้านหน้าของมัน มันเคลื่อนอย่างเงียบเชียบเป็นเส้นตรงและต่ำมากจนดูราวกับว่าอาจชนไปบนหลังคาบ้านได้ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจและคิดว่ามันเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว 

ในเวลาต่อมาผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาอธิบายว่ามันเป็นส่วนที่เหลือของจรวดซึ่งใช้ใน การส่งดาวเทียมของโซเวียตขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือดาวเทียม COSMOS 1068 ที่ส่งขึ้นไปในวันที่ 26 ธันวาคม มันตกลงสู่โลกและมีรายงานของประชาชนเข้ามามาก (รวมถึงลอร์ด เดนฟอร์ด ในการอภิปรายในเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส์ด้วย) ก่อนที่มีนจะตกใกล้ฮาโนเวอร์ ในเยอรมัน

ยังมีเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงอีกเรื่องหนึ่งในปี 1968 เมื่อวันที่ 3 มีนาคมมีการรายงานเรื่อง ยูเอฟโอ เข้ามาอย่างน้อยเก้ารัฐของสหรัฐฯ ว่ากองทัพอากาศถูกโอบล้อม มีผู้เห็นเหตุการณ์บางคนยืนยันว่ายานที่พวกเขาเห็นมีหน้าต่างที่เปล่งแสง บางคนก็ว่ามันดูเหมือน “เครื่องบินเจ๊ทขนาดยาว” อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศก็ยังอยู่ในความสงบเมื่อมีบางคนค้นพบวัตถุทีไม้ไฟนั้นค ืออะไร มันคือยานอวกาศจากรัสเซีย คราวนี้เป็นดาวเทียมที่ชื่อว่า ZOND IV ซึ่งแทนที่จะเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดเอาไว้กลับดิ่งตรงลงสู่โลกในสภาพของชิ้นส่วน ที่ลุกไหม้

ด้านหนึ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้มีอยู่ว่าการรายงานหรือแม้แต่ภาพถ่าย ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ถูกต้อง เช่นที่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่ายานนั้นบินต่ำและโฉบไปบนต้นไม้เมื่อในค วามเป็นจริง ZOND IV อยู่ในอากาศสูง 120 กิโลเมตร ในการถกเถียงในเรื่องนี้โฆษกของรัฐบาลอังกฤษ ลอร์ด สตราบอลกิลุกขึ้นยืนในการอภิปรายหลังจากการถกเถียงกันเป็นเวลาสามชั่วโมง เขาเริ่มอย่างตรงจุด “ไม่มีอะไรที่ทำให้รัฐบาลมั่นใจว่ามีการมาเยือนสักครั้งโดยยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว สำมะหาอะไรกับจำนวนการมาเยือนซึ่งลอร์ดแคลนคาร์ตี้อ้างว่ามีเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเลย” ลอร์ด สตราบอลกิยังได้ระดมคำถามเป็นชุดจากข้อหนึ่งสู่อีกข้อหนึ่งมาจากนักเซปติกยูเอฟ โอทั้งนั้น

สรุปจากสาเหตุของการถกเถียงว่ามีอารยะธรรมที่ก้าวหน้าสักแห่งหนึ่งในจักรวาลซึ่ งมีเทคโนโลยีที่สามารถเดินทางไปในอวกาศอันกว้างไกล “อะไรล่ะ” เขาถามขึ้นด้วย “เป็นจุดประสงค์ของการมาเยือนดาวของเราเป็นจำนวนมากมาย หลายครั้งเป็นเวลาสามทศวรรษหรือกว่านั้นโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน” เลพพูน หรือ เมฆจานบิน


“มันดูเหมือนจะมีความขัดแย้งภายในความคิดนี้ พูดง่ายๆ ถ้าการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวนี้ต้องการมาอย่างหลบเร้น จำนวนรายงานการเห็นจะต้องเป็นอัตราส่วนที่เล็กน้อยมากในการเคลื่อนไหวของ ยูเอฟโอ ที่จะต้องมีมาเป็นจำนวนหลายล้านครั้งแน่ ถ้าพวกเขาไม่ต้องการที่จะผ่านมาอย่างไม่เป็นที่สังเกต เราก็ควรที่จะคาดหวังการปรากฏตัวที่ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดสิ” 

“ทำไม พวกเขาถึงไม่พยายามที่จะติดต่อเราเลย ทำไมถึงไม่มีหลักฐานความพยายามในการติดต่อพวกเราทางวิทยุเลย แล้วทำไมจำนวนการเคลื่อนไหวที่มากมายเช่นนี้จึงไม่ปรากฏในระบบเรดาร์ป้องกันภัย ของเราเลย ทำไมถึงไม่พบประดิษฐกรรมอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว สมมติว่าการมาเยือนแต่ละครั้งไม่ได้แสดงถึงการเดินทางจากดาวที่ห่างไกล แล้วยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้จะไปหลบอยู่ที่ไหนกัน” 

