ถอดรหัสจักรกลอายุกว่า 2000 ปี ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์




กลไกแอนทิคีเธรา (Antikythera Mechanism) เป็นเครื่องคำนวณทางดาราศาสตร์ของชาวกรีก ถูกตั้งชื่อตามเกาะแอนทิคีเธรา (บริเวณที่ค้นพบ) ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งของประเทศกรีกในปี 1901 เครื่องกลนี้ได้รับสมญาว่าเป็น “เครื่องกลที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่รู้จักกันในโลกยุคโบราณ”


ชาวกรีกโบราณใช้ กลไกแอนทิคีเธรา (Antikythera Mechanism) สำหรับติดตามเส้นทางโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และอาจรวมถึงดาวเคