ปริศนาลึกลับของคดีฆาตกรรมลินคอล์น-เคนเนดี้

ปี ค.ศ. 2003 นี้ เป็นวาระครบรอบ 40 ปี อสัญกรรมของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หรือเรียกกันสั้นๆว่า J.F.K. ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล จึงขอนำเกร็ดเรื่องราวแปลกๆของท่าน เปรียบเทียบกับของประธานาธิบดีลินคอล์น มาเล่าสู่กันฟังค่ะ


นับแต่ปี ค.ศ. 1963 อันเป็นปีที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกสังหาร มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้นาน 40 ปีแล้ว แต่เรื่องราวการสังหารโหดยังไม่ เสื่อมคลายไปจากความทรงจำอย่างสิ้นเชิงทีเดียวนัก เฉกเช่นเดียวกับการสังหารประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ในปี 1865 ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังมีคนพูดและเขียนถึงอยู่


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวความบังเอิญอย่างน่าประหลาดใจ ในกรณีฆาตกรรมทั้งสองราย ซึ่งห่างกันตั้งร้อยกว่าปี แต่มีความละม้ายเหมือนกันหลายอย่าง-นั่นน่ะ ถูกกล่าวถึงและจัดไว้ในทำเนียบเรื่องพิศวงอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทีเดียวค่ะ เพราะผู้ที่ติดตามเรื่องฆาตกรรมทั้งสองราย ได้สรุปเอาความละม้ายเหมือนกัน มาเสนอรวมเบ็ดเสร็จถึง 16 ข้อ ซึ่งผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้

1. อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในปี 1860 ส่วนจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 1960 นับเป็นเวลาห่างกันหนึ่งร้อยปีเต็มพอดิบพอดี

2. ประธานาธิบดีทั้งสอง ต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ในเรื่องสิทธิ ของคนผิวดำด้วยกันทั้งคู่

3. ประธานาธิบดีทั้งสอง ถูกลอบสังหารในวันศุกร์ ต่อหน้าภริยาของตนเช่นเดียวกันทั้งคู่

4. ภริยาของประธานาธิบดีทั้งสอง ต่างก็สูญเสียบุตรชายไปในระหว่าง ที่พำนักอยู่ในทำเนียบขาวเหมือนกัน

5. ประธานาธิบดีทั้งสอง ถูกลอบสังหาร ด้วยกระสุนปืน ที่ยิงจากข้างหลัง ทะลุศีรษะ เหมือนกันทั้งคู่

6. ประธานาธิบดีลินคอล์น ถูกยิงในโรงละครฟอร์ด ของ เฮนรี่ ฟอร์ด ส่วนประธานาธิบดีเคนเนดี้ เผชิญมรณะ ในรถฟอร์ดลินคอล์น ซึ่งผลิตโดยบริษัทรถยนต์ ของเฮนรี่ ฟอร์ด เช่นกัน

7. ความบังเอิญที่ตรงกัน อย่างน่าประหลาด อีกอย่างหนึ่งคือ หลังจากการลอบสังหารแล้ว ผู้ขึ้นสืบแทนตำแหน่ง ประธานาธิบดีทั้งสองครั้ง ได้แก่รองประธานาธิบดีที่มีชื่อว่า "จอห์นสัน" เหมือนกัน คือสมัยลินคอล์นนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งแทนเขา ได้แก่รองประธานาธิบดี แอนดรู จอห์นสัน (Andrew Johnson) ส่วนรองประธานาธิบดีสมัยเคนเนดี้ชื่อ ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) ที่เหมือนกันอีกอย่างคือ รองประธานาธิบดีทั้งสองคนมาจากภาคใต้ และผ่านการเป็นวุฒิสมาชิก (Senator) มาแล้วทั้งคู่

8. แอนดรู จอห์นสัน เกิดในปี 1808 ส่วนลินดอน จอห์นสัน เกิดในปี 1908 ห่างกันหนึ่งร้อยปีเต็มพอดี

9. คนที่อยู่ใกล้ ตัวประธานาธิบดีทั้งสอง ก็เหมือนกัน โดยบังเอิญด้วยอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เลขานุการ ของประธานาธิบดีลินคอล์น มีชื่อแรกว่า "จอห์น" ส่วนเลขานุการส่วนตัว ของประธานาธิบดีเคนเนดี้ มีชื่อสกุลว่า "ลินคอล์น"

