10 อันดับ เรื่องของมนุษย์ต่างดาว

คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า? ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีรายงานกว่า 100,000 รายงาน ในการพบจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงหรือไม่จริงบ้าง รวบรวมมาให้ ท่าน 10 เรื่องที่คิดว่าดังที่สุดแล้วสำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว เพื่อให้คุณพิจารณาว่ามนุษย์ ต่างดาวมีจริง!!

อับดับที่ 10 เทปวีดีโอผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว



ใน ปี 1992 ผู้สร้างภาพยนต์เรย์ ซานติลี อ้างว่าได้ซื้อฟิล์มภาพยนต์ขนาด 16 มิลลิเมตร มีความยาวกว่า 91 นาที(ไม่เปิดเผยถึงราคาที่ซื้อมา) เป็น ฟิล์มภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดซากมนุษย์ต่างดาวหลังเหตุการณ์การตกที่รอสเวลส์โดยซื้อมาจากช่างภาพของกองทัพ(ไม่เปิดเผยชื่อ)ที่ถูก มอบหมายให้ทำการถ่ายภาพยนต์การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวที่ Fort Worth, Texas เพื่อทำการถ่ายภาพยนตร์ จนกระทั่งในปี 1995 ภาพยนต์ชุดนี้ได้ถูกนำมาออกแสดง และเครือข่ายทีวีของ FOX นำภาพยนตร์ชุด นี้ออกอากาศในรายการ One-hour special ผลปรากฏว่ามีคนสนใจดูมากจนต้องมีการนำมาออกอากาศซ้ำอีกถึงสี่ครั้งหลังจากนั้นทำให้มีการถ่ายถอดออกไปใน อังกฤษ , เยอรมัน ,ฮอลแลนด์ , บราซิล และอิตาลี


อับดับที่ 9 วงกลมประหลาดบนทุ่งหญ้า (Crop Circles)


ในช่วงปี 1980 เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือประจักษ์ต่อชาวโลก ใน 29 ประเทศ ทั่วโลก คือเกิดวงกลมประหลาด หรือสัญลักษณ์ประหลาดที่ทุ่ง ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ห์ ข้าว และอื่นๆ โดยจากรายงานการเกิด Crop Circles กว่า 10,000 ครั้ง พบว่าในช่วงปลายปี 1980 นั้น Crop Circles ส่วนใหญ่รูปแบบจะออกมาในลักษณะ เส้นตรงซึ่งจะออกมาคล้ายๆกับสัญลักษณ์ แต่ภายหลังจากปี 1990 รูปแบบของ Crop Circles จะซับซ้อนมาก จนแทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของ มนุษย์จะทำได้ นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วหาเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง พวกเขาจะทำทำไม มันเป็นสัญลักษณ์บอกชาวโลกหรือ หรือว่าเป็น ที่จอดยานบิน หรือว่าเป็นการเล่นสนุก??


อับดับที่ 8 การชำแหละวัวในท้องทุ่ง (Cattle Mutilations)


9 มิถุนายน 2005 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดวัวตายอย่างลึกลับจำนวนมากในท้องทุ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและบราซิลและแถบอื่นๆ ทั่วโลก โดย การตายลึกลับนี้แทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะสามารถทำได้ เพราะแต่ละพื้นที่วัวถูกฆ่าจำนวนมากโดยทั้งหมดนั้นลงมือเสร็จเพียงคืน เดียว โดยส่วนใหญ่ท้องของวัวเคราะห์ร้ายถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่รูปไข่ ด้วยเครื่องมือบางอย่างและถูกทำให้ไหม้แต่ไม่ใช้เลเซอร์หรือมีด และไม่ มีเลือดไหลออกมาอวัยวะบางส่วนเช่น อวัยวะเพศ ลูกตาและเต้านมโดยเฉพาะลำไส้มักหายไป แต่ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนเพื่อหนีความตายของวัว หรือแม้กระทั่งรอยเท้าในบริเวณที่มันตาย มีการศึกษาเพื่อไขปริศนาปรากฏการณ์นี้มีมานานแล้ว ในขณะที่มนุษย์มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร


อับดับที่ 7 การลักพาตัวเบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ (betty and Barney Hil)


คือการลักพาตัวที่โด่งดังที่สุดและเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวคนในโลก 19 กันยายน 1961 ขณะที่เบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ สองสามีภรรยาขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆ ก็มีจานบินแล่นขวางหน้า และบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ สิ่ง มีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน(ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกเหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูด ด้วยภาษาแปลกประหลาด จาก นั้นสองสามีก็ถูกลบความทรงจำ และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด จน เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก จนต้องออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975


อับดับที่ 6 จานบินตกที่รอสเวลล์


ในปี ค.ศ.1948 เมืองรอสเวลล์ เกิดเหตุการณ์วัตถุบินลึกลับตกในพื้นที่ทะเลทรายของชาวเมืองนาม แม็ค บราเซิล วัตถุชิ้นตกและชิ้นส่วนตก กระจัดกระจายเป็นวงกว้าง ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการก็มาถึงและเก็บวัตถุในพื้นที่ที่เกิดเหตุจนหมด ซึ่งผลจากการตรวจสอบตอนแรก บอกว่าวัตถุที่ตกลงมานั้นเป็นวัตถุที่ไม่เคยมีอยู่ในโลก และแต่ละชิ้นโลหะมีคุณสมบัติแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างไรเพราะอะไรไม่ทราบสาเหตุ ภายหลังทางการดันกลับคำให้การบอกว่าวัตถุที่ตกลงมาเมืองรอสเวลล์นั้นคือบอลลูนตรวจสภาพอากาศ? ทำไมต้องกลับคำผลการตรวจสอบ?? แล้ววัตถุบินลึกลับนั้นเป็นจานบินหรือไม่? ไม่มีใครทราบได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานานหลายสิบปีแล้ว ก็ตามแต่หลายๆ ฝ่ายยังหวังว่าทางการสหรัฐจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้


อับดับที่ 5 แอเรีย 51 (Area 51)



พื้นที่ แห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทะเลทรายทางตอน ใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี1958 เป็น พื้นที่ที่ลึกลับที่สุดเพราะเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้คนนอกเข้าและมีการ รักษาความปลอดภัยสูงสุด แม้ทางการสหรัฐจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเพียง สถาน ที่ทดสอบอาวุธหรือเครื่องบินรบใหม่ของสหรัฐ แต่มีหลายคนบอกว่าอาจเป็นฐานทัพของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ก็สถานที่ติดต่อกับ มนุษย์ต่างดาว นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้งจน หลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 นั้นต้องมีอะไรมากกว่าสถานที่ซ้อมรบเครื่องบินรบ แน่นอน


อับดับที่ 4 เมื่อมนุษย์ต่างดาวเป็นฆาตกร


วัน ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐเคนตักกี้ อเมริกา เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ จูเนียร์ ได้ขับเครื่องบินซี 118 แถวน่านฟ้าของเมืองแมรีส์วิลล์ เพื่อไป ตรวจสอบการพบเห็น UFO ส่องแสงขนาดใหญ่ และเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และเงียบเชียบข้ามท้องฟ้า ซึ่งทางฐานทัพก็จับสัญญาณมันได้เช่นกัน แมนเทลล์ขับแล้วไปเจอ UFO ลำนั้นทันที เขารายงานวัตถุนั้นต่อศูนย์เป็นระยะในการติดตาม “พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง.... พระเจ้า! มันน่า มหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่...”จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัด เวลาต่อมา มีการพบซากเครื่องบินและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล์ มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วนจากความร้อนสูง เหมือนกับว่า เครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?


อับดับที่ 3 การระเบิดที่ไซบีเรีย


เมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน 1908 มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไซบีเรีย เป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่าถึง 10 เท่าดังไปค่อนโลก มีบางคน บอกว่า ตนเองได้เห็นแสงไฟและเห็นควันรูปเห็ด อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายสาเหตุการระเบิด ไม่มีใครทราบแน่ชัด ในปี 1927 นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ออกทำการสำรวจและพบบริเวณที่เกิดการระเบิดนั้น ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 800 ตารางไมล์ จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แรงระเบิดนั้น ไม่ใช่เพราะอุกกาบาตแน่ มีบางคนบอกว่ามันอาจเป็นดาวหาง อาจเป็นเสี้ยวหนึ่งของหลุมดำ หรือ อาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่นก็ได้ อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ วิศวกรด้านอาวุธของรัสเซียลงความเห็นว่า มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลก ตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น


อับดับที่ 2 เด็กจากโลกอื่น


ใน เดือนสิงหาคม 1887 ในสเปน มีเด็กสองคน ซึ่งมีผิวหนังสีเขียวเป็นมันวาว และมีดวงตารีเฉียง เดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง เด็กสองคนนั้นสวม เสื้อผ้าที่ทำจากวัตถุประหลาด และพูดภาษาประหลาดที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาจากบาร์เซโลนาไม่เข้าใจ และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาษาอะไร เด็กที่เป็น ผู้ชายตายก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงยังอยู่ต่อมาและหัดพูดภาษาสเปนได้จนคล่องเธอเล่าว่าเธอถูกนำมาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีแต่ยามสนธยามี พระอาทิตย์ขึ้น และถูกหอบมาทิ้งไว้ที่ถ้ำนั่น ดิน แดนที่ว่านั้น เป็นดินแดนของดาวอีกดวงหนึ่งใช่หรือไม่ หรือว่าพวกเธอถูกส่งตัวมายังโลกด้วย ยาวอวกาศหรือเปล่า หรือมาจากมิติที่สี่ก็เป็นได้


อับดับที่ 1 เครื่องบิน 1000 ปี


จาก จำนวนวัตถุลึกลับเกี่ยวกับจานบิน ชิ้นนี้ดังที่สุด ซึ่งถูกพบในโคลัมเบีย อเมริกาใต้ มีอายุมากกว่า 1000 ปี มีลักษณะเหมือนเครื่องบินเจ็ท ปีกเป็น รูป สามเหลี่ยมของยุคปัจจุบัน มีที่นั่งนักบินอยู่ตรงส่วนหัวและมีหางเหมือนเครื่องบินปัจจุบันด้วย ซึ่งแน่นอนชาวพื้นเมืองในโคลัมเบียคงไม่สามารถ สร้างเครื่องบินนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อ 1000 ปีก่อน อาจ เป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาถึงอเมริกาใต้ ในยานอวกาศใต้ ในยานอวกาศที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ทตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว และคงสร้างยานลำนี้ไว้เป็นที่ระลึก

ที่มา : http://www.toptenthailand.com

นาซาพบดาวเคราะห์น้อยดวงเล็ก โคจรรอบโลกมานานกว่า 50 ปี


นาซาเผย พบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก กำลังโคจรรอบโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กับโลกของเรา มานานกว่า 50 ปีแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กดวงหนึ่งชื่อว่า '2016 HO3' กำลังโคจรรอบโลก และเป็นเพื่อนร่วมทางกับโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กัน โดยมันอยู่แบบนี้มากนานกว่า 50 ปีแล้ว และเชื่อว่ามันโคจรรอบโลกต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยปี


ศ.พอล โคดาส ผู้บริหารศูนย์เพื่อการศึกษาวัตถุใกล้โลก (CNEOS) ของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า "การคำนวณของเราประเมินว่า 2016 HO3 โคจรรอบโลกในลักษณะเหมือนดาวเทียมมานานเกือบศตวรรษแล้ว และมันจะโคจรตามรูปแบบนี้ในฐานะผู้ร่วมทางกับโลกไปอีกหลายศตวรรษ"


ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกพบโดยกล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อย 'Pan-STARRS 1' บนภูเขา ฮาเลอากาลา ในรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2016 มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 37-91 เมตร

ศ.โคดาส ยืนยันด้วยว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่มีวันพุ่งชนโลก เพราะมันไม่เคยเข้าใกล้โลกเกินระยะ 14 ล้านกิโลเมตร แต่ด้วยระยะห่างที่มาก ทำให้มันไม่ถูกจัดเป็นดวงจันทร์ตามธรรมชาติ หรือ ดาวบริวารของโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกดาวเคราะห์ดวงนี้ว่า ดาวกึ่งบริวาร (quasi-satellite)



ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/640560

ล้วงตับรัสเซีย (สงครามอวกาศ)


ยูริ กาการิน อาจเป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นไปในอวกาศแล้วกลับมายังโลกได้อย่างปลอดภัย แต่มีนักบินอวกาศหลายคนเคยขึ้นสู่อวกาศก่อนหน้ากาการิน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้กลับลงมาและบางคนยังลอยละล่องอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในห้วงจักรวาลตราบจนทุกวันนี้

เสียงโหวกเหวกโวยวายระคนกับเสียงเลื่อย เสียงตีเหล็ก และแท่งโลหะกระทบกันบนดาดฟ้าอาคารที่สูงที่สุดในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี ทำลายความเงียบสงัดของเที่ยงคืนวันที่ 19 พฤษภาคม 1961 จนผู้ที่อาศัยอยู่ในชั้นใต้ดาดฟ้าอาคารตะโกนต่อว่าคนที่มารบกวนเวลาหลับนอน

ชายหนุ่มสองพี่น้องต้นเหตุของเสียงกล่าวขออภัยอย่างสุภาพ “ขอโทษด้วยครับ แต่รัสเซียเพิ่งจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ พวกเรากำลังพยายามดักฟังข้อมูล”


สงครามอวกาศ

ช่วงทศวรรษที่ 1950 สองประเทศมหาอำนาจอเมริกาและรัสเซียทำสงครามเย็นแข่งขันกันสร้างดาวเทียมขึ้นโคจรรอบโลก แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องลับสุดยอดจนต้องแบ่งโครงการออกเป็น 2 โครงการคือ โครงการที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนและโครงการลับ

ข้อมูลส่วนที่เป็นโครงการลับจะถูกเก็บเข้าตู้ใส่กุญล็อกปิดตาย ไม่มีทางที่ข้อมูลลับจะเล็ดลอดออกสู่สายตาคนภายนอกได้หากไม่เป็นเพราะสองพี่น้องนักเล่นวิทยุสมัครเล่นนำข้อมูลนี้มาเปิดเผยจนถูกสายลับรัสเซียหมายหัวแทบเอาตัวไม่รอด

อชิลลี จูดิคา-คอร์ดิเกลีย (Achille Judica-Cordiglia) วัย 16 ปี และไกแอน (Gian) น้องชายวัย 10 ปี สนใจเล่นเครื่องรับฟังวิทยุสื่อสารมาตั้งแต่ปี 1949 เพราะมันเป็นแหล่งข้อมูลแปลกๆที่ไม่สามารถหาได้จากสื่ออื่นๆในยุคสมัยนั้น จากการเล่นเป็นงานอดิเรกกลับกลายเป็นความลุ่มหลงเมื่อสองพี่น้องรับสัญญาณข่าวสารการปล่อยยานสปุตนิก 1 (Sputnik I) ดาวเทียมดวงแรกที่ขึ้นไปในวงโคจรเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1957 หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นสองพี่น้องตกลงกันว่าจะมุ่งมั่นติดตามข่าวสารโครงการอวกาศของรัสเซียอย่างกระชั้นชิด


อชิลลี จูดิคา-คอร์ดิเกลีย (Achille Judica-Cordiglia)และไกแอน (Gian)

พวกเขาสร้างเครื่องรับวิทยุและจานรับสัญญาณขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตรที่สามารถถอดและประกอบติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกด้วย Fiat 600 รถยนต์ส่วนตัวคันย่อมของพวกพวกเขา

อชิลลีและไกแอนดักฟังและบันทึกเทปการสนทนาของศูนย์บัญชาการอวกาศทั้งของรัสเซียและอเมริกา พวกเขารู้ข้อมูลลับการส่งสิ่งมีชีวิตตัวแรกสุนัขไลก้าขึ้นไปกับยานสปุตนิก 2 และการส่งดาวเทียมดวงแรกของอเมริกา ยานเอ็กซ์โปลเรอร์ 1 (Explorer 1) ปฏิบัติการของสองพี่น้องไม่ได้เป็นความลับ พวกเขาแบ่งปันข้อมูลให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงตลอดจนผู้สื่อข่าวท้องถิ่น


หลุดจักรวาล

วันที่ 28 พฤศจิกายน 1960 อชิลลีและไกแอนทราบมาว่าหอดูดาวโบชุม (Bochum) ประเทศเยอรมัน รับสัญญาณวิทยุบางอย่างที่คาดว่าเป็นสัญญาณจากดาวเทียมได้ หากแต่ไม่มีแถลงการณ์ของประเทศใดให้ข่าวว่าได้ส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศ

อชิลลีและไกแอนไม่รีรอพยายามหมุนคลื่นสัญญาณลึกลับ พวกเขาเสียเวลาหานานเกือบชั่วโมงก็ไม่พบอะไรนอกจากเสียงคลื่นซ่าจนแทบจะล้มเลิกความตั้งใจ แต่ไกแอนสังเกตว่าเสียงซ่าที่ได้ยินนั้นขาดหายเป็นช่วงๆเหมือนสัญญาณมอส มันเป็นรหัสขอความช่วยเหลือ SOS และที่แปลกกว่านั้นคือสัญญาณค่อยๆช้าลงและจางหายไปในที่สุดเหมือนกับว่าแหล่งสัญญาณหลุดออกจากวงโคจรลอยหายไปในอวกาศ


รายการวิทยุท้องถิ่นเปิดเผยเรื่องราวนี้ออกสู่สาธารณชน ทำให้อชิลลีและไกแอนกลายเป็นคนมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสัญญาณวิทยุจากอวกาศ

ราว 22.55 น. ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1961 อชิลลีและไกแอนตรวจจับสัญญาณสื่อสารระหว่างดาวเทียมกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินของรัสเซีย มันเป็นเสียงเหมือนลมหายใจติดขัดและสำลัก สองพี่น้องนำเทปบันทึกเสียงไปปรึกษาศาสตราจารย์อชิลลี โดกลิออตติ (Achille Dogliotti) นักหทัยวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหัวใจที่ไม่ใช่ “ศิราณี”

ศาสตราจารย์อชิลลีให้ความเห็นว่ามันเป็นเสียงของคนที่กำลังขาดอากาศหายใจ สองวันต่อมารัสเซียออกแถลงการณ์สั้นๆว่าได้ส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ดาวเทียมดวงนี้เกิดลุกไหม้เป็นจุณจากการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศขณะกลับลงสู่พื้นโลกโดยไม่มีการพูดถึงว่ามีนักบินอวกาศในดาวเทียมดวงนี้หรือไม่


ลบประวัติศาสตร์

โครงการอวกาศรัสเซียได้คัดสรรเลือกตัวนักบินอวกาศที่จะขึ้นไปกับดาวเทียมดวงต่างๆเอาไว้ทั้งสิ้น 6 คน ซึ่งเรียกว่าโซชิซิกซ์ (Sochi Six) ในจำนวนนี้มี ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปท่องอวกาศและกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย


ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin)

กริกอไร เนลยูบอฟ (Grigoriy Nelyubov) หนึ่งในโซชิซิกซ์ ดื่มสุราเมามายมีเรื่องชกต่อยกับทหารทำให้เขาถูกปลดจากโครงการอวกาศ ความเสียใจทำให้เนลยูบอฟกระโดดขวางรถไฟเสียชีวิต ที่แปลกกว่านั้นคือภาพถ่ายหมู่โซชิซิกซ์ มีการลบภาพเนลยูบอฟออกจากภาพถ่าย


กริกอไร เนลยูบอฟ (Grigoriy Nelyubov)

เชื่อกันว่าเนลบูยอฟเสียชีวิตในโครงการอวกาศ หากแต่รัสเซียต้องการปกปิดความล้มเหลวจึงพยายามลบประวัติของเนลบูยอฟออกจากสารบบ เช่นเดียวกับการเสียชีวิตอย่างแปลกประหลาดของนักบินอวกาศอีกหลายคน เช่น อนาโตไร คาร์ตาชอฟ (Anatoliy Kartashov) เสียชีวิตจากการมีโลหิตไหลออกตามผิวหนังหลังจากฝึกซ้อมเครื่องแรงเหวี่ยง และวาเลนติน วาร์ลามอฟ (Valentin Varlamov) หายสาบสูญหลังจากประสบอุบัติเหตุตอนฝึกซ้อมกระโดดร่ม


อชิลลีและไกแอนดักฟังการสื่อสารในโครงการอวกาศรัสเซียหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาเชื่อว่ารัสเซียประสบความล้มเหลวและสูญเสียนักบินอวกาศไปเป็นจำนวนมากทั้งก่อนและหลังจากที่ยูริ กาการิน จะประสบความสำเร็จขึ้นไปท่องในอวกาศได้เป็นคนแรกของโลก



แขกไม่ได้รับเชิญ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1962 นาซ่าส่งนักบินอวกาศ จอห์น เกลนน์ (John Glenn) ขึ้นไปวงโคจรด้วยยานเฟรนชิป 7 (Friendship 7) การสื่อสารครั้งนี้ก็ไม่รอดพ้นการดักฟังของสองพี่น้องอชิลลีและไกแอนเช่นเดียวกัน


จอห์น เกลนน์ (John Glenn)

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ชายกำยำร่างใหญ่สวมเสื้อคลุมยาวปรากฏตัวขึ้นที่บ้านของสองพี่น้อง โดยแนะนำตัวว่าเป็นผู้สื่อข่าวจากรัสเซีย มาขอสัมภาษณ์เรื่องบทสนทนาของนักบินอวกาศรัสเซียกับศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินตามที่อชิลลีและไกแอนดักฟังได้

การสัมภาษณ์ดำเนินไปตามปรกติเพียงไม่นานนัก จากนั้นผู้สื่อข่าวชาวรัสเซียก็ลากลับ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีก็มีชายอิตาเลียนแต่งกายสุภาพสวมเสื้อนอกปรากฏตัวขึ้นที่บ้านของอชิลลีและไกแอน เขาแนะนำตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอิตาลี เขายื่นภาพถ่ายชายคนหนึ่งให้สองพี่น้องดูพร้อมกับบอกว่าบุคคลในภาพเป็นสายลับรัสเซียขอให้ระวังตัวด้วย ชายในภาพก็คือผู้สื่อข่าวชาวรัสเซียที่เพิ่งกลับออกไปพักใหญ่ๆ

เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอิตาลีแจ้งว่า เขาสืบทราบความเคลื่อนไหวของสายลับรัสเซียและรับปากจะดูแลความปลอดภัยให้กับอชิลลีและไกแอน


ฝันที่เป็นจริง

ปี 1964 อชิลลีและไกแอนได้รับเชิญให้ไปเล่นเกมโชว์ Fiera dei Sogni หรือชื่อภาษาไทยก็ประมาณ “ฝันที่เป็นจริง” เกมนี้เป็นการแข่งขันตอบปัญหา ผู้ชนะจะได้รางวัลอะไรก็ตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน สองพี่น้องตอบรับคำเชิญโดยไม่ลังเล พวกฝันอยากไปเยือนองค์การนาซ่าสถานที่ที่คนธรรมดาอย่างพวกเขาคงไม่มีวันได้ไปเหยียบ

อชิลลีและไกแอนชนะการแข่งขันเกมโชว์อย่างไม่ยากนัก พวกเขาเดินทางไปถึงสำนักงานใหญ่องค์การนาซ่าในรัฐวอชิงตันวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1964 โดยมีจอห์น ฮอสส์แมน (John Haussman) เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลองค์การนาซ่าให้การต้อนรับ


อชิลลีและไกแอนอวดตัวโดยเปิดเทปบันทึกเสียงการสื่อสารระหว่างนักบินอวกาศจอห์น เกลนน์ และศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินให้กับจอห์นได้ฟัง จอห์นตกใจมากและสอบถามสองพี่น้องว่าดักฟังการสื่อสารนี้ได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องลับสุดยอด

เจ้าหน้าองค์การนาซ่าตรวจสอบเทปบันทึกเสียงและยืนยันว่าเป็นของจริง ทำให้น่าเชื่อว่าเทปบันทึกสัญญาณสื่อสารของโครงการอวกาศรัสเซียก็น่าจะเป็นของจริงเช่นเดียวกัน ส่วนรายละเอียดว่าอชิลลีและไกแอนรู้ความถี่คลื่นและจังหวะเวลาในการดักฟังได้อย่างนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเกินกว่าจะเขียนอธิบายในคอลัมน์ได้


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียออกมาปฏิเสธข่าวทั้งหมดและกล่าวหาอชิลลีและไกแอนว่าเป็นคนลวงโลก สร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครดักฟังการสื่อสารระหว่างยานอวกาศและศูนย์บัญชาการภาคพื้นดิน

หลังจากที่สหรัฐส่งยานอพอลโล 11 ไปดวงจันทร์ ข้อมูลข่าวสารทางอวกาศเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชนมากขึ้น อชิลลีและไกแอนก็ยุติงานอดเรกของพวกเขา ปัจจุบันอชิลลีผันตัวเองเป็นนักหทัยวิทยา ส่วนไกแอนทำงานเป็นผู้ช่วยเชี่ยวชาญการดักฟังโทรศัพท์ให้กับสำนักงานตำรวจอิตาลี

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 362 วันที่ 2 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555 หน้า 48 คอลัมน์ ร้ายสาระ โดย ศิลป์ อิศเรศ

นาซ่าค้นพบ ระบบสุริยะใหม่ Trappist-1 เชื่ออาจมีสิ่งมีชีวิต


มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีโอกาสค้นพบมนุษย์ต่างดาว 

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2560 นาซ่า (NASA) ได้ประกาศการค้นพบครั้งสำคัญ ว่าพบระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์ขนาดเดียวกับโลกถึง 7 ดวง โคจรรอบดาวฤกษ์ และมี 3 ดวงที่อยู่ในตำแหน่งที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ (habitable zone คือไม่ใกล้หรือไกลจากดาวฤกษ์มากเกินไป)


The Trappist robotic telescope at La Silla, Chile

การค้นพบครั้งนี้มาจากการศึกษาวิจัยด้วยกล้องโทรทรรศน์สำหรับสำรวจอวกาศตั้งอยู่ในประเทศชิลี พบกลุ่มดาวดังกล่าวอยู่ห่างออกไป 40 ปีแสงในกลุ่มดาวราศีกุมภ์ (constellation Aquarius) ดาวทั้ง 7 โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงเดียว NASA ตั้งระบบสุริยะนี้ว่า TRAPPIST-1 และตั้งชื่อดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงตามตัวอักษร b-h


TRAPPIST-1 อยู่ห่างจากโลก 40 ปีแสงหรือ 235 ล้านล้านไมล์ ถือว่าค่อนข้างใกล้กับโลก ส่วนดาวฤกษ์ของ TRAPPIST-1 ถือเป็นดาวแคระ (dwarf planet) ที่อุณหภูมิเย็น (ultra-cool) เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเรา ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงโคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก (ใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธ) และถ้ายืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง เราสามารถเห็นดาวดวงที่ติดกันด้วยตาเปล่า



เทียบขนาดของโลก กับดาว ในระบบ TRAPPIST-1

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบขนาดของดาวในระบบ TRAPPIST-1 มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมากๆ และมี 3 ดวงอยู่ในข่ายที่จะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่

“เราอยู่ในขั้นที่ลุ้นมากสำหรับการค้นหาว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นหรือไม่ เพราะโอกาสของดาวที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกในกาแล็กซีทางช้างเผือกจำนวนมากจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่นั้นยากจะหยั่งรู้ได้ ผมคาดหวังว่าเราจะได้คำตอบในอีกสิบปีข้างหน้า” อโมรี ตริโอด์ นักวิจัยหัวหน้าทีมชาวเบลเยียมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าว


ภาพจำลองว่าดาวแทร็ปพิสต์อาจมีสภาพแวดล้อมพื้นผิวเป็นแบบนี้ (NASA/JPL-Caltech via AP)


ชมภาพจำลองพื้นผิว ดาวเคราะห์ d ของ TRAPPIST-1 แบบ 360 องศา โดย NASA



ที่มา : NASA

ภาพถ่ายเงาปริศนาบนท้องฟ้า


Nick O'Donoghue ได้เผยแพร่ภาพถ่ายปริศนาบนท้องฟ้า ที่เขาบันทึกได้ขณะที่เดินทางโดยอีซี่เจ็ต จากประเทศออสเตรียไปยัง เมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ เขาเผยว่ามันเป็นเงาคล้ายกับหุ่นยนต์ขนาดใหญ่เขาจึงได้บันทึกภาพนี้มาที่ระดับความสูง 30,000 ฟุต จนตอนนี้กลายเป็นภาพที่มีการพูดคุยกันมากที่สุดภาพหนึ่งในเว็บไซต์ Reddit และยังไม่มีผู้ใดทราบว่ามันคือเงาของสิ่งใด




บทสรุปหลักฐาน UFOและมนุษย์ต่างดาว ที่รอสเวลล์


ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1947 เรืออากาศโทวอลเตอร์ โฮท ซึ่งเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศแห่งสหรัฐเมืองรอสเวลล์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า กองทัพได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งตกลงมายังพื้นโลกเมื่อคืนวันที่ 4 กรกฎาคม 1947

หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1947 แม็ค บราเซล ชาวไร่ของฟาร์มนอกเมืองรอสเวลล์ ได้เห็นปรากฎการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง มีฟ้าผ่า ในแสงวูบวาบ เขาเห็นยานทรงกลมสีเทาน้ำเงิน ถูกฟ้าผ่าแตกเป็นเสี่ยง แล้วแฉลบร่อนลงท้ายไร่พร้อมกับเสียงดังสนั่น

เนื่องจากความกลัว เขาไม่กล้าออกมาดู รุ่งเช้าจึงออกไปจุดที่ยานประหลาดตก จึงพบยานทรงกลมสีเทาเงินจอดบนพื้นดิน ในลักษณะตะแคงข้าง ปีกข้างหนึ่งจมปักในพื้นดินเลน
แม็ค นำเรื่องไปแจ้งกับจอร์จ วิลค็อกซ์ นายอำเภอเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้น ซึ่งได้ออกข่าวครั้งแรก โดยสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าเกิดเหตุยานยูเอฟโอ.ตกที่ไร่ของแม็ค

นายอำเภอจอร์จ นำเรื่องไปแจ้งแก่ผู้บังคับการกองบินกองทัพอากาศ เมืองรอสเวลล์ จากนั้นไม่นานก็มีประกาศแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่า สิ่งที่ถูกฟ้าผ่าตกลงมาที่ไร่ คือ บอลลูนตรวจอากาศ ซึ่งหุ้มบอลลูนด้วยฟลอยล์ จึงมีสีเทาเงิน


การรายงานข่าวดังกล่าว เป็นที่โจษขานกันทั่วทั้งสหรัฐและต่างประเทศข่าวดังกล่าวเปิดเผยว่า ฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 509 หน่วยที่ 8 ของกองทัพอากาศสหรัฐประจำจุดรอสเวลล์ ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งได้ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดยความร่วมมือของนายอำเภอที่รอสเวลล์ และเจ้าของฟาร์มแห่งนั้นทราบต่อมาว่า เจ้าของฟาร์มชื่อ แม๊ค บราเซล แม๊ค บราเซลเล่าให้ฟังว่า ตนมีฟาร์มปศุสัตว์ที่โคโรนา นิวแม็กซิโก ในเช้าตรู่ของวันที่ 5 กรกฎาคม 1947 (พศ.2490) ขณะที่กำลังเดินไปถึงกลางไร่ ได้พบว่ามีเศษโลหะกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ดูราวกับมีบางสิ่งบางอย่างขนาดใหญ่มาก ตกลงวมาจากท้องฟ้า สังเกตุได้ว่า เศษเหล็กหรือเศษโลหะกระจายเป็นอาณาบริเวณกว้างประมาณ 300 ฟุต และยาวราว 3 ไมล์ ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายนั้น มีทั้งเป็นลวด เป็นชิ้นเล็ก ๆ และเป็นแผ่นโลหะเบาและบาง แต่เหนียว ทนทานมาก สามารถพับไปมาได้รายแผ่นกระกาษนอกจากนั้น ยังเศษโลหะคล้ายกระดาษฟอยล์สีตะกั่วกระจายไปทั่ว



ในตอนแรก แม็คไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพบเห็นนั้นเป็นอะไร เขาได้หยิบเศษโลหะสามชิ้นไปให้เพื่อนบ้านที่ไกลออกไป10 ไมล์ได้ดู เพื่อนบ้านแนะนำว่าให้ไปหานายอำเภอจอร์จ เอ. วิลค๊อกซ์และเอาเจ้าสิ่งนี้ให้นายอำเภอดูด้วย ตอนแรก นายอำเภอไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก ได้แนะนำให้แม็คโทรศัพท์ติดต่อกองบินทหารอากาศรอสเวลล์และเมื่อแม๊คทำตามไม่นาน กองบินทหารได้ส่งทหารอากาศสองนายและพลเรือนนายหนึ่ง ซึ่งบอกกับแม๊คว่า เป็นสมาชิกหน่วยต่อต้านข่าวกรองของกองทัพนายทหารที่มานั้นต่อมาทราบชื่อว่า นาวาอากาศตรี เจสส์ เอ.มาร์เซล อีกคนหนึ่งคือ นาวาเอกวิลเลี่ยม บลันชาร์ด ซึ่งเป็นผู้บังชาการฝูงบินที่ 509 นั่นเอง


เศษชิ้นส่วนประหลาดที่พบบริเวณจานบินตกที่รอสเวลล์ทั้งหมดไปยังฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งถึงจุดหมายเป็นช่วงเวลาเย็น จึงต้องพักค้างแรมกันที่นั่น จนรุ่งเช้า แม๊ค ก็พาทุกคนไปยังจุดที่จานบินตก และทุกคนก็ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น นาวาอากาศตรีมาร์เซล ได้กล่าวว่า เศษโลหะและวัตถุดังกล่าว กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด มันประหลาดมาก ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน ส่วนใหญ่จะบางเท่ากระดาษหสังสือพิมพ์แต่เหนียว ทนทานมาก เขาใช้ค้อนทุบ ใช้ไฟเผา หักงอ เพียงครู่เดียวกันก็กลับคืนสู่สภาพเดิม และทุกคนก็ช่วยกันเก็บเศษโลหะดังกล่าวใส่รถจี๊บและลำเลียงไปยังใจกลางเมืองรอสเวลล์



ต่อมาปรากฎว่า กองทัพอากาศสหรัฐและนาวาอากาศตรีเจสส์ มาร์เซล ออกข่าวว่าเศษโลหะดังกล่าวเป็นเพียงเศษซากบัลลูนตรวจอากาศที่ตกลงมาเท่านั้น พลอากาศจัตวางโรเจอร์ เรมีย์ ได้ปฎิเสธช่าวว่า ไม่มีการลำเลียงเศษซากจานบินออกมาจากพื้นที่แต่ประกาศใด

แต่หลังจากการเปิดเผยของนาวอากาศตรีเจสส์ มาร์เซลเมื่อไม่นานมานี้เปิดเผยว่า มีการลำเลียงเศษซากจานบินไปทางเครื่องบิน และมีพยานหลายคนที่รู้เห็น เช่น สแตนตัน ฟรีดแมน ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์และนิวเคลียร์ซึ่งพลอากาศจัตวาโรเจอร์ เรมีย์ สั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ นาวาอากาศตรี เจสส์ มาร์เซล ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีมานี่ว่า ทุกอย่างที่กองทัพอากาศสหรัฐออกแถลงการว่าที่เห็นเป็นเพียงซากบัลลูนนั้น เป็นการสร้างละครลวงตาสื่อมวลชนทั้งสิ้น มาร์เซลกล่าวว่า ซากกระจัดกระจายมีขนาดใหญ่กว้างมาก ซึ่งมากกว่าที่จะเป็นซากบัลลูนตกหลายเท่า จากการเปิดเผยของนาวาอากาศตรี เจสส์ มาร์เซล ทำให้องค์การต่าง ๆ รวมทั้งนักค้นคว้าจานบิน เห็นสมควรว่า น่าจะมีการรื้อฟื้นสอบสวนเรื่องจานบินตกที่รอสเวลล์ เมื่อปี 1947 ใหม่ เพราะหลายคนเชื่อว่า มีจานบินตกจริงที่ฟาร์มของ แม๊ค บราเซล

แถลงการณ์ฉบับนั้นไม่มีใครเชื่อ เพราะมีประจักษ์พยานผู้รู้ผู้เห็นจากไร่ใกล้ๆ เข้าไปดูที่เกิดเหตุยืนยันว่า พบจานผี ทรงกลมในสภาพแตกหัก และพบร่างมนุษย์ต่างดาว ตาย 1 ศพ และบาดเจ็บ 1 คน อาการบาดเจ็บเกิดจากแผลไฟไหม้

เมื่อชายคนหนึ่ง ชื่อเกรดีย์ แอล บาร์นีย์ บาร์เนตต์ ได้กล่าวอ้างว่าเขาได้พบซากเศษโลหะของจานบินอีกลำหนึ่ง ขณะนั้นเขากำลังทำงานอยู่ในบริเวณใกล้ที่ราบซานอกุสติน ซึ่งชาวบ้านในแถบนั้น เรียกว่า "ที่ราบไร้วิญญาณ" เป็นที่น่าสังเกตว่า บริเวณดังกล่าวนี้ห่างจากไร่ปศุสัตว์ของแม็ค ประมาณ 120 ไมล์ ไม่เพียงแต่บาร์เนตต์เท่านั้นที่พบเห็นจานบิน บังเอิญนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งขับรถผ่านมาพอดี ซึ่งบาร์เนตก็ลืมถามว่าพวกเขามาจากมหาวิทยาลัยใด สิ่งสำคัญก็คือ พวกเขาได้เห็นศพมนุษย์ประหลาดนอนตายอยู่รอบ ๆ จานบินด้วย


ต่อมาบาร์เนตต์ได้อธิบายว่า ศพมนุษย์ประหลาดนั้นรูปร่างคล้ายสัตว์ตัวเล็ก แต่มีศีรษะใหญ่คล้ายรูปผลแพร์ แขนและขาผอมมาก และที่น่าสังเกตุก็คือไม่มีขน ศพทั้งหมดสวมชุดคล้ายเกราะเหล็กสีเทา ได้สัดส่วนพอเหมาะ เป็นชุดที่ไม่มีกระดุมและซิป

ต่อมาทหารก็มาถึง พวกเขาสั่งให้บาร์เตต์และกลุ่มนักโบราณคดีถอยห่างออกไปจากยานบินลำนั้น และนายทหารที่เป็นหัวหน้าได้กำชับว่ามันเป็นหน้าที่ที่ทหารต้องรับผิดชอบ และห้ามทุกคนนำเรื่องที่พบเห็นไปบอกใครเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะเดือนร้อน ให้ลืมเรื่องดังกล่าวให้หมด บาร์เนตต์จึงจำเป็นต้องปกปิดเรื่องที่พบเห็นเป็นความลับไม่แพร่งพรายให้ใครรู้แม้แต่ภรรยา ญาติมิตร หรือแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชา

ในปี 1978 นักค้นคว้าจานบินหลายคนลงความเห็นว่า ซากโลหะประหลาดที่แม็ค บราเซลพบมีความเกี่ยวพันกับยานอวกาศและศพมนุษย์ต่างพิภพที่บาร์เนตต์พบอีกแห่งหนึ่งแน่นอน ซึ่งเขาได้สันนิษฐานว่ายานตกลงมาต่างหาก ส่วนมนุษย์ต่างดาวคงดีดตัวออกมาจากตัวยานก่อนจะลงมาถึงพื้นโลก หรืออาจเสียชีวิตเนื่องจากหนีออกจากห้องที่แยกออกจากตัวยานไม่สำเร็จ และบริเวณที่ยานลำนั้นตกลงมาคงอยู่ใกล้ที่ราบซานอกุสติน สตริงฟิลด์ยังได้ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการปิดข่าวเกี่ยวกับศพมนุษย์ต่างดาวอีก นั่นคือ นอร์มา การ์ดเนอร์ ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดกับฝ่ายแลกเปลี่ยนเอกสารลับสุดยอดที่กองบินทหารอากาศไรท์ แพตเตอร์สัน หน้าที่ที่เธอได้รับมอบหมายอย่างหนึ่งคือ พิมพ์รายงานชันสูตรศพมนุษย์ต่างดาวรายหนึ่ง นั่นก็แสดงว่ามีการพบศพมนุษย์ต่างดาวจริง แต่ก็น่าคิดว่าเพราะเหตุใดฝ่ายทหารจึงปกปิดเป็นความลับ

วันเวลาผ่านไป 60 กว่าปี เมื่อเร็วๆนี้ 2 นักวิจัย คือ โธมัส เจ.แครีย์ กับนักยูเอฟโอ.วิทยา โดแนลด์ อาร์.ชิตต์ ได้เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งเป็นผลงานจากการค้นคว้า สืบสวนเก็บข้อมูลมาหลายปี ใช้ชื่อว่า.. “เหตุเกิดที่รอสเวลล์:หลักฐานชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลปกปิด”

“โธมัส กับ โดแนลด์ ใช้เวลาหลายปีสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั้งหมดซึ่งต้องเผชิญกับการให้ข้อมูลจากไม่รู้จริง และจากคนรู้จริง แต่บิดเบือนข้อมูลเพื่อดิสเครดิตมนุษย์ต่างดาว” เอ็ดการ์ มิตเชลล์ อดีตนักบินอวกาศยาน อพอลโล่กล่าว

“พวกฝ่ายรัฐบาลพยายามออกข่าวว่า ข้อมูลที่เราไปสืบค้นมาได้เป็นเรื่อง ขี้คุย ขี้โอ่ ไม่รู้จริง ล้วนเป็นการบิดเบือนข้อมูล เพื่อปกปิดความจริงต่อประชาชนทั้งสิ้น”

ทีมงานวิจัยได้นำเสนอหลักฐานเด็ด ที่ไม่ม่ใครกล้าปฎิเสธได้ นั่นคือเศษโลหะประหลาด ซึ่งมีผู้เก็บรักษาไว้ โดยไม่ยอมคืนแก่ทางการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญโลหะวิทยา เคยทำงานกับกองทัพอากาศ เคยสัมผัสกับโลหะประหลาดนี้มาแล้วให้การยืนยัน ไม่ใช่เรื่องยกเมฆแต่อย่างใด


โลหะชนิดนี้เป็นของในยุคนั้น มีสีเทาเงิน อ่อนนุ่ม แต่แข็งเหนียว ทนทานต่อกรด และเครื่องพ่นไฟได้ จุดเด่นสำคัญเมื่อถูกพับงอ หรือโค้งจะคืนสู่รูปทรงเดิมได้


โลหะพิสดารรู้จักในชื่อ นิทิโนล (Nitinol) เป็นโลหะประหลาดไม่เคยพบในโลก ต่อมาเรียกกันว่า โลหะมีความทรงจำ (memory metal)



นิทิโนล (Nitinol)

แอนโทนี บรากาเลีย นักธุรกิจใหญ่ ซึ่งครอบครองวัตถุประหลาด โดยไม่ยอมบอกว่าเขาซื้อมาจากใคร แต่ยืนยันเขาได้มาจากจุดที่ยานยูเอฟโอ.ตก ที่เมืองรอสเวลล์ เมื่อปี 1947 จริง

นักธุรกิจแอนโทนี ควักกระเป๋าตัวเองว่าจ้างห้องแล็บกองทัพอากาศ และสถาบันบาเตลล์เมมโมเรียล แห่งเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ทำการวิเคาระห์วัตถุลึกลับนี้ให้

จากรายงานสถาบันวิจัยบาเตลล์ กล่าวถึงรายละเอียดโลหะประหลาด นอกจากยืนยันว่าเป็นชิ้นส่วนยานอวกาศที่ตกลงมาที่เมืองรอสเวลล์แล้ว ยังพบว่าเป็นโลหะที่น่าสนใจสามารถนำมาใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจอุตสาหกรรมได้อย่างมหาศาล

โลหะนิทิโนล ที่แท้เป็นโลหะผสมระหว่างแร่นิเกิลบริสุทธิ์กับไททาเนียมบริสุทธิ์ เมื่อผสมสารปรอทเข้าไป ก็สามารถแปรรูป และคืนสู่สภาพเดิมได้

“โลหะนิทิโนล จะจดจำรูปทรงเดิมของมันได้แม้จะดัดงอ พับ ก็สามารถหวนกลับสู่รูปทรงเดิม โครงสร้างของมันเป็นเส้นใยที่มีความยืดหยุ่นได้สูง แม้เป็นโลหะก็มีน้ำหนักเบา คล้ายโลหะอะลูมิเนียม แต่มีสีในตัวมันเอง สามารถทนทานต่อการเผาผลาญด้วยความร้อนสูงได้” นักธุรกิจแอนโทนีกล่าว

“ผมไม่อยากยืนยันลงไปว่าใครเลียนแบบใคร ทุกวันนี้ในการผลิตเราใช้โลหะนิทิโทล ใช้ทำกรอบแว่นตา ที่สามารถโค้งงอได้โดยไม่หัก ใช้ทุกอุปกรณ์การแพทย์ และที่สำคัญใช้เกลื่อนพื้นผิวนอกสุดของยานอวกาศ”


มีข้อสังเกตว่า ช่วงปลายปี 1967 หลังยานยูเอฟโอ.ตกที่เมืองรอสเวลล์ได้ 5-6 เดือน รายงานวิจัยจากวงการอุตสาหกรรมสั่งนำเข้าโลหะไททาเนียม เข้ามายังสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก
ปัจจุบันร้องอ๋อ! กันว่า ที่แท้จู่ๆไททาเนียมมีบทบาทในวงการอุตสาหกรรม ชาติตะวันตกก็เพราะเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต โลหะยืดหยุ่นนิทิโทลนั่นเอง

นอกจากนี้ นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตุอีกว่า หลังปีค.ศ. 1960 เป็นต้นมา ชาวโลกพบกับนวัตกรรมการสื่อสารใหม่ ที่น่าตื่นตะลึงนั่นคือระบบ“อินเตอร์เน็ต” ซึ่งนักวิจัยทั้ง 2 คน ฟันธง ว่าเป็นการลอกเลียนแบบจากเทคโนโลยีจากยานอวกาศ ที่ตกในไร่ชานเมืองรอสเวลล์นั่นเอง


ลำดับเหตุการณ์ที่รอสเวลล์

กรกฎาคม 1947 มีจานบินปรากฎเหนือน่านฟ้านิวเม็กซิโก มีการติดตามด้วยเรดาร์ที่ศูนย์เรดาร์ในรอสเวลล์ที่ไวท์แซนด์ และอาลาโมกอร์โด จานบินดังกล่าวบินเร็วมาก ซึ่งยืนยันได้ว่า ขณะนั้นไม่มีเครื่องบินต่าง ๆ ในบริเวณนั้นแต่อย่างใด


4 กรกฎาคม 1947 กลางคืน ประมาณ 4-5 ทุ่มมีฝนฟ้าคะนอง มีพยานหลายคนพบเห็นลูกไฟตกลงมาจากท้องฟ้า ศูนย์เรดาร์สามารถจับวัตถุบินประหลาดได้และร่วงลงจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว


5 กรกฏาคม 1947แม็ค บราเซลกับลูกชายชื่อวิลเลี่ยม ดี. พร็อคเตอร์ ได้ขี่ม้าออกสำรวจฟาร์มปศุสัตว์ และพบเห็นซากโลหะประหลาดตกลงมาในไร่ กระจัดกระจายเป็นบริเวณกว้าง


6-7 กรกฎคม 1947 กองทัพอากาศของสหรัฐประจำรอสเวลล์ ก็มาถึงรวมถึงนาวาอากาศตรีเจสส์ มาร์เซลด้วย มีการรขึงเชือกกันบริเวณไม่ให้ใครเข้าใกล้ กล่าวกันว่าเพียงสองชั่วโมง ทหารก็เก็บซากโลหะประหลาดออกไปและที่สำคัญ มีพยานเห็นทหารนำศพมนุษย์ประหลาดออกจากซากจานบินตกด้วย และทุกอย่างก็ถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด

8 กรกฎาคม 1947 - นาวาเอกวิลเลี่ยม บลันชาร์ด เมื่อทราบข่าว ได้สั่งให้วางกำลังรายล้อมคอกปศุสัตว์โดยด่วน

- แม๊ค บราเซล ถูกสอบหนัก พร้อมทั้งถูกข่มชู่จากนายทหาร
- บาย2 โมง สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวด่วนว่า กองทัพอากาศสหรัฐพบจานบินตกที่รอสเวลล์
- ทั่วโลกเริ่มประโคมข่าว
- นาวาอากาศตรี อี เอ็ม เคอร์ตัน ให้ออกข่าวว่า ซากที่พบเป็นเพียงซากบัลลูนตรวจอากาศ
- ทั้งพลอากาศจัตวาโรเจอร์ เรมีย์ และ เจสส์ มาร์เซล ออกข่าวและถ่ายภาพกับซากประปลาด และกล่าวว่า ซากดังกล่าวตรวจสอบแล้วเป็นซากบัลลูนตรวจอากาศเท่านั้น (เกือบ 10 ปี ต่อมา ที่เจสส์ มาร์เซล เปิดเผยความจริงว่า กองทัพตบตาหลอกลวง เพราะแท้ที่จริงแล้วมันคือซาก จานบินจริง)
- แม๊ค บราเซล ยังคงถูกคุมตัวในเมืองรอสเวลล์
- เกลนน์ เดนนิส สัปเหรอ ในรอสเวลล์ ได้ถูกนายทหารนายหนึ่งโทรศัพท์สอบถามถึงการเตรียม โลงศพขนาดเล็ก และการรักษาศพโดยไม่ต้องเปลี่ยน้ำยาเคมี เกลนน์ เล่าว่าทีแรกนึกว่าบุคคลสำคัญ เสียชีวิต แต่ยังไม่อยากเปิดเผย

9 กรกฎาคม 1947 พยาบาลนางหนึ่งในโรงพยาบาลกองบิน บอกกับเกลนน์ เดนนิสว่า หล่อนเป็นศพมนุษย์ต่างดาว และเขียนภาพให้เกลนน์ดูด้วย

11 กรกฎาคม 1947 เกลนน์ เดนนิส โทรศัพท์ไปหาเพื่อนพยาบาลคนเดิมเพื่อซักถามบางประการ ปรากฎว่า ทางโรงพยาบาลบอกว่า เธอย้ายออกจากโรงพยาบาล และไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ใด

15 กรกฎาคม 1947 แม็ก บราเซลกลับบ้าน
ปลายเดือน กรกฎาคม 1947 ไม่มีใครคาดคิด แม็ค บราเซล เปิดเผยเหตุการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์อย่างเปิดอกและกล่าวว่า ตนถูกกองทัพข่มขู่อยางขมขื่นมากกันยายน 1947 นางพยาบาลเพื่อนของ เกลนน์ เดนนิส ถูกฆ่าตายปริศนาที่กรุงลอนตอน ประเทศอังกฤษ

ปี 1969 จ่าอากาศเมลวิน อี. บราวน์ เปิดเผยว่า ตนเป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยปกปิดความลับที่รอสเวลล์ และยังเป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยนำศพมนุษย์ต่างดาวไปยังโรงพยาบาลที่รอสเวลล์

ปี 1978 เจสส์ มาร์เซลและอีกหลายคนออกมาเปิดเผยความจริงว่า ซากดังกล่าวไม่ใช่บัลลูนแน่อนอน
ปี 1980 ชาร์ลส์ เบอร์ลิตช์ และ ลิลเลี่ยม แอล.มัว ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ The Roswell Incident โด่งดังไปทั่วโลกปี 1989 ศูนย์ค้นคว้าวิจัยจานบิน ของ ดร.เจ อัลเลน ไฮเน็ค ส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจบริเวณที่พบซากจานบินปี 1991


หลังจากนั้นอีกกว่า 30 ปีจึงมีหลักฐานใหม่ขึ้นมาอีกชิ้น ในปี 1984 เอกสารลับขององค์กรลับที่ชื่อว่า Majestic 12 หรือ MJ12 ผุดขึ้นต่อสาธารณชน เอกสารฉบับนี้ระบุว่ามีการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พบที่รอสเวลล์ เมื่อปี 1947 มันถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีจานบินตกในรอสเวลล์จริง


ฝ่ายที่เชื่อเรื่องจานบินมีจริง เฮอยู่ได้ไม่นานก็มีการพิสูจน์ว่าเอกสารลับ MJ12 ฉบับนี้เป็นของปลอม สรุปว่าเมื่อตัวเอกสารปลอมเรื่องราวที่อยู่ในเอกสารก็เป็นเรื่องไม่จริงด้วย แต่ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว การที่เอกสารฉบับนั้นเป็นของปลอมมันบอกแค่เพียงเอกสารฉบับนั้นปลอมเฉยๆ มันไม่ได้พิสูจน์ว่า MJ12 ไม่มีจริงหรือเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ต่อมา

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2554 ถึงเรื่องที่หลายคนต่างให้ความสนใจและถกเถียงกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยระบุว่าข้อมูล "เอ็กซ์-ไฟล์" ของหน่วยงาน "เอฟบีไอ" อ้างว่า วัตถุลึกลับจากนอกโลกมีจริง และเคยประสบอุบัติเหตุตกบนโลกมนุษย์ช่วงปี 1950


บันทึกลับสุดยอดดังกล่าว เผยทฤษฎีสมคบคิด ว่า วัตถุจากต่างดาวเคยตกที่เมืองรอสเวลล์ ในนิวเม็กซิโก ของสหรัฐฯ ก่อนถูกส่งไปตรวจสอบต่อยังฐานทัพอากาศ "แอเรีย 51" ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา ซึ่งวัตถุที่ไม่สามารถระบุที่มาได้นั้น มีรูปร่างเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 50 ฟุต พบพร้อมร่าง 3 ร่าง สูงเพียง 3 ฟุต แต่ละรายอยู่ในภาวะหมดสติ สวมเครื่องแต่งกายจากโลหะอย่างดี เชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว

อุบัติเหตุครั้งดังกล่าวเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์แนวไซไฟ หลังข้อมูลของ เอฟบีไอ ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ และมั่นใจว่าจะกระตุ้นทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการมีอยู่จริงของมนุยต์ต่างดาว ที่ถูกปกปิดมาโดยตลอดได้ ด้าน นิก โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้าน อูเอฟโอ ชาวอังกฤษ ผู้สอบสวนวัตถุลึกลับทางอาการของกระทรวงกลาโหม ระบุเมื่อคืนนี้ (10 เม.ย.) ว่า ข้อมูลดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์ต่างดาวและยานอวกาศ "มีอยู่จริง"

สำหรับการพบจานผีลึกลับพร้อมนุษยต์ต่างดาวนั้น ให้ข้อมูลโดย กาย ฮอตเทล เจ้าหน้าที่เอฟบีไอประจำวอชิงตัน และภายหลังข้อมูลถูกเปิดเผยสู่สาธารณะเมื่อ 22 ก.ค. 1947 ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านเกลียดชังต่อเจ้าพนักงานคนดังกล่าว เขาเผยว่า ยูเอฟโอ ตกเพราะรัฐบาลติดตั้งเรดาร์พลังงานสูงในพื้นที่นั้น ส่งผลให้ก่อกวนการควบคุมของยานอวกาศ ส่วนรายชื่อของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ถูกขีดทับด้วยหมึกดำไม่สามารถระบุตัวตนได้

อย่างไรก็ดี ข้อมูล เอฟบีไอ ชุดดังกล่าวถูกเปิดเผยบนอินเตอร์เน็ตพร้อมกับเอกสารอีกกว่าพันฉบับ เรียกว่า "เดอะ โวลต์" ซึ่งสนับสนุนเหตุการณ์ของ ฮอตเทล 
ทั้งสิ้น และในปีเดียวกันวัตถุลึกลับยังถูกพบอีก แต่เป็นลักษณะ 6 เหลี่ยม จับภาพได้ด้วยเคเบิ้ลบนบอนลูน.

มีข้อสังเกตอีกว่า

พี่น้องตระกูลไรท์ ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์โลก ได้คิดค้นเครื่องบินลำแรกของโลกขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีก่อน
(ปี ค.ศ. 1903)
ถ้าย้อนหลังไปอีก 200 ปี ตรงกับยุคกลางเป็นยุคตะวันตกใช้เรือปืนโบราณออกล่าอาณานิคม เป็นเรือใบ 3 เสา แล่นด้วยความแรงลม

แต่ถ้านับระยะเวลา 100 ปี ที่ผ่านมา หลังจากพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินลำแรก ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ องค์การนาซาสหรัฐ สร้างยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารแล้ว

200 ปี ที่ผ่านมา โลกเจริญด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคแบบก้าวกระโดด ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่แค่เราได้ยานยูเอฟโอ. ระดับยานลูกมาเลียนแบบ เรายังไปไกลถึงเพียงนี้



ที่มา : http://bbznet.pukpik.com, http://atcloud.com
นิตยาสาร แปลกทะลุโลก

เปิดเผยกองทัพลับ UFO ของฮิตเลอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


ต้องขอเกลิ่นนำก่อนว่า ฮิตเลอร์ สุดยอดผู้นำเผด็จการ มีความเชื่อในเรื่องของพลังเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว เขาเชื่อว่าผู้ที่ได้ครอบครองพลังเหล่านั้นจะเป็นคนที่ถูกมอบหมายให้บริหารโลกนี้แต่เพียงผู้เดียว ฮิตเลอร์เชื่อในเรื่องเผ่าพันธ์เขามองว่า เผ่าอารยันที่มีผมสีทอง ตาสีฟ้า จะเป็นคนที่เข้ามาจัดการกับโลกนี้ให้ไปในเส้นทางที่ถูกต้อง


ฮิตเลอร์ ได้เสนอทฤษฏีที่ว่า ชาวเยอรมันนั้นมีต้นกำเหนิดมาจากชาวแอตแลนติส ที่เอาตัวรอดมาจากยุคน้ำแข็งได้สำเร็จจนมาสร้างความเกรียงไกรได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นชาวอารยันจึงมีความสำคัญต่อโลกในทุกๆทาง ทั้งการวิทยาศาสตร์ ศาสนา การเอาตัวรอด และการสงคราม นั่นนำมาสู่ความเชื่อและการกระทำที่ต้องคัดกรองมนุษย์ให้เหลือแต่อารยันแท้ๆ เท่านั้นที่สำคัญ ส่วนยิว หรือเผ่าอื่นๆต้องตายหรือถูกกำจัดไป


รายงานจากนิตยสารวิทยาศาสตร์ พีเอ็ม ของประเทศ เยอรมนี ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลลับสุดยอด จนทำให้โลกต้องตะลึงกันอีกครั้ง เมื่อระบุว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเผด็จการ ของพรรคนาซี ได้เคยสั่งให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ บรรจงสร้าง จานบิน หรือ UFO ที่สุดแสนจะเหนือจินตนาการ จนสามารถพัฒนาถึงขั้นสร้าง ต้นแบบ ที่ใช้บินได้จริงมาแล้ว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษและสหรัฐ)


ฮิตเลอร์ เริ่มโครงการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดพิเศษหลายโครงการ เช่น UFO ขึ้นลงตามแนวดิ่งที่สามารถบินได้เร็วเหนือเสียง, จรวดนำวิถียิงจากระยะไกล, เครื่องบินทิ้งระเบิดสมรรถนะสูง และระเบิดปรมาณู เป็นต้น ฮิตเลอร์สามารถทำโครงการได้สำเร็จเพียงบางโครงการเท่านั้น เมื่อกองทัพรัสเซียบุกเข้ายึดกรุง เบอร์ลิน ก่อนที่สุดท้าย ฮิตเลอร์ จะยิงตัวตาย เพราะการถูกจับไปเป็นเฉลยคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ


อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง นักวิทยาศาสตร์ของนาซีได้เข้าร่วมโครงการทดลองด้านอวกาศของสหรัฐฯเป็นจำนวนมาก โดยมีทางด้าน โจเซฟ แอนเดรียส์ วิศวกรคนหนึ่งของโครงการเปิดเผยว่า กองทัพนาซีสร้าง UFO ต้นแบบไว้ถึง 15 ลำ โดยห้องนักบินจะอยู่ส่วนกลางของตัวเครื่อง และมีปีกที่ปรับหมุนได้แผ่ออกเป็นวงกลม ซึ่งช่วยให้เครื่องสามารถลอยขึ้นได้

นอกจากนี้ อิกอร์ วิตคอว์สกี อดีตนักข่าวและนักประวัติศาสตร์การทหารชาวโปแลนด์ เขียนในหนังสือ “Prawda O Wunderwaffe” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2000 ว่า กองทัพนาซีเคยสร้างเครื่องบินลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ และ ฮิตเลอร์ สั่งให้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรมาช่วยงานกองทัพเป็นจำนวนมาก ซึ่งโครงการดังกล่าวของนาซีมีชื่อว่า “ชรีเวอร์-ฮาแบร์โมล” ทำการทดลองในกรุงปรากระหว่างปี 1941-1943 โดยมีรูดอล์ฟ ชรีเวอร์ เป็นวิศวกรและนักบินทดลอง และ ออตโต ฮาแบร์โมล เป็นวิศวกรคนที่ 2


ขณะเดียวกัน “พีเอ็ม” นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์ ของประเทศ เยอรมัน ยังเปิดเผยอีกว่า กองทัพนาซีได้ทำลายบันทึกการทดลองทางวิทยาศาสตร์ไปเป็นจำนวนมาก แต่ในปี 1960 ผู้เชี่ยวชาญด้าน  UFO ในแคนาดาได้ทดลองสร้างวัตถุดังกล่าวขึ้นใหม่ และพบว่ามันสามารถ บินได้จริง


ที่มา : http://www.flagfrog.com/top-secreat-ufo-hitler-plan/

 
biz.