ลอร์ด สตราบอลกิ ไม่ได้หยดอยู่เพียงแค่นั้น เขายังดำเนินการบรรยายถึงปรากฏการณ์ทางอากาศตามธรรมชาติทุกชนิดซึ่งจากทำให้เกิ ดความเข้าใจผิดว่าเป็น ยูเอฟโอ รวมทั้ง “มีสิ่งแปลกนับหมื่นที่เราเห็น มันเป็นนิสัยของเราไปแล้วที่จะเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า “ยูเอฟโอ” และเปลี่ยนมันเป็น “ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว” อย่างง่ายดาย

การปรากฏตัวเป็นการโฉบผ่านอย่างรวดเร็วเกินไป การอธิบายถึงมันก็ไม่แน่นอน ทั้งหมดที่เราสามารถพูดได้ก็คือคำอธิบายมากมายหลายอย่าง ผมขอแนะนำไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาคาดการณ์เอาความจริงในเรื่องของยานอวกาศจากมนุษย์ต่างดาว” และลอร์ด สตราบอลกิซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางด้านรัฐบาลอังกฤษ จึงบอกปัดข้อกล่าวอ้างของลอร์ด แคลนคาร์ตี้ที่ต้องการให้มีการสืบสวนเรื่อง ยูเอฟโอ และรู้สึกเสียใจที่ต้องอธิบายว่าจะไม่มีการ “เปิดโปง” ความจริงขณะที่รายงานเรื่อง ยูเอฟโอ ถูกวิเคราะห์ให้เห็นว่าพวกมันมีสิ่งใดที่น่าสนใจในการป้องกันหรือไม่ เขากล่าวว่าพวกมันจะถูกเก็บไว้เป็นเรื่องลับเนื่องจากที่ต้องการจะปกปิดฐานะของ ผู้คนที่รายงานมันเข้ามา

ในตอนท้ายของการอภิปรายไม่มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากการจัดตั้งกลุ่มศึกษาของเฮาส์ ออฟ ลอร์ดและการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามการอภิปรายก็เน้นหนักไปที่ปัญหาหัวเลี้ยวหัวต่อในการเผชิญหน้ากันในแต่ละฝ่าย ผู้ที่เชื่อถือจากการรวบรวมรายงานการพบเห็นและการวิเคราะห์และจากการที่พวกเขามั่นใจว่า ยูเอฟโอ จะต้องมีอยู่แน่ เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานที่พอจะนำมาโต้แย้งได้หลังจากการศึกษาอย่างละเอียดมาเป็นมากกว่าสามสิบปี แต่มีสโลแกนหนึ่งที่พวกเขาชอบมากคือ การขาดหลักฐานไม่ใช่ว่าหลักฐานจะขาดไป และทางด้านของเซปติคก็เผชิญหน้ากับภาระที่หนักในการเสนอว่าบางสิ่งไม่มีอยู่จริง ไม่ว่ามุมมองของเขาจะเป็นเช่นไร มันคงน่าประหลาดใจถ้าเมื่อเขาออกจากอาคารรัฐสภาในคืนมกราคม ทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่สงสัย (Sceptic) จะไม่จ้องมองขึ้นไปท้องฟ้าด้วยความฉงนสนเท่ห์ ภาพถ่ายของสตีเฟน ดาร์บี้เชียร์ ซึ่งอัดมาหลังจากที่เขาวาดรูปให้พ่อของเขาที่เป็นเซปติคดู


อาเธอร์ ซี.คลาร์ก กล่าวว่า ทุกปีผมพบว่าตัวเองเขียนบทความเรื่อง “Last Word on UFOS” (สำหรับ last word ก่อนหน้านี้ดูได้จากหนังสือ The View from Serendip) เอาละเรามาเริ่มกันอีก ผมได้ทำการสังเกตุยูเอฟโอมามากซึ่งเป็นหัวข้อที่ ทำให้ผมเบื่อมากผมอยากจะเสริมว่า ในแต่ละกรณีของยูเอฟโอของผมมันกลับกลายเป็นวัตถุบิน ที่ปรากฏหลักฐาน แทบจะทุกคนเคยหลอกจากความไม่เชี่ยวชาญผมเองก็เคยโง่เหมือนกัน และผมพิจารณาแล้วว่าผมมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้แล้ว 

ตัวอย่างล่าสุด ผมเห็น ยูเอฟโอ อย่างชัดเจน มันเป็นเวลาเย็นผมกำลังยืนอยู่ในร่มเงาของบ้านโคลัมโบของผม และกำลังชี้ไปที่ดาวศุกร์ให้เพื่อนของผมดู (ในความเป็นจริงดาวศุกร์สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในแสงอาทิตย์ สลัว ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจให้กับคนส่วนใหญ่ และตัวมันเองต้องรับผิดชอบต่อรายงานที่มากมายของการเห็น ยูเอฟโอ) ผมชี้ไปที่ดวงดาวที่เล็กสุกใสลงไปทางท้องฟ้าด้านตะวันตกราว ๆ 40 องศาเหนือดวงอาทิตย์ที่ลับไปแล้ว “เธออยู่นั่นไง” ผมบอก

เพื่อนของผมชี้ไปทิศเหนือเกือบจะมีมุมสูงเท่ากันและบอกว่า “ไม่ใช่นั่นตะหาก” เราถกเถียงกันอยู่หลายนาที ในที่สุดด้วยความแปลกใจผมเข้าใจว่าดาวศุกร์มีฝาแฝดที่เหมือนกันในระดับความสูงเ ท่ากับทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีดาวที่ส่องประกายแสงและนิ่งเฉย ในชั่วขณะหนึ่งผมคิดไปถึงความมีชื่อเสียงทางดาราศาสตร์ในการค้นพบ Supernova Clarke และผมสงสัยว่าอะไรถึงจะทำให้เพื่อนของผมเงียบได้ ผมจึงวิ่งไปที่กล้องดูดาวของผมและความลึกลับก็เปิดเผย มันเป็นบอลลูนตรวจอากาศของท้องถิ่น ที่ถูกปล่อยไปทุกบ่ายเพื่อวัดสภาพอากาศของชั้นบรรยากาศที่อยู่ด้านบน ลอยอยู่อย่างสงบบางที 10 กม.จากพื้นดินมันจึงเป็นแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ได้ ไม่มีทางที่จะใช้ตาเปล่าแยกความแตกต่างระหว่างมันกับดาวศุกร์


ผมมีประสบการณ์ที่เป็นตัวอย่างได้นับโหล แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญหรือพยานที่ซื่อสัตย์ก็สามารถถูกหลอกจากวัตถุ (หรือปรากฏการณ์) ในท้องฟ้า และยังหลักฐานที่มาจากผู้ไร้ความเชี่ยวชาญ (แม้ว่ามันจะไม่ถูกบิดเบือนจากความตื่นเต้นหรืออคติ) เป็นสิ่งที่ไร้ค่าทั้งนั้น เมื่อมีใครพยายามที่จะบอกผมเกี่ยวกับวัตถุเคลื่อนไหวส่องประกายที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นบนท้องฟ้า ผมต้องบอกขอตัวไม่ยุ่งด้วย มันไม่ใช่ความดื้อรั้นไร้เหตุผลหรือแม้แต่ความขี้เกียจ เขาอาจเห็นยานแม่ของ Proxima Centauri กำลังเข้าสู่วงโคจร แต่ไม่มีทางที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ ผมขอปฏิเสธที่จะสิ้นเปลืองเวลาของผมในการเขียนรายการคำอธิบายที่เป็นไปได้ ถ้างั้น-จะให้ทำอะไรล่ะ? ยูเอฟโอเป็นปัญหาจริงจังและน่าหลงใหลมีบางเรื่องจากเรื่องราวนับร้อยอาจ (แม้จะเป็นการเดา) นำไปสู่การค้นพบครั้งสำคัญทางวิทยาศาสตร์ สิ่งเดียวที่ผมแน่ใจอย่างมากเกี่ยวกับยูเอฟโอคือพวกเขาไม่ใช่ยานอวกาศ คำอธิบายเช่นนั้นช่างอ่อนต่อโลกและช่างถือเอาโลกเป็นศูนย์กลางมากเกินไป

ในความคิดเห็นของผม สิ่งที่ยูเอฟโอต้องการคืนการมองข้ามอย่างเมตตาเป็นเวลาสักทศวรรษหนึ่งหรือมากกว่านั้น เรามาลองเลิกสนใจสิ่งของบนท้องฟ้ากันและพุ่งความสนใจในรายงานเพียงอย่างเดียวของ “การพบเห็นชนิดที่สาม” ซึ่งอย่างที่ทุกคนรู้มันไม่ใช่ความเข้าใจผิดที่เผชิญหน้ากันกับยานของมนุษย์ต่างดาวตัวต่อตัว ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็มีคนโกหกอย่างร้ายกาจมากมายและโรคประสาทหลอน ในทุกเหตุการณ์มีเพียงเวลาที่จะบอกได้…บางที ยูเอฟโออาจจะหมดไป เหมือนแม่มดในยุคกลางที่หายไปเมื่อไม่มีใครเชื่อมันอีกต่อไป ผมคิดว่าผม คงต้องหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ขอทิ้งคติของ เจ บี เอส เฮลเดน ที่มีชื่อเสียงไว้ตรงนี้ “จักรวาลไม่เพียงแปลกว่าที่เราจะจินตนาการได้มันยังแปลกว่าในสิ่งที่เราสามารถจินตนาการถึงเสียอีก”