10. คนร้ายที่สังหาร ประธานาธิบดีลินคอล์น ซึ่งชื่อ จอห์น วิลกีส์ บูธ (John Wilkes Booth) เกิดในปี 1839 ส่วนคนร้ายสังหารเคนเนดี้ ชื่อ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) เกิดในปี 1939 ห่างกันหนึ่งร้อยปี เต็มพอดี

11. มือสังหารทั้งสองต่าง ก็เป็นชาวภาคใต้ ที่มีความคิดรุนแรงจัดทั้งคู่

12. มือสังหารทั้งสองต่าง ก็ถูกสังหารดับชีพเสียก่อน ที่จะถูกนำไปพิจารณาโทษในศาล

13. บูธยิงลินคอล์นในโรงละคร แล้วหนีไปซ่อนในโรงนา ส่วนออสวอลด์ยิงเคนเนดี้จากที่ซ่อน ในโรงเก็บสินค้า แล้วหนีเข้าไปในโรงหนัง

14. ชื่อ "ลินคอล์น" และ "เคนเนดี้" สะกดด้วยอักษร 7 ตัวเท่ากัน

15. ชื่อรองประธานาธิบดี "แอนดรู จอห์นสัน" และ "ลินดอน จอห์นสัน" ประกอบด้วยตัวอักษร 13 ตัวเท่ากัน

16. ความเหมือนกันโดยบังเอิญ ข้อสุดท้ายคือ ชื่อของมือสังหาร "จอห์น วิลกีส์ บูธ" และ "ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์" ล้วนประกอบด้วยอักษร 15 ตัวเท่ากันด้วย

 ขอบคุณ : Thairath

10 เรื่องไม่นิยายของดวงจันทร์

แม้ดวงจันทร์จะเป็นเพื่อนบ้านในอวกาศของโลกที่อยู่ใกล้เราที่สุด แต่มีหลายเรื่องของบริวารดวงนี้ที่เราอาจไม่เคยรู้ และสเปซด็อทคอมได้รวบรวมไว้ 10 เรื่อง ดังนี้


1. กำเนิดจากการชน

ตามทฤษฎีที่ยอมรับกันส่วนใหญ่ ดวงจันทร์เกิดจากหินอวกาศขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนโลก หลังระบบสุริยะก่อตัวได้ไม่นาน เมื่อประมาณ 4.5 ล้านปีก่อน


2. ล็อคด้านเดียวเข้าหาโลก

การที่ดวงจันทร์ทั้งหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบโลกที่หมุนรอบตัวเองแล้วโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ โดยที่หันด้านเดียวเข้าหาโลกนั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์ โดยข้อมูลจากสเปซด็อทคอมระบุว่า แรงโน้มถ่วงโลกทำให้การหมุนรอบแกนหมุนของดวงจันทร์ช้าลง และการหมุนของดวงจันทร์ก็ช้าจนพอดีกับการโคจรรอบโลกและคงที่อยู่เช่นนั้น ซึ่งดวงจันทร์ของดาวเคราะห์อื่นๆ ก็มีรูปแบบคล้ายๆ กัน


เมื่อดวงจันทร์หมุนรอบโลกจะมีช่วงที่รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์มองไม่เห็นจากบนโลก เรียกระยะดังกล่าวว่า “เดือนมืด” (new moon) ดังนั้น จึงไม่มี “ด้านมืดของดวงจันทร์” แต่มีเพียงด้านที่เราไม่เคยได้เห็นเท่านั้น และเมื่อดวงจันทร์หมุนไปตามวงโคจรเราจะได้เห็นเสี้ยวของด้านที่สะท้อนแสงอาทิตย์ด้วยหรือที่เรียกว่า “จันทร์เสี้ยว” และเมื่อดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เราก็จะได้เห็นดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์เต็มๆ หรือที่เรียกว่า “พระจันทร์เต็มดวง”

3. ต้นไม้จากดวงจันทร์

มีต้นไม้กว่า 400 ต้นที่เคยไปไกลถึงดวงจันทร์ก่อนหยั่งรากบนโลก โดยเมื่อปี 1971 สจ็วต รูสา (Stuart Roosa) มนุษย์อวกาศประจำปฏิบัติการอพอลโล 14 (Apollo 14) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้นำเมล็ดพันธุ์ติดต่อขึ้นไปด้วย ระหว่างที่ อลัน เชพเพิร์ด (Alan Shepard) และ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ (Edgar Mitchell) กับยุ่งอยู่กับการสำรวจไปบนพื้นผิวดวงจันทร์นั้น รูสาก็ทำหน้าที่ปกป้องเมล็ดพันธุ์อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์

    
หลังจากกลับมายังโลกเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็ถูกปลูกไปทั่วสหรัฐฯ และเจริญงอกงามดี ซึ่งส่วนใหญ่ยังเติบโตดีและถูกเรียกว่า “ต้นดวงจันทร์”

4. ดวงจันทร์อาจมีน้องสาว

ดวงจันทร์อาจไม่ใช่บริวารเพียงดวงเดียวของโลก โดยเมื่อปี 1999 นักวิทยาศาสตร์ได้พบอุกกาบาตขนาด 5 กิโลเมตร ที่ถูกจับไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงโลก เมื่อเป็นเช่นนั้นอุกกาบาตดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่า “ครูธเน” (Cruithne) จึงกลายเป็นบริวารของโลกไปโดยปริยาย น้องสาวของดวงจันทร์ดวงนี้ใช้เวลา 770 ปีโคจรรอบโลกเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าอุกกาบาตลูกนี้จะอยู่ในอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลกไปอย่างน้อย 5,000 ปี


5. ผ่านไปหลายล้านปีพื้นผิวก็ไม่เปลี่ยนแปลง

มีหลุมอุกกาบาตลึกขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นผลจากการถูกหินอุกกาบาตพุ่งชนอย่างรุนแรงเมื่อระหว่าง 4.1-3.8 พันล้านปีก่อนหน้านี้ ซึ่งร่องรอยความรุนแรงดังกล่าวไม่สึกกร่อนเป็นเพราะ 2 เหตุผลหลัก คือ ดวงจันทร์ไม่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยามากเหมือนโลก ไม่ว่าภูเขาไฟหรือภูเขาก็ไม่ทำลายภูมิทัศน์เหมือนอย่างบนโลก และอีกเหตุผลคือดวงจันทร์แทบจะไม่มีชั้นบรรยากาศ ดังนั้น การสึกกร่อนจึงเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย


6. ดวงจันทร์ไม่กลม

รูปร่างของดวงจันทร์คล้ายรูปร่างของไข่มากกว่า และศูนย์กลางมวลของดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ตรงศูนย์กลางตามรูปทรงเรขาคณิต แต่อยู่ห่างจากศูนย์กลางรูปทรงเรขาคณิตดังกล่าวออกมา 2 กิโลเมตร


7. “มูนเควก” ดวงจันทร์ไหว

มนุษย์อวกาศในโครงการอพอลโลได้ใช้เครื่องมือวัดการสั่นสะเทือนบนดวงจันทร์ และพบว่าดวงจันทร์เทาๆ นี้ยังไม่ได้ตายด้าน แต่ยังยังมีการสั่นสะเทือนเบาๆ ที่มีต้นกำเนิดแรงสั่นสะเทือนอยู่ลึกใต้พื้นผิวลงไปหลายกิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าการสั่นสะเทือนนั้นเป็นผลพวงจากแรงดึงของแรงโน้มถ่วงโลก บางครั้งมีรอยแยกบนพื้นผิวและมีก๊าซเล็ดลอดออกมา

    
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าบางทีดวงจันทร์อาจจะมีแกนกลางที่ร้อนจัดหรืออาจจะหลอมเหลวด้วยบางส่วน เหมือนแกนกลางของโลก แต่ข้อมูลจากยานอวกาศลูนาร์โพรสเปคเตอร์ (Lunar Prospector) ของนาซาได้เผยให้เห็นตั้งแต่ปี 1999 ว่า แกนกลางของดวงจันทร์นั้นเล็กมาก อาจมีมวลอยุ่เพียง 2-4% ของมวลทั้งหมด ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับโลกที่มีแกนเป็นเหล็กและมีมวลถึง 30% ของมวลทั้งหมด

8. ดวงจันทร์อาจจะเป็นดาวเคราะห์?

ดวงจันทร์ของเราใหญ่กว่าพลูโต และมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวๆ 1 ใน 4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่า ดวงจันทร์น่าจะเป็นดาวเคราะห์มากกว่า และเรียกระบบโลกกับดวงจันทร์ว่า “ดาวเคราะห์คู่” (double planet) ซึ่งพลูโตและชารอน (Charon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ก็ถูกเรียนกว่า “ระบบดาวเคราะห์คู่” จากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนด้วย


 9. กระตุกน้ำขึ้น-น้ำลง

เป็นที่ทราบดีว่าปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากดวงจันทร์ ขณะที่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลงเพียงเล็กน้อย โดยแรงดึงดูดของดวงจันทร์จะดึงน้ำในมหาสมุทร โดยน้ำขึ้นจะเกิดขึ้นเมื่อโลกเรียงอยู่ในระดับใต้ดวงจันทร์ และอีกกรณีคือด้านของโลกที่ไปไม่ได้หันเข้าหาดวงจันทร์จะเกิดน้ำขึ้น เพราะแรงดึงดูดดึงโลกเข้าหาดวงจันทร์มากกว่าดึงน้ำ และเมื่อพระจันทร์เต็มดวงกับคืนเดือนมืด ดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์จะเรียงเป็นแวเดียวกัน ทำให้เกิดน้ำขึ้นสูงกว่าปกติ


นอกจากนี้แรงดึงจากดวงจันทร์ยังทำให้โลกหมุนช้าลง เนื่องจากพลังงานการหมุนของโลกถูกดวงจันทร์ดึงไป ทำให้โลกของเราช้าลงประมาณ 1.5 มิลลิวินาทีทุกๆ 100 ปี

10. เตรียมบอกลาดวงจันทร์

ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนออกห่างจากโลกไปเรื่อยๆ ในทุกปีดวงจันทร์ขโมยพลังงานจากโลก และใช้ในการขับดันตัวเองให้วงโคจรถ่างออกไป 3.8 เซ็นติเมตร ซึ่งนักวิจัยเผยว่า เมื่อดวงจันทร์เริ่มก่อกำเนิดนั้นอยู่ห่างจากโลกเพียง 22,530 กิโลเมตร แต่ตอนนี้ดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป 450,000 แล้ว


ที่มา :  http://www.manager.co.th

ตะลึง !! UFO บินเข้าปล่องภูเขาไฟ ในเม็กซิโก

บ่อยครั้งเที่เราจะพบเห็น UFO บิน วนเวียนบริเวณ ภูเขาไฟ ที่กำลังจะประทุ  โดยส่วนใหญ่จะพบเห็นบ่อยในช่วงที่ ภูเขาไฟกำลังปล่อยควันออกมา


อีกหนึ่งคลิป ที่จับภาพ UFO  โดยกล้องที่บันทึกการประทุของเขาไฟ  Popocatepetl ในประเทศ เม็กซิโก
แต่ครั้งนี้ เป็นอะไรที่แปลกประหลาดยิ่งนัก นั้นเพราะ UFO ได้บินเขาไปในปล่องภูเขาไฟ หรืออาจเป็นบริเวณปล่องภูเขาไฟ  ซึ่งภูเขาไฟนี้มีชื่อเสียงเรื่อง UFO  อยู่แล้วเพราะได้มีการพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง

ปากปล่องภูเขาไฟ Popocatepetl

อาจเป็นไปได้ว่า บริเวณฐานภูเขาไฟ อาจเป็นฐานที่จอดของยาน UFO ที่เข้ามาสำรวจโลก
หรือการที่เราพบเห็น UFO บ่อยๆ บริเวณภูเขาไฟที่กำลังจะประทุ เขาอาจจะมาสำรวจภัยพิบัติ
ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก เพื่อประเมินการยับยั้งหรือช่วยเหลือ ก็อาจเป็นได้ ดั่งที่เคยปรากฏแก่สายตาชาวโลกเมื่อตอนอุกาบาต ตกที่รัสเซีย


ที่มา : http://www.ufosightingsdaily.com/2013/06/ufo-caught-with-infrared-camera.html

พลังงานมหาศาลจากดวงจันทร์


ดวงจันทร์มีแหล่งแร่ฮีเลียม 3 ซึ่งสามารถใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล แร่นี้พบมากมายในดวงจันทร์และมากกว่าในโลกใบนี้อย่างมาก

ดร.เจอรัลด์ คัลซินสกี ศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมนิวเคลียร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ซึ่งจำเป็นต้องใช้ฮีเลียม 3 เพื่อการทำวิจัยปฏิกรณ์ฟิวชั่นได้กล่าวว่า ฮีเลียม 3 แพงขึ้นทุกวัน เมื่อ 2-3 ปีก่อนราคากรัมละ 30,000 บาท ตอนนี้ราคา 210,000 บาทต่อกรัม ปีหน้าราคาอาจจะถึง 300,000 บาทต่อกรัม

ดร.คัลซินสกี ได้กล่าวว่า โลกใบนี้มีฮีเลียม 3 แค่ 30 กิโลกรัมเท่านั้น และรัฐบาลสหรัฐก็มักจะเก็บความลับเรื่อง ฮีเลียม 3 เพราะถ้าจะใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ก็ย่อมได้ หรือถ้าทำเป็นพลังงานสะอาดเพื่อผลิตไฟฟ้าประเภทนิวเคลียร์ก็ได้เช่นกัน

และก็ได้พบเช่นกันว่าถ้าหากใช้ฮีเลียม 3 เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยานิวเคลียร์จะมีความปลอดภัยดีกว่าแร่ธาตุอย่างอื่น ๆ มาก และจะได้ตัดโอกาสที่จะนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพื่อทำลายล้างโลก เพราะจากการทดลองการทำวิจัยของ ดร.คัลซินสกีพบว่า แร่ธาตุนี้ไม่มีกากกัมมันตภาพรังสีเลย



ทีมงานวิจัยก็ได้พบอีกเช่นกันว่าที่ดวงจันทร์มีแร่ธาตุนี้มากมายกว่าโลกมหาศาล ประมาณการว่าประมาณถึง 1 ล้านตัน หรือประมาณพันล้านกิโลกรัม มากกว่าที่มีอยู่บนโลกนี้กว่า 30 ล้านเท่า

คำนวณเป็นราคาบนโลกนี้เท่าไร ก็ลองคูณกันดูประมาณ 300,000 ล้านล้านบาทในขณะนี้ แต่อีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ราคาจะกระฉูดไปถึงไหนไม่รู้ แต่มนุษย์บนโลกจะไปเอามาอย่างไร น่าคิด เพราะค่าเดินทางจากโลกไปดวงจันทร์แล้วไปตั้งโรงงานที่ดวงจันทร์เพื่อขุดเจาะเอาฮีเลียม 3 มาแล้ว บรรทุกส่งมายังโลกอีกครั้งคงจะไม่ใช่ของถูก ๆ หรือของเล่น ๆ

กลุ่มนักบินอวกาศอะพอลโล 17 คน และนักธรณีวิทยาที่ชื่อ แฮริสัน ชมิทท์ ได้วิจารณ์ว่าสหรัฐอเมริกาล้าหลังเรื่องการกลับไปสู่ดวงจันทร์มานาน โดยเฉพาะองค์การนาซ่า แต่ก็ได้มีการคำนวณประมาณการว่า ถ้าให้เอกชนทำโครงการนี้น่าจะใช้เงินประมาณ 450,000–600,000 ล้านบาท ในช่วง 2 ทศวรรษหน้า ก็ถือว่าไม่แพงจนเกินไป เพราะโครงการวิจัยด้านปฏิกรณ์เทอร์โมนิวเคลียร์ที่มีอยู่ปัจจุบันก็ประมาณ 540,000 ล้านบาท

แต่กลุ่มนักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการของ ดร. คัลซินสกีที่เมดิสัน มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ก็ยังคงวิจัยเรื่องนี้ไม่หยุดโดยหวังที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่สะอาดไม่มีกากกัมมันตภาพรังสีและยังจะมีเวลาทำการวิจัยได้อีกนาน ดูเหมือนว่าอีกนานกว่าจะคุ้มค่าการลงทุน

นอกจากนี้ยังคงจะต้องทำอย่างไร ให้รัฐบาลอเมริกันได้หันมาลงทุนเรื่องการส่งคนไปดวงจันทร์อย่างจริงจังอีกสักรอบ กลุ่มทีมงานนักบินอวกาศอะพอลโลและ ดร.ชมิทท์ ได้คุยกลุ่มนักวิจัยด้านพลังงานนิวเคลียร์ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแล้วสรุปได้ว่าพลังงานบนดวงจันทร์จากแร่ธาตุฮีเลียม 3 นี้มีมากกว่าพลังงานที่เกิดจากซากพืชซากสัตว์หรือฟอสซิล ถึง 10 เท่า และจะสามารถทำให้โลกสามารถมีพลังงานสะอาดใช้ได้ถึงนับพันปี

พิจารณาดูแล้วผมให้กำลังใจและสนับสนุน ดร.คัลซินสกีเต็มที่ แต่อีกกี่สิบปีข้างหน้าจะมีพลังงานชนิดใหม่สะอาดให้ชาวโลกได้ใช้ก็ยังคอยกันได้ แต่งานนี้คงจะต้องออกแรงอีกมาก และเมืองไทยคงจะต้องตามข่าวกันไปเรื่อย ๆ .

รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
อธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
boonmark@stemford.edu
ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์

ปริศนาที่ยังลึกลับ ในโลกของฟิสิกส์


          เพื่อให้ต่อเนื่องกับการค้นพบสิ่งที่นักฟิสิกส์บางคนยังสมัครใจเรียกว่าอนุภาค "คล้ายฮิกส์" ขององค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (เซิร์น) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ต้องลองไปสำรวจดูกันหน่อยว่าในโลกทางวิชาการด้านฟิสิกส์ ยังคงมีปริศนาลึกลับที่ไขไม่ได้ ตีไม่แตกอะไรอยู่อีกบ้าง เพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับบางเรื่องของปริศนาเหล่านั้น

         
          เรื่องแรกที่ยังคงเป็นปริศนาดำมืดสำหรับนักฟิสิกส์ไม่ว่าในระดับไหนในเวลานี้ก็คือเรื่อง "พลังงานมืด" คือพลังงานที่นักฟิสิกส์ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยพิสูจน์ได้ แต่ "เชื่อ" ว่า "มีอยู่" สาเหตุเพราะมันเป็นเพียงคำอธิบายประการเดียวว่า เพราะเหตุใด จักรวาลของเรา ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงดึงเข้าหาจุดศูนย์กลางไม่ยุบตัวลงเรื่อยๆ แต่กลับมีพฤติกรรมในทางตรงกันข้าม นั่นคือขยายตัวออกเร็วๆ ขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆ

          พลังงานที่ทำให้ทั้งจักรวาลขยายตัวออกไปนี้ ถูกขนานนามว่า "พลังงานมืด" ซึ่งนักฟิสิกส์ประเมินเอาจากการสังเกตอัตราความเร็วของการขยายตัว เชื่อว่าพลังงานนี้มีสัดส่วนราว 70 เปอร์เซ็นต์ ของทุกอย่างเท่าที่มีอยู่ในจักรวาลทั้งหมด

          แต่จนถึงป่านนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะ "มองหา" มันได้อย่างไร?

          อันดับถัดมาที่ยังเป็นปริศนารอการค้นพบในโลกของฟิสิกส์ก็คือ "สสารมืด" ซึ่งเป็นสสารที่ทั้งไม่ "ดูดซับ" และไม่ "คาย" แสง ดังนั้น จึงไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง และยังไม่มีใครคิดหาวิธีทางอ้อมใดๆ เพื่อให้ "เห็น" มัน แต่นักฟิสิกส์เชื่อว่ามันมีสัดส่วนมากถึง 84 เปอร์เซ็นต์ ของสสารทั้งหมดที่มีอยู่ในจักรวาล การคงอยู่และคุณสมบัติของสสารมืดนั้นมีหลักฐานอ้างอิงจาก ผลกระทบของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อสสารที่มองเห็นได้ หรือ จากลักษณะของการแผ่รังสี และจากโครงสร้างของจักรวาล

          เรื่องถัดมาที่ยังเป็นปริศนาในทางฟิสิกส์อย่างยิ่งก็ยังคงเป็นเรื่องของสสาร แต่คราวนี้เป็นเรื่องของ "สสาร" กับ "ปฏิสสาร" คำว่า "ปฏิสสาร" นั้นหมายถึงสิ่งที่มีองค์ประกอบเดียวกันกับสสาร (นิวตรอน โปรตอนและอิเล็กตรอน) แต่มีขั้วประจุตรงกันข้ามกัน และหมุนในทิศทางตรงกันข้ามกัน ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อใดที่สสารและปฏิสสารเจอกัน มันจะสลายตัวเป็นพลังงานทันที

          คำถามที่นักฟิสิกส์ยังหาคำตอบที่น่าพอใจไม่ได้ (หรือคำตอบที่เป็นที่ยอมรับกัน) ก็คือ ทำไมโลกหรือจักรวาลนี้ถึงได้มี "สสาร" มากกว่า "ปฏิสสาร" ถ้าหากกำเนิดของจักรวาลตามทฤษฎีบิ๊กแบงนั้น "สสาร" กับ "ปฏิสสาร" ต้องมีความ "สมมาตร" หรือต้องถูกสร้างขึ้นมา "เท่ากัน" แต่ถ้าสมมติฐานที่ว่านี้ถูกต้อง จักรวาลนี้หรือโลกนี้ก็คงไม่มีอยู่ เพราะทุกอย่างจะสลายกลายเป็นพลังงานไปทั้งหมด


          ด้วยเหตุผลบางอย่าง บางประการ ที่ยังไม่มีใครค้นพบ ทำให้ไม่เป็นเช่นนั้น และทำให้มี "สสาร" มากกว่า "ปฏิสสาร" นั่นเอง

          ปริศนาเรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือคำถามที่นักฟิสิกส์ยังหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน นั่นคือ "อนาคตของจักรวาลจะลงเอยอย่างไร?" ที่นักฟิสิกส์ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เพราะนักฟิสิกส์ยังไม่สามารถหาค่า หรือหาวิธีการวัดใดๆ ได้ว่าจักรวาลอันไพศาลนี้ มี "สสาร" และ "พลังงาน" อยู่หนาแน่นเพียงใด
          จึงได้แต่เริ่มต้นการบอกอนาคตของจักรวาลด้วยคำว่า "ถ้า" เท่านั้น

          "ถ้า" ค่าความหนาแน่นของสสารและพลังงานของจักรวาลมีค่า "มาก" กว่า "1" จักรวาลจะมีลักษณะ "ปิด" เหมือนทรงกลมขนาดใหญ่ และ "ถ้า" ไม่มี "พลังงานมืด" จักรวาลที่ว่านี้จะหยุดการขยายตัวและจะเริ่มยุบตัวลงในที่สุดก็จะถล่มเข้าสู่ศูนย์กลาง หรือที่เรียกว่า "บิ๊กครันช์" ซึ่งตรงกันข้ามกับ "บิ๊กแบง" แต่ถ้าจักรวาลเป็นแบบปิดแต่มีพลังงานมืดอยู่ด้วย ทรงกลมของจักรวาลจะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ชั่วนิรันดร์

          "ถ้า" ค่าความหนาแน่นของสสารและพลังงานของจักรวาลมีค่า "น้อย" กว่า "1" รูปทรงของจักรวาลจะเป็นแบบ "เปิด" มีลักษณะเหมือน "อาน" หรือ "สันเขา" ในกรณีนี้ อนาคตของจักรวาลที่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จะทำให้แกเล็กซี่และดวงดาวต่างๆ แยกออกห่างจากกันไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะโดดเดี่ยว ลงเอยด้วยการที่แม้แต่อะตอมก็ยังไม่สามารถจับตัวอยู่ด้วยกันได้ หรือ "บิ๊กริป"

          "ถ้า" ค่าความหนาแน่นของสสารและพลังงานของจักรวาลมีค่า "เท่ากับ 1" รูปทรงของจักรวาลจะแบนราบ ถ้าหากไม่มีพลังงานมืด จักรวาลนี้จะขยายตัวออกไปในทุกทิศทางด้วยความเร็วที่ลดลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะหยุดนิ่ง ถ้าหากมีพลังงานมืดอยู่ด้วย มันก็จะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตกอยู่ในสภาพ "บิ๊กริป" เช่นเดียวกัน

ไม่มีใครรู้ว่า จริงๆ จักรวาลเป็นไปตามหลายๆ "ถ้า" เหล่านี้หรือไม่ ในขณะนี้

ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

รัสเซียเตือนให้ "โอบาม่า" บอกโลกเกี่ยวกับเรื่อง UFO ไม่เช่นนั้นเราจะแถลงข่าวเอง

-->
ในการประชุมสมาคมการค้าเศรษฐกิจโลกล่าสุดซึ่งจัดในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีผู้นำและนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของโลกกว่า 2500 คนเข้าร่วมประชุมกันคับคั่งซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ดมิทรี้ เมเดเว้มพ ได้กล่าวถึงนาย บารัก โอบาม่าว่า


"ถึงเวลาแล้วที่โลกต้องรับรู้ความจริงเกี่ยวกับเอเลี่ยน หากอเมริกาไม่เข้าร่วมได้การเปิดเผยครั้งนี้ ทางรัสเซียจะเป็นฝ่ายเปิดเผยเอง"

ซึ่งนาย เมดเดเว้พ นั้นเป็นคนกล่าวประโยคนี้ในวาระของการกล่าวเปิดประชุมงานนี้ซึ่งจัดประชุมทั้งหมด 5 วันเริ่มวันที่ 23มกราที่ผ่านมา ในงานนี้มีผู้นำคับคั่งมากมายเช่น Angela Merke นายกเยอรมัน David Cameron นายกอังกฤษ


ซึ่งในการประชุมปีนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับเอเลี่ยน 1 หัวข้อคือ X Factors from Nature ซึ่งหัวข้อนี้รวมไปถึงเนื้อหาเกี่ยวกับ discovery of alien life หรือการค้บพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวนั่นเอง

มีประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นายกรัสเซียพูดในการประชุมครั้งนี้ คือ ย้อนไปวันที่ 7 ธ.ค. 55 ได้มีการสัมภาษณ์นายกรัสเซียคนนี้ที่กรุงมอสโคว แต่หลังจากที่สัมภาษณ์จบ คนสัมภาษณ์ได้ถามเรื่องนอกประเด็นเรื่องนึง ซึ่งนายกรัสเซียก็ตอบโดยคิดว่าปิดไมโครโฟรแล้ว (แต่แท้จริงยังไม่ปิด) เนื้อหาในการสัมภาษณ์ครั้งนั้นประมาณว่า

นักข่าว : จริงหรือปล่าวที่ท่านประธานาธิบดี วลาดิเมีย ปูติน ได้ถือโค้ดแฟ้มลับรหัสยิงนิวเคลียเตรียมพร้อมไว้รับมือกับพวกเอเลี่ยน

นายก ดมิทรี้ เมเดเว้มพ : สำหรับแฟ้มข้อมูลลับ ที่ท่านปูตินถือไว้นั้นมีข้อมูลของเอเลี่ยนที่มาเยือนโลกเรานั้นมีอยู่จริง และฝ่ายทางทหารนั้นก็มีการเตรียมรับมือและควบคุมสถานการณ์ของเอเลี่ยนที่อยู่แนวเขตแดนของรัสเซีย หากคุณอยากได้ข้อมูลทีดีกว่านี้ก็ลองไปหาดูหนังเรื่อง MIB มันคล้ายๆแบบนั้นแหละ ส่วนจำนวนเอเลี่ยนนั้นผมบอกคุณไม่ได้ เพราะมันจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน (ส่วนสาเหตุที่ยกหนังเรื่อง MIB มาเปรียบเทียบนั้นเพราะต้องการให้เห็นภาพของ จำนวน UFO และจำนวนเอเลี่ยน แค่สองอย่างนี้เท่านั้น)

ทางฝั่งคนที่ไม่เห็นด้วยก็กล่าวตอบโต้ว่า อาจเป็นไปได้ว่า "นายกรัสเซียคนนี้บ้าไปแล้วนั่นเอง"

แต่เขาแค่บ้าแค่นั่นเองหรือ นอกจากคำพูดของนายกรัสเซียคนนี้แล้ว ยังมีหลักฐานน่าสนใจอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น

-ในเดือน ก.พ.55 นาย Timothy Good อดีตที่ปรึกษาเพนตาก้อน เคยกล่าวไว้ในหนังสือของเขา Above Top Secret: The Worldwide U.F.O. Cover-Up เขากล่าวว่าในสมัยอดีต ประธานธบดีอเมริกา Dwight Eisenhower เองก็เคยประชุมลับกับเอเลี่ยนมาแล้ว 3 ครั้ง

-จากการค้นพบล่าสุดในเมือง Vladivostok รัสเซียพวกเขาได้ค้นพบวัตถุบางอย่างของ UFO ซึ่งอาจมีอายุถึง 300ล้านปี -นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และผู้ศึกษาวิจัยหลายคนได้โพสคลิปในยูทูป ถึงความถี่เกิดบ่อยขึ้นของการปรากฏวัตถุประหลาดที่ดวงจันทร์

-สมาคมนักวิจัยดาราศาสตร์ในยุโรปก็ออกมาบอกว่า พวกเขาได้ค้นพบ แหล่งที่คาดว่าจะเป็นแม่น้ำบนดาวอังคาร กว่า 1000 แหล่ง

-นักวิทยาศาสตร์อังกฤษและศรีลังกา ได้ออกมาเปิดเผยงานวิจัย ที่พวกเขาวิจัยศึกษาฟอสซิลที่อยู่ในแร่meteoriteที่ขุดพบ พบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ใดในโลกหรือที่เคยค้นพบเลย


อ่านแล้วอย่างกับในหนังเลยเนอะ แต่ผมก็เชื่อนะดวงดาวมีเป็นล้านๆดวง มันต้องมีเอเลี่ยนบ้างแหละน่า อีกอย่างรัสเซียเป็นประเทศที่มีวิทยาการทางอวกาศเทียบเท่าอเมริกา ภูมิประเทศหนาวเย็น มีหิมะตกหนักปกคลุมตลอดเอเลี่ยนน่าจะชอบไปนะเพราะเหมาะแก่การซุ่มดี อีกอย่างถ้าอเมริกาตรวจเจออะไรผมว่ารัสเซียก็ต้องเจอเหมือนกัน แต่อเมริกาเลือกที่จะปิดไว้หรืออาจแอบเอาไว้ใช้เองก็เป็นได้ แล้วเพื่อนๆมีคามเห็นว่าอย่างไรกันบ้าง?

ต้นฉบับ : http://www.eutimes.net/2013/01/russi...ns-or-we-will/
แปลโดย oat_hohoho Joker Game 

 
biz.