ค้นพบชิ้นส่วนเครื่องจักรกล อายุกว่า 400 ล้านปี

-->
อึ้ง!!กันอีกรอบ เมื่อรัสเซีย ค้นพบชิ้นส่วนเครื่องจักรกลชิ้นแรกของโลก เท่าที่ค้นพบมา เพราะมันมีอายุ 400 ล้านปี ฟอสซิลนี้ ค้นพบในคาบสมุทรคัมชัตคา รัสเซีย ห่างจากเมือง Tigil 200 กม. ถูกฝังอยู่ในก้อนหินภูเขาไฟ ซึ่งคาบสมุทรนี้เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟจำนวนมาก



ซึ่งได้รับการรับรอง จากนักโบราณคดี Yuri Golubev แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ว่าฟอสซิลแปลกประหลาดดั่งกล่าวเป็นของจริง หลังจากการวิเคราะห์ดูเหมือนว่า มันถูกทำมาจากชิ้นส่วนโลหะ ที่ดูเหมือนจะเป็นเฟืองกลไก ซึ่งอาจจะเป็นประเภทของนาฬิกาหรือคอมพิวเตอร์



ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่า 400 ล้านปีที่ผ่านมา จะมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้ แต่การค้นพบแสดงให้เห็นการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาด มีความรู้ความสามารถของเทคโนโลยีดังกล่าว แน่นอนสิ่งมีชีวิตดังกล่าวมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ และอาจเป็นไปได้ว่าชิ้นส่วนนี้มาจากเครื่องยนต์ ของยานอวกาาศ ที่ได้ครับความเสียหาย จาก อุบัติเหตุหรืออื่นๆ แหล่งที่มา: weeklyworldnews.com,www.thetruthbehindthescenes.org

หุบเขาองคชาต Love Vally

-->
หุบเขาองคชาติ หรือเรียกกันเบาๆ ว่า Love Vally หุบเขาแห่งรัก หนึ่งในดินแดนของเมืองมรดกโลก Cappadocia (แคปปาโดเกีย) ประเทศตุรกี อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่น้อย และที่สำคัญเป็นหนึ่งในสถานที่เดินป่าที่ดีที่สุดในเอเชีย (ตุรกีเป็นดินแดนสองทวีป มีส่วนที่คาบเกี่ยวทั้งยุโรปและเอเชีย)


หินทรายรูปร่างประหลาดชวนคิดสัปดน ณ หุบเขาองคชาติ แห่งนี้ เกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงหลายครั้งของภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว เถ้าถ่านภูเขาไฟถูกกัดกร่อนจนมีลักษณะคล้าย “อวัยวะเพศชาย” ชี้ขึ้นท้องฟ้า บร๊ะ! ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้มีรัก!???

หุบเขาองคชาติ เมือง Cappadocia ประเทศตุรกี  


อ้างอิง : http://www.odditycentral.com

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทะเลโฟม ( Whipping Cream Ocean)


Whipping Cream Ocean เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งทางเหนือของ เมืองซิดนี่ย์ ( Sydney ) ที่ยัมบา ( Yamba ) ของ นิวเซาธ์เวลส์ ( New South Wales ) และได้แปรเปลี่ยนชายฝั่งเป็น คาปูชิโนใน ( Cappuccino Coast ) ฟองโฟนได้ กลืนกินทั้งหาด และอาคารสิ่งก่อสร้างไปกว่าครึ่งหลังที่ก่อสร้างอยู่ริมชายหาด ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์หน่วยกู้ภัยชายหาดท้องถิ่น ฟองโฟนนี้นกินอาณาบริเวณออกไป กว่า 30 ไมล์จากชายฝั่ง


โดยนักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายถึงสาเหตุของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้ไว้ว่าเกิดจาก ความบังเอิญหลายอย่างที่ลงตัว ฟองโฟมเหล่านี้ไม่ได้เกิดสิ่ง สวยงาม แต่มันเกิดจาก สิ่งสกปรกต่างๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ทำให้ทะเลสกปรก , เกิดจากเกลือ , เกิดจากปฎิกริยาทางเคมี , การเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ในทะเล ปลา ที่เกิดจากน้ำเสียที่มนุษย์ไ้ด้สร้างขึ้น เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกันด้วยส่วนผสมที่ลงตัว และมีคลื่นที่เคลื่อนตัวแล้วม้วนตัวลงก็จะทำให้เกิดฟอง และเมื่อคลื่นได้เคลื่อนมากระทบฝั่งจะคลายฟอง ออกมาสะสมอยู่ที่ริมชายหาดสะสมตัวขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ

เหล่าเด็กต่างสนุกสนาน ต่ิอปรากฏการณ์ประหลาดนี้ และลงไปเล่นกันทั้งดำผลุดดำว่าย

ไม่เว้นแม้แต่วัยรุ่นสาวกลุ่มนี้ต่างก็แต่งชุดว่ายน้ำลงมาเล่นฟองโฟนกัน อย่างสนุกสนาน แต่ถ้ารู้ถึงสาเหตุของโฟมเหล่านี้แล้ว ก็ไม่รู้จะยังสนุกกันหรือไม่

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ กองทัพ คลื่น แห่ง แม่น้ำอเมซอน ( Pororoca)


Pororoca คือ ปรากฏการ์ณธรรมชาติ ที่จะเกิดประมาณ สองปีครั้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม จากการที่น้ำจากมหาสมุทรแอตแลนติก ( Atlantic Ocean ) ไหลย้อนขึ้นมาใน แม่น้ำอเมซอน ประเทศบราซิล และก่อให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ คลื่นน้ำที่วิ่งต่อๆกันมา ยาวที่สุดในโลก บริเวณปากแม่น้ำ

ลักษณะ ของ กองทัพคลื่น แห่ง แม่น้ำอเมซอน โดยปรากฏการณ์นี้ได้ชื่อว่า " Pororoca " ซึ่งมาจากภาษาพื้นเมืองของชนเผ่า Tupi ที่แปลว่า มหาเสียงกัมปนาท "great destructive noise" เนื่องจากเสียงจากการเกิดคลื่นนี้สามารถได้ยินล่วงหน้ากว่า 30 นาที ก่อนที่คลื่นจะเคลื่อนตัวมาถึง และมันยังทรงไปด้วยอนุภาพในการทำลายล้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้ามัน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใหญ่ บ้านชาวพื้นเมือง รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่หาญกล้าท้าทายมัน แต่ก็ยังมีมนุษย์ที่ไม่ยำเกรงมัน กับหลงไหลในพลกำลัง รวมตัวกันโต้คลื่นโดยเริ่มตั้งแต่ปี 1999 แต่นั้นก็เต็มไปด้วยอันตราย เนื่องจากคลื่นน้ำนั้น เต็มไปด้วย เศษไม้ ซุง ซึ่งพร้อมจะเข้ามากระแทรกนักโต้คลื่นได้ทุกเวลา จากการบันทึก นักโต้คลื่นชาวบราซิลเรี่ยน ชื่อว่า Picuruta Salazar สามารถโต้คลื่นได้เป็นระยะทางกว่า 12.5 กิโลเมตร เป็นเวลากว่า 37 นาที


ยังมีนักโต้คลื่น เป็นจำนวนมากที่หลงใหล ในคลื่น Pororoca และพร้อมจะเสี่ยงเพื่อสัมผัสมัน และทำให้มันได้รับระดับความน่ากลัว
FEAR FACTOR : High


คงไม่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือสถานที่ไหนที่จะนำคุณมาพบ กองทัพ คลื่น ยาวที่สุดในโลก เช่น Pororoca

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทุ่งน้ำแข็ง นักบวชขาว ( Penitentes )


Penitentes เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดจากรูปแบบการก่อตัวของหิมะ ที่พบได้ในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ โดยมีรูปแบบเป็นแท่งสามเหลี่ยม เรียวยาวสูง ซึ่งสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์นี้ก็มีแสงอาทิตย์เป็นที่ทำให้เกิดรูปทรง ประหลาดนี้ โดย แสงอาทิตย์จะทำให้เกิด รอยบุ่มเป็นจุดๆ กระจายตัวไปทั่วทั้งพื้นหิมะ และรอยบุ่มนี้ก็จะมีแอ่งน้ำเล็กขังอยู่ และอ่างน้ำนี้เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จะทำตัวคล้ายเลนส์ รวมแสงส่องลงไปลึกขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็ง นักบวชขาว อันเนื่องมาจากรูปทรงของ น้ำแข็ง นี้คล้ายกับหมวกของพวกนักบวชทรงแหลมสูง

รูปทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว Nieves Penitentes ที่ระดับความสูง 19,000 ฟุต บน Volcan Aucanquilcha
( Note ชายในรูปที่ใส่เสื้อสีเหลืองมีความสูง 1.80 เมตร )

