ย้อนรอยลึกลับ การมาเยือนของ UFO ที่สิงห์บุรี ปี 2541


จุดเริ่มต้นมาจากคลิปที่ยังเป็นที่ถกเถียงว่านี่คือเรื­่องจริงหรืออะไรกันแน่ มันเป็นเหตุการณ์การนัดพบกับมนุษย์ต่างดาว­ในประเทศไทย ที่จังหวัดสิงห์บุรี ในปี 2541 โดยจานบินรูปสามเหลี่ยม สีเงินได้มาปรากฏตามการนัดหมายของ จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2541 ในบริเวณที่ว่าการจังหวัดสิงห์บุรีต่อหน้า­ผู้คนนับพันที่สามารถยืนยันได้ด้วยตาว่า เขามาเยือนเราจริงๆ



สำหรับคนที่ สนใจด้านนี้จริงๆ จะรุ้ว่า ประเทศไทย จะมีกลุ่มประสานงาน เกี่ยว กับ UFO ที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศ อยู่ ที่เขากะลา จ นครสวรรค์

ซึ่งชาวต่างประเทศที่ ทำงาน วิจัย ติดตามเกี่ยวกับ มนุษย์ต่างดาว ก็จะติดต่อ กับทีมงานที่นี้ และมีการ พิสูจน์อยู่เรื่อยๆ

โดย ค้นพบว่า ที่เขากะลา ใน นครสวรรคื นั้น เป็นประตูมิติ (รูหนอน) ที่ใหญ่ มี สามที่ในโลก หนึ่งในนั้นอยุ่ในไทย (แต่ ที่อื่นก็มีแต่เจอไม่บ่อยเท่า เขากะลา)




ก่อนหน้าที่จะรู้ว่ามีมุษย์ต่างดาว นั้น ชาวบ้านแถบนั้น จะเห็น แสงไฟบนยอดเขา ตอนกลางคืน เป็นประจำ ซึ่งนั้นก็คือ การเปิด ประตูมิตินั่นเอง

และต่อมา มีชายชรา สามารถนั่งสมาธิ ติดต่อกับ มนุษย์ต่างดาวได้ โดย ตอนแรก เรียก ออกมาให้ คนในครอบครัวได้เห็นก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มมีการติดต่อมาตลอด โดยทางสามธิ (เพราะ มนุษย์ต่างดาว มีจิตและอารยธรรมที่สูงพัฒนาแล้วนั่นเอง) และ มีการ พิสูจน์ โดยการเรียกออกมาหลายต่อหลายครั้ง แบบเห็น ใกล้ๆเลย แต่แปลกคือ เขา จะไม่ลงมา (เพราะอากาศในโลกมนุษย์ มีพิษสูง ถ้าลงมาก็ต้องใส่ชุดเหมือน ชุด อวกาศ )


และมีการพิสูจน์ ครั้งใหญ่ โดยครั้งนั้นมีผุ้เชี่ยวชาญ มาจากอเมริกา และ ผุ้ที่สนใจ ด้านนี้ มาจาก หลายๆประเทศ ตอนนั้นเรียกออก มาได้ ประมาณเกือบ 20 ลำ (ทุกครั้งที่ติดต่อจะนัดวันเวลามา โดยบอกผ่าน คุณตาที่นั่งสมาธิ ซึ่ง ทุกๆครั้งก็มาตามกำหนดเวลา โดยคลาดเคลื่อนไป ไม่มากนัก)

ครั้งนั้น มีสมเด็จพระเทพของชาวไทยเรา เข้าร้่วมด้วย โดย ปรากฏฝูงจานบิน สิบกว่าลำ บินมาปรากฏอย่างรวดเร็ว และให้เห็นหลายนาทีก่อนที่จะหายไปเร็วกว่าแสง ซึ่งผุ้คนที่มาดู เป็นหมื่นคน ได้เห็นเหมือนกันหมด

ตอนนี้ ชายท่านนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ ก็ได้สอนลูกสาวของตน ที่เป็นถึงข้าราชการ ติดต่อ กับมนุษย์ต่างดาว และจัดตั่งกลุ่ม ประสานงาน UFO เขากะลา ขึ้นมา




ขอบคุณ
www.saraupdate.com

กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) นครสวรรค์

บันทึกที่เกี่ยวกับจานบินในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

เรื่องราวเก็บตกจากหนังสือของฝรั่ง THE CHINESE ROSWELL

กล่าวถึงการพบบันทึกที่เกี่ยวกับยานอวกาศ ซึ่งตกลงในแผ่นดินจีนยุคโบราณ สถานที่เกิดเหตุอยู่ใกล้ๆกันกับปิระมิดในมณฑลซานซี


ในเทือกเขา บายันคารา-อุลา พรมแดนของจีนแผ่นดินใหญ่กับหลังคาโลก-ธิเบต นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่ง ทำการสำรวจถ้ำในบริเวณนั้น พวกเขาพบโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่ง ซึ่ง"น่า"จะจัดอยู่ในสปีชีส์เดียวกับพวกลิงเอป แต่จากหัวกระโหลกที่พบ มันมีวิวัฒนาการทางสมองกว่าลิงเอปมากมาย เจ้าโครงกระดูกของเจ้าของถ้ำเหล่านี้มีลักษณะเล็กแกรน นักมานุษยวิทยาเองก็บอกไม่ถูกว่าควรจะจัดอยู่ในตระกูลไหนของมนุษย์

ระหว่างสำรวจถ้ำ หนึ่งในทีมสำรวจได้ค้นพบจานหินขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นจานกลม ตรงกลางมีรูและสามารถหมุนได้เหมือนแผ่นเสียง บริเวณเนื้อหินของจานประหลาดที่ว่า มีอักขระประหลาดที่ไม่มีใครอ่านออก จารึกอยู่เต็มไปหมด






กาลเวลาล่วงเลยมาอีก 20 ปี ระหว่างนั้น นักโบราณคดีแห่งปักกิ่งหลายต่อหลายคน พยายามที่จะแปลความหมายในจานหินแผ่นนั้นอย่างสุดความสามารถ มีการระดมกำลังผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้ามาช่วยเหลือ และแล้วความพยายามก็ประสบผล Dr. Tsum Um Nui จากปักกิ่งถอดรหัสจากจานหินพร้อมกับตีพิมพ์เนื้อหาอันพิลึกพิลั่นโลกออกมา ทำให้รัฐบาลออกเร่งสำรวจบริเวณนั้นเป็นการใหญ่ และพบจานหินลักษณะเดียวกันมาอีกมากมาย

จานหินเหล่านั้นบันทึกเรื่องราวของมนุษย์จากดาวดวงอื่นเอาไว้ มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ได้ประสบอุบัติเหตุขณะมาเยือนโลก และนำยานร่อนลงฉุกเฉินในบริเวณเทือกเขา Baya-Kara-Ula ดินแดนของประเทศธิเบตในปัจจุบัน พวกเขาเรียกตัวเองว่า Dropas (ดร.Tsum Um Nui) ยานของพวกเขาเกิดควบคุมไม่ได้และตกลงมาพังยับเยิน พวกเขาพยายามสร้างยานขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงได้เคลื่อนย้ายเข้าไปในถ้ำแถบนั้น พวก Dropas จำนวนมาก โดนไล่ล่าเหมือนสัตว์ป่าจากบรรพบุรุษของชาวฮั่น ซึ่งตั้งรกรากอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากจานหินและภาชนะบางชนิดแล้ว นักสำรวจยังพบภาพเขียนในผนังถ้ำเป็นภาพของดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ โคจรไปพร้อมๆกัน อายุของภาพเขียนประมาณหนึ่งหมื่นสองพันปี




มีการนำจานหินจำนวนมากไปทดสอบที่สถาบันวิจัยในรัสเซีย ผลที่ปรากฏคือ เมื่อหมุนจานหินนี้ด้วยเครื่องจักรในลักษณะเดียวกับแผ่นเสียง จานหินจะส่งเสียงครวญครางเหมือนฮัมเพลงออกมาเบาๆ เป็นท่วงทำนองที่แปลกประหลาดเอาการสำหรับหูของมนุษย์อย่างเรา และเมื่อลองส่งกระแสไฟฟ้าผ่านจานหินเหล่านี้ ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทำนองเดียวกับเราปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านวงจรอิเล็คทรอนิคส์

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียตบท้ายว่า "จานหินที่พบมีส่วนผสมของโคบอลต์และโลหะบางประเภทอยู่ เรากำลังศึกษา ว่าพวกเขาสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร" 


 
biz.