ที่มา : จากงานเขียนของ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก บัวแก้ว ไชยหลวงผา แปลและเรียบเรียง 

สุดท้ายนี้ก็ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก อีกครั้งครับ ผมเองก็นิยมชมชอบท่านในฐานะที่เป็นนักเขียนที่เก่งระดับโลกคนนึง อ.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ได้เคยเขียนถึงอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ใน นสพ.โพสท์ ทูเดย์ ว่า "ผู้เขียนได้พบและพูดคุยกับ ไอแซก อาซิมอฟ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2520 ในกรุงนิวยอร์ก และได้พบกับ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก ที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2523 ถึงแม้วันเวลาที่ผู้เขียนได้พบกับอาเธอร์ ซี. คลาร์ก และ ไอแซก อาซิมอฟ จะผ่านไปแล้ว 28 ปี และ 31 ปี ตามลำดับ แต่ผู้เขียนก็ยังจำยักษ์ใหญ่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 คน ได้อย่างชัดเจน เหมือนเมื่อวันวานมานี้เอง 

ไอแซก อาซิมอฟ เป็นคนอารมณ์ดี ร่ำรวยอารมณ์ขัน เสียงดังทั้งเสียงพูด และเสียงหัวเราะ ความคิดความอ่านกระฉับกระเฉงกระโดดไปกระโดดมาอย่างมีสีสัน ที่สะท้อนออกมาเป็นภาษาเขียนได้อย่างชัดเจน เพราะ ไอแซก อาซิมอฟ เขียนหนังสือได้เร็วและอ่านสนุกตั้งแต่แรกเริ่ม... ในขณะที่ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จะเป็นคนมีทีท่าสุขุม ความคิดไม่กระโดดไปกระโดดมาเหมือนไอแซก อาซิมอฟ ซึ่งแม้ช่วงเวลาไม่ยาวนักที่ผู้เขียนได้พบ ได้สนทนาคุยกันทั้งในห้องประชุมใหญ่ ระหว่างพิธีเปิดการประชุมสัมมนาภารกิจหลักการเดินทางไปศรีลังกาของผู้เขียน 

ในระหว่างการเดินคุยกันจากห้องประชุมถึงบ้านพักของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ซึ่งอยู่ห่างจากห้องประชุมประมาณ 1 ไมล์ และที่บ้านพักของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ก็สัมผัสได้และสะท้อนออกมาในผลงานการเขียนของเขาได้อย่างดี... กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับ ไอแซก อาซิมอฟ แล้ว อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จะมีสมาธิในการคุย และการเขียนอย่างตั้งใจกว่า ไอแซก อาซิมอฟ เขียนหนังสือไม่มากเท่า แต่ทุกสิ่งที่เขียนจะลุ่มลึก งดงาม ประณีต เป็นเสมือนกับภาษากวี ซึ่งก็มีผลทำให้ผู้อ่านผลงานของ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก อาจไม่รู้สึกสนุกในทันที และต้องมีความตั้งใจในการอ่านพอสมควร แต่เมื่ออ่านจนจบก็จะได้บางสิ่งบางอย่างติดสมองติดความคิดอย่างแน่นอน มาวันนี้ วันที่ได้ทราบข่าวแพร่ไปทั่วโลกว่า อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จากโลกไปแล้ว ผู้เขียนก็หยิบเอาหนังสือ 2 เล่ม ที่ได้รับจากมือของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก พร้อมกับข้อความและลายเซ็นของเขาให้ผู้เขียน คือ Prelude to Space และ Reach for Tomorrow มาพลิกอ่าน แล้วก็นึกถึงดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง ชื่อ 4928 Clarke ซึ่งอย่างแน่นอนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ผู้เขียนกลับนึกเห็นดาวเคราะห์น้อยดวงนี้กำลังเคลื่อนที่อย่างโดดเด่นอยู่ในอวกาศ"
 
ที่มา http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/04/X7797557/X7797557.html

4401

Author & Editor

Has laoreet percipitur ad. Vide interesset in mei, no his legimus verterem. Et nostrum imperdiet appellantur usu, mnesarchum referrentur id vim.

 
biz.