การค้นพบ ทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว

โดย ทุ่งน้ำแข็ง นักบวชขาว นี้เป็นที่รู้จักของบุคคลภายนอกโดยจากงานเขียน ของดาวิน ในปี 1839 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 1835 โดยเขาได้เดินทางจากเมือง Santiago de Chile ไปยังเมือง Argentinian city of Mendoza และระหว่างทางเขาก็ได้พบกับทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว เข้า และเขาได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ ด้วยสมมุติฐานว่า เิกิดจากลมจากเทือกเขาเอนดีส ( Andes ) และต่อมาในปี 1954-1965 Lliboutry ที่ได้ทำการศึกษา ปรากฏการณ์นี้มีกุญแจสำคัญคือ ความแตกต่างของการระเหยตัวของหิมะ ซึ่งเกิดจากการที่ ที่น้ำเกิดการกลั่นตัว ภายใต้จุดเยือกแข็ง จึงทำให้น้ำมีความบริสุทธิ์มาก และน้ำที่บริสุทธิ์มากก็ต้องการพลังงานที่สูงกว่าในการละลายตัว ทำให้เกิดบริเวณที่น้ำแข็งไม่บริสุทธิ์ เกิดการระเหยตัวเป็นแอ่งน้ำ เล็กๆกระจายตัวไปทั่วพื้นน้ำแข็ง และละลายลึกลงเรื่อยๆ จนเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาวขึ้น



ถามว่าทำไมจึงจึงเรียกว่า ทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว ที่มาก็คงมาจากลักษณะรูปทรงที่คล้ายหมวกที่นักบวช พวกนี้สวมใส่อยู่

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เมฆ สวยที่สุดในโลก


Mammatus Clouds เมฆ แมมมะทูส หรือ เมฆตะปุ่มตะปํ่า (Bumpy clouds) เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่จะทำให้เมฆเกิด เป็นเซล เป็นปุ่มเล็กปุ่มน้อย คล้ายถุงห้อยลงมาจากท้องฟ้า โดยคำว่า "mammatus" มาจากภาษาลาติน mamma แปลว่าเต้านม ซี่งมาจากการที่ก้อนเมฆมีลักษณะคล้าย เต้านมของวัว โดยแต่ละปุ่มมีขนาดใหญ่ 1 - 3 กิโลเมตร ยืนยาวลงมาประมาณ 0.5 กิโลเมตร เรียงรายยาวหลายร้อยกิโลเมตร ปรากฏการณ์ นี้อาดเกิดขึ้น 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ เมฆ แมมมะทูส มีส่วนเชื่อมโยงกับ การเกิดพายุใหญ่ หรือก่อนเกิดพายุ ทอร์นาโด




ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เมฆจานบิน


Lenticular เป็นภาษาลาติน มีความหมายว่า รูปทรง เลนส์ (Lens - Shaped ) เมฆรูปทรงเลนส์ ( Lenticular cloud ) เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แสนประหลาด และสวยงาม มันช่างดูคล้าย จานบิน ไม่มีผลิต และหากปรากฏการณ์ เมฆรูปทรงเลนส์ ก็ขึ้นในสมัยก่อน รูปภาพวัตถุบินลึกลับ ต่างที่มีการจารึกไว้ก็อาดเป็น ปรากฏการณ์นี้ก็เป็นไปได้

สาเหตุของการเกิด เมฆจานบิน

เมื่ออากาศชื้นอิ่มตัวพัดผ่านยอดเขาสูง หรือบริเวณภูเขา จะทำให้เกิดการไหลของกระแสอากาศชื้น แบบลูกคลื่นขนาดใหญ่ หลายระลอกขึ้น เมื่ออากาศชื้นถูกพัดไหลขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ตามระลอกคลื่นอุณหภูมิจะค่อยลดลงเรื่อยจนถึงจุดที่ทำให้ อากาศชื้นเริ่มกลั่นตัว ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ เมฆจานบิน เมื่อเมฆไหลลงมาต่ำเรื่อยๆอุณหภูมิจะสูงขึ้น เมฆจะค่อยๆระเหยกับไปอยู่ในสภาพของอากาศชื้นอีกครั้ง

รูปทฤษฎี การเกิดปรากฏการณ์ เมฆจานบิน โดยความสูงที่จะเกิดปรากฏการณ์นี้จะอยู่ที่ระหว่าง 6,000 - 12,000 เมตร




ปรากฏการณ์ธรรมชาติ หินเดินได้


Sailing Stones เป็น 1 ใน ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ยังคงเป็น ปริศนา ที่เกิดขึ้นที่ อุทยานแห่งชาติเดท วัลลี่ย์ (Death Valley National Park) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่งที่พบก็คือ จะพบร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหิน ที่ทิ้งไว้บนดินเหนียวที่แห้งเป็นทางยาว โดยปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้จะเกิดขึ้นทุก 2 - 3 ปี ครั้ง และหินบางก้อนก็ใช้เวลากว่า 3 - 4 ปีในการเคลื่อนที่

ปรากฏการณ์ ดินเดินได้ เกิดจากมนุษญ์ หรือ สัตว์ หรือไม่

จาก ลักษณะรูปร่างของร่องรอยการไถลของหินนั้นบ่งบอกได้ว่าหินก้อนนั้นต้อง เคลื่อนที่ในช่วงที่พื้นของเรซแทรค พลาย่านั้นถูกปกคลุมด้วยดินเหนียวอ่อนนุ่ม ถ้าเป็นฝีมือของคนหรือสัตว์จะต้องมีร่องรอยของการเหยียบย่ำรบกวนชั้นดิน เหนียวด้วย แต่ในบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยจากคนหรือสัตว์ที่จะช่วยให้หิน เคลื่อนที่เลย มีเพียงร่องรอยการไถลของหินเท่านั้น



ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดอกไม้น้ำแข็ง


Ice Flowers เป็นอีก 1 ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่สร้างความตกตลึงให้แก่ผู้พบเห็น เนื่องจากมันจะเกิดขึ้นบนทะเลที่กลายเป็นน้ำแข็ง และเกิดมีเกร็ดน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นมาเป็น ช่อดอกไม้สีขาง กลีบบางผุดขึ้นมาเต็มพื้นน้ำแข็ง

สาเหตุ ของการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติดอกไม้น้ำแข็ง

* ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดอกไม้น้ำแข็ง เป็นหนึ่งในรูปแบบของแผ่นน้ำแข็ง ที่เพึ่งก่อตัวขึ้นใหม่
* เมื่อไอน้ำอิ่มตัว ( Saturated Water Vapors ) ที่แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง
* เมื่อไอน้ำอิ่มตัว สัมผัสกับอากาศเย็นจัดด้านบนก็จะเริ่มก่อตัวเป็นเกร็ดน้ำแข็ง
* ส่วนเกลือบนที่อยู่บนผิวของเกร็ดน้ำแข็งก็จะเกิดการตกผลึก เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบนผิวของเกร็ดน้ำแข็ง
* ผลึกเกลือที่เกิดขึ้นจะเป็นเสมือนแกนให้ให้ไอน้ำอิ่มตัว ที่เหลือเกาะเป็นเกร็ดน้ำแข็งใหม่ขึ้นสลับไปมาจนซ้อนทับกันจนคล้าย กลีบดอกไม้





ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไอส์เซอร์เคิ้ล ( Ice Circle )


Ice Circle ไอส์เซอร์เคิ้ล เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่พบเห็นได้ยาก และสมมุติฐานที่เป็นที่ยอมรับกันถึงสาเหตุการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไอส์เซอร์เคิ้ล นี้เกิดจากการที่ ผิวน้ำเริ่มก่อตัวเป็น น้ำแข็งจากบริเวณกึ่งกลางของผิวน้ำ แล้วค่อยๆก่อตัวตามขอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต้องประกอบกับแหล่งน้ำจะต้องไหลเอื่อยๆ เพื่อให้เกิด น้ำแข็ง สามารถก่อตัวบริเวณขอบ ขณะหมุนขยายตัวออกมาเรื่อยๆ จนไปชนกับขอบน้ำแข็งแผ่นอื่นๆ ไอส์เซอร์เคิ้ล บางแผ่นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 150 เมตร อาดจะพบอยู่เดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มก็ได้

ไอส์เซอร์เคิ้ล วงนี้ถ่ายที่ Norwalk เมื่อ 2003

ไอส์เซอร์เคิ้ล วงนี้ถ่ายที่ Amasa, Michigan in 2006

10 สุดยอดสิ่งเร้นลับที่ยังไม่คลี่คลาย


สุดยอด 10 อันดับสิ่งเร้นลับที่ยังไม่คลี่คลาย

10. ผลพลาเซโบ (Placebo Effect)
ผลพลาเซโบ คือ ปรากฎการณ์ที่คนเราทานบางสิ่งที่เขาคิดว่าคือยา (แต่ไม่ใช่ยาจริง) เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แล้วเขามีอาการดีขึ้น. พลาเซโบเป็นสารเฉื่อย (โดยมากเป็นเม็ดแป้ง) เมื่อทานเข้าไป (โดยมีผู้แนะนำว่าจะรักษาอาการเจ็บป่วยได้) ทำให้เขาหายป่วยเพียงเพราะว่าเขาเชื่อว่าสิ่งนั้นคือยาที่สามารถรักษาโรคได้จริงๆ.

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีคำตอบ. อาจเป็นเพราะการเชื่อมต่อของสมองกับร่างกายเป็นสิ่งลึกลับซับซ้อนที่เรายังไม่เข้าใจ. ดังดำว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”. ร่างกายและจิตของคนเรายังมีสิ่งเร้นลับอยู่อีกมาก.

9. แพนสเปอเมีย (Panspermia)
ชีวิตบนโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์บอกเราว่าชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเกิดสภาวะเหมาะสมเป็นถิ่นที่อยู่ แต่กระนั้นพวกจุลชีพดูเหมือนจะโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้? สมมุติฐานอันหนึ่งคือแพนสเปอเมีย, ซึ่งกล่าวว่า “เม็ดพันธ์แห่งชีวิต” ปรากฎอยู่ทุกที่ในเอกภพ, และชีวิตบนโลกเริ่มขึ้นเมื่อ “เม็ดพันธ์” นี้เดินทางมาถึงโลก, บางทีมากับอุกาบาต. สมมุติฐานนี้บอกต่อไปว่าเม็ดพันธุ์นี้ยังถูกนำไปยังถิ่นอื่นๆ ในเอกภพอีกด้วย.

ความเชื่อที่คล้ายกันนี้คือต้นกำเนิดนอกโลก (exo-genesis) ตามความเชื่อของบางศาสนา. ความเชื่อนี้บอกว่าชีวิตถูกนำมายังโลกเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว, แต่ไม่ได้กล่าวว่าถูกนำไปยังถิ่นที่อยู่อื่นๆ ด้วยหรือไม่. หลายคนเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวนำชีวิตมายังโลกของเรา, ตามทฤษฎีของ อีริค ฟอน ดานิเคน (Erich Von Daniken). แม้ว่าหลายคนยังสงสัยว่าชีวิตดำรงอยู่กระจัดกระจายในเอกภพได้อย่างไร และ ถูกพาไปยังดวงดาวต่าง, มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ารูปแบบของชีวิตบางอย่าง, เช่นสปอร์บางชนิดของแบคทีเรียสามารถดำรงอยู่ได้ในอวกาศ, ในสภาวะหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว.


8. การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass extinctions)
นับตั้งแต่การดับสูญของไดโนเสาร์, จนถึงการหายไปของสิ่งมีชีวิตในยุคเปอร์เมียน (Permian Era), การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นอยู่แม้กระทั่งในตอนนี้. บางครั้ง, สาเหตุการเกิดนั้นมันชัดเจน. เรากำลังทำลายชั้นบรรยาชีพ (ไบโอสเฟียร์) และชั้นบรรยากาศ, และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า, 50% ของชีวพันธุ์ทั้งหมด (living species) จะสูญพันธุ์. แต่บางครั้ง,เหตุผลที่แท้งจริงยังครุมเครือ. อาจเป็นเพราะการแก่งแย่งกับชีวพันธ์อื่นๆ, การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งใหญ่, หรือแรงกระแทกจากดาวเคราะห์น้อยหรืออุกาบาตุ (เหตุผลประการหลังนี้ได้รับการเชื่อถืออยูมาก).

กระนั้นก็ตามคำถามบางคำถามยังคงหาคำตอบไม่ได้. นั่นคือทำไมว่าบางชีวพันธุ์เท่านั้นที่ดับสูญ, และชีวพันธุ์อื่นอยู่รอด, บางชนิดดำรงอยู่กระทังถึงทุกวันนี้ (ตัวอบ่างที่โด่งดังคือ ปลาซีลาแคนท์ ที่คิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วนั่นเอง). ในช่วงที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์, ในสมัยนั้นก็ยังมีจระเข้กับเต่าอยู่เลย, และมันยังดำรงพันธุ์อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้, ในขณะที่ไดโนเสาร์, พเทอโรซอรัส (pterosaurus), สัตว์เลื้อยคลานในทะเลและชีวพันธุ์อื่นๆ ดับสูญ. หลายคนเชื่อว่าชีวพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปเพราะว่ามันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ (อาจจะเกิดขึ้น) สิ่งแวดล้อมใหม่ได้ , แต่หลายคนก็ยังไม่เชื่อ. จนกระทั่งถึงทุกวันนี้, การสูญพันธุ์ก็ยังเป็นปริศนาคาใจอยู่, และถ้าไม่มีเครื่องจักรเวลาที่จะนำเราย้อนกลับไปในอดีต, บางทีเราอาจหาคำตอบที่แท้จริงได้. ทฤษฎีอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมก็มี:- ปรากฎการณ์หินภูเขาไฟละลายท่วม (flood basalt events), ฝนดาวตกขนาดเล็ก (smaller asteroid showers), ภาวะโลกร้อน/เย็น, ระดับน้ำทะเลลด.

7. สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) [Wikipedia]
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา คือน่านน้ำในมหาสทุทธแอตแลนติกเหนือซึ่งเรือบินและเรือจำนวนมากได้หายไปอย่างประหลาดโดยไร้ร่องรอย. หลายปีที่ผ่านไปก็มีอธิบายออกมาเพื่อไขปัญหาการหายไปอย่างลึกลับนี้, มีทั้ง อากาศที่เลวร้าย, การลักพาตัวไปโดยชีวพันธ์นอกโลก, การบิดเบี้ยวของกาลเวลา (time warps), และ การที่กฎต่างๆ ทางฟิสิคส์ไม่ทำงาน.

แม้ว่าจะมีเอกสารจำนวนมากที่ถูกกล่าวว่าเป็นรายงานการสาบสูญที่กล่าวเกินจริงไป, แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบาบการหายไปเของเรือบินและเรือจำนวนมากในบริเวณนั้นอยู่ดี.

6. ญาณ (Intuition)
คุณเคยเรียนรู้บางสิ่งโดยไม่ได้รู้เลยว่าคุณรู้มันได้อย่างไร? นั่นล่ะคือญาณ. บางครั้งก็เรียกมันว่าสัมผัสที่หก หรือ กัทฟีลลิ่ง (gut feelings – ยากจะหาคำแปล คล้ายกับเป็นการรู้โดยใช้ความรู้สึกล้วนๆ), ญาณคือความสามารถในการได้มาซึ่งตวามรู้โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน หรือไม่มีเหตุผลใดๆ. บางคนอ้างว่าเขารู้ตัวว่ามีบางคนจ้องมองเขาอยู่, และเมื่อเขาหันมองไปรอบๆ และก็พบว่ามีคนจ้องเขาอยู่จริงๆ. หรือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมองผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม และ ด้วยวิถีบางอย่างเขารู้ว่าใครคืออาชญากร, และต่อมาก็พบว่าเขาคาดเดาได้ถูกต้อง. ถึงแม้ว่ามีบางคนกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้คือความบังเอิญ, บางคนก็เชื่อว่าสมองคนมีความสามารถพิเศษที่จะรับความรู้รอบตัวเขาได้อย่างไม่รู้ตัว. นี่ก็เป็นสิ่งลี้ลับอีกประการหนึ่งของจิตมนุษย์.

5. 2012
อะไรที่ทำให้ปีนี้พิเศษกว่าปี่อื่นๆ? เพราะว่าปีนี้เป็นปีที่โอลิมปิคจัดที่ลอนดอนหรือเปล่า? ก็ไม่ใช่. อารยธรรมมายาโบราณ, จากอเมริกากลาง, มีปฏิทินพิเศษที่ถูกต้องแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ใจ. และปฏิทินนี้ทำนายว่าจุดจบของวัฏจักรชีวิตมนุษย์ขาติคือ คือ วันที่ 21 ธันวาคม 2012, ซึ่งเป็นวันสุริยะสถิตย์ของฤดูหนาว (winter solstice) วันนี้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด (ปีหนึ่งมีสองวัน อีกวันหนึ่ง คือวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันสุริยะสถิตย์ของฤดูร้อน).

ชาวมายันยังเชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์และดาราวิทยา (astrology – โหราศาสตร์) (พวกเขาได้ทำนายการเกิดคราสที่เกิดขึ้นภายหลังนับร้อยๆ ปี ได้อย่างแม่นยำมาก). ดังนั้นเองผู้คนต่างเชื่อกันว่าคำทำนายของชาวมายันเกี่ยวกับจุดจบของโลกน่าจะถูกต้องเช่นกัน.

มีสื่งอื่นๆ ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ อยากรู้อยากเห็น คือว่ามีปรากฎการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญๆ ที่จะเกิดในปี 2012. นอกเหนือไปจากคราสและอุกาบาตที่เกิดขึ้นตามปกติแล้ว, ระบบสุริยะจักรวาลทั้งหมดจะเคลื่อนผ่านศูนบ์กลางของดาราจักร, บางลิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้งในทุกๆ 26,000 ปี. และ, มีโอกาสเสี่ยงที่มีการสับขั้วของดาวเคราะห์ของเรา. ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม, แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปรากฎการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว. นอกจากนั้น, ปฏิทินอินเดีย, กลียุค (Kali Yuga), จบลงในราวเวลาเดียวกันนี้. บังเอิญตรงกัน? ผมคิดว่าไม่ใช่.

4. ชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Life on exoplanets)
ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีทั้งหมด 277 ดวงตามที่บันทึกไว้ถึงปัจจุบัน. อย่างไรก็ตาม, ยังไม่มีการยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงใดดวงหนึ่งใน 277 ดวงนั้น, หรือแม้แตในเอกภพ. กระนั้น, เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องลี้ลับ. เรื่องนี้แตกต่างจาก จานบิน หรือ ยูเอฟโอ เพราะ ยูเอฟโอคือวัตถุบินลึกลับ, หมายถึงมีการพบบางลิ่งที่ไม่สามารถระบุได้บินอยู่เหนือโลกมนุษย์.

ดาวเคราะห์นอกที่ดูเหมือนว่าน่าจะมีสิ่งสนับสนุนการเกิดของสิ่งมีชีวิตได้แก่ Gliese 581 d และ HD 189733 b, ดาวดวงหลังนี้มีไอน้ำและสารอืนทรีย์.

ยังมีคำถามอื่นอีกเช่นว่ามีดวงจันทร์โคจรรอบดาวเหล่านี้หรือไม่. บางคนเชื่อว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตแม้ในระบบสุริยะของเราที่เรายังไม่รู้. ดวงจันทร์บางดวง, อย่างเช่นไครตันของเนปจูน หรือ ยูโปของดาวเสาร์, อาจเป็นไปได้ว่ามี, หรือเคยมี, สิ่งมีชีวิตอยู่, และยังมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลบนดาวอังคาร. กระนั้น, ยังไม่มีผู้ใดทราบ.

3. เส้นนาซคา (Nazca Lines)
ที่เจาะเป็นร่องลึกเข้าไปในผิวโลกบนทุ้งราบนาซคาในเปรูคือสัญญลักษญ์มหึมาวาดเป็นเส้นตรงไม่ขาดตอน. บางเส้นมีควายยาวหลายร้อยเมตร. เส้นเหล่านี้ดูเหมือนว่าลากขึ้นมาโดยมือยักษ์เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว. และที่แปลกประหลาดก็คือ, สามารถมองเห๋นเส้นเหล่านี้ได้จากบนอากาศเท่านั้น. แล้วชาวนาซคานโบราณวาดมันขึ้นมาทำไม?

นักค้นคว้ากล่าวว่าชาวนาซคานโบราณต้องสร้างบอลลูนลมร้อนหรือว่าวขึ้นมาเพื่อมองดูผลงานของตน. อันที่จริง, มีการทดลองและพิสูจน์ได้ว่าชาวนาซคานสามารถสร้างบอลลูนที่ใช้งานได้. ตัวสัญญลักษณ์เหล่านี้คือรูปสัตว์และต้นไม้. กระนั้นบางอันเป็นแถบยาวๆ บนพื้นดินโดยไม่มีความหมายอะไรเลย.

นักเขียนนาม อีริค ฟอน ดานิเคน (Erich Von Daniken) เชื่อว่าเส้นเหล่านี้คือทางสำหรับลงจอดสำหรับยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว, และมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นอาจเป็นผู้ทำมันขึ้นมาเอง. เส้นนาซคานี้อาจทำขึ้นมาสำหรับไว้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นก็ได้.

มาเรีย รีข (Maria Reiche), นักดาราศาสตร์, กล่าวว่าเส้นเหล่านี้อาจใช้เป็นปฏิทิน, หรือใช้เพื่อติดตามเส้นทางของดวงดาวและดาวเคราะห์. มีรูปวาดเป็นรูปลิงที่มีหางม้วนที่ดูคล้ายเส้นโคจรของระบบสุริยะของเรา.

นอกจากนั้นยังมีทฤษฎีที่ครุมเคลือกล่าวว่ามีคนยักษ์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว. แน่นอน, เหล่านี้คือสิ่งลิ้ลับที่ยังคำตอบไม่ได้.

2. โครงสร้างหินขนาดยักษ์ (Megalithic structures)
โครงสร้างหินขนาดยักษ์ ที่จัดว่าเป็นสิ่งเร้นลับนี้ อาจเป็นอนุสาวรีย์ หรือเป็นแค่ก้อนหินที่กระจัดกระจายเป็นรูปแบบใดแบบหนึ่ง. สิ่งที่เร้นลับจริงๆ เกี่ยวกับสมัยโบราณคือ, คนเหล่านั้นสร้างสิ่งใหญ่โตมหึมาเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร? ผู้คนสมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยีที่จำเป็นในการสร้างมันขึ้นมาได้.

กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด. ตัวอย่างที่ใหญ่กว่านั้นคือปิรามิดยักษ์ที่กิซา, หรือปิรามิดในตัวของมันเอง. บางครั้ง วัตถุประสงค์ในการสร้างก็ไม่ชัดเจน (สโตนเฮนจ์), ในขณะที่บางที, โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างนั้นลึกลับและเหมือนว่าดูเหนือธรรมชาติ (ปีระมิด). สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ใช้หินขนาดยักษ์, โดยเฉพาะในกรณีของ สโตนเฮนจ์ และ กองหินคาร์แมค. แต่ก็มีโครงสร้างหินยักษ์บางแห่งก็ไม่ลึกลับ (เช่น Great Zimbabwe), แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดูเหมือนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คนยุคโบราณจะสร้างมันขึ้นโดยพวกเขาเอง. เอาละ, หลายคนอาจจะคิดว่ามนุษย์ต่างดาวช่วยคนสมัยโบราณนั้นสร้างมันขึ้นมา. แม้แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังพูดอะไรแปลกกว่านี้.

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าอาจจะมีอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปแล้วที่ก้าวหน้าสูงมาก, และถ่ายทอดความรู้ในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับอารยธรรมรุ่นหลัง. แต่ก็ไม่มีหลักฐานสำคัญอันใดที่จะสนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน. ตัวอย่างโครงสร้างหินยักษ์อื่นๆ ได้แก่: หินรูปศรีษะที่เกาะอีสเตอร์ (Easter Island Heads), ปิรามิดดวงอาทิตย์ ในเมโสอเมริกา, ปิรามิดอื่นๆ ในอเมริกากลางและใต้, รูปปั้นขนาดใหญ่มหึมาแห่งโรด (Colossus of Rhodes).

1. กำเนิดของเอกภพ (Creation of the Universe)
เอกภพไพศาลและไม่ล่วงรู้. เอกภพมีสิ่งเร้นลับมากมาย. และบางทีสิ่งที่เร้นลับที่สุดของเอกภพเองคือเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นผู้สร้าง. นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีการระเบิดขนาดมหาศาลเกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว เรียว่า บิกแบงก์ (The Big Bang).

ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป, และนักวิทยาศาสตร์กำลังมองหาร่องรอยของพลังงานที่เหลือจากการระเบิดมหึมาที่ให้กำเนิดดวงดาวแสนล้านดาง. กระนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ที่สัมบูรณ์. แต่การกำเนิดของเอกภพเป็นบางสิ่งที่ใหญ่เกินไปที่จะเกิดขึ้นมาง่ายๆ แบบนี้.

ศาสนิกชนต่างกล่าวว่า พระเจ้า/พระอัลล่าห์/พระวิษณุ สร้างเอกภพขึ้นมา. แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าไม่ใช่ มันมีบิกแบงก์, แล้วก็มีพลังงานจากการการะบิดเคลื่อนที่ผ่านเอกภพ, และนักวิทยาศาสตร์พยายามหาจุดระเบิดอยู่ (epicentre). ฉนั้น, การโต้เถียงดำเนินต่อไป. ศาสนา vs. วิทยาศาสตร์ อาจเป็นการขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้. แต่ศาสนาคืออะไร? มีศาสนามากมายหลายแบบ. และความแตกต่างระหว่างศาสนาคริสต์กับตำนานวิทยากรีกคืออะไร? ไม่มีใครเชื่อในตำนานวิทยากรีกอีกต่อไป. แต่วิทยาศาสตร์ล่ะคืออะไร? และคณิตศาสตร์คืออะไร? คือสิ่งที่สร้างโดยมนุษย์. ดังนั้นก่อนที่จะกล่าวมนุษย์สร้างพระเจ้าและวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง, ชาวบ้านควรตระหนักว่ามนุษย์สร้างวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเช่นเดียวกันl. และ บางที, เอกภพอาจเป็นบางอย่างที่จิตเราสร้างมันขึ้นมาก็ได้.

 
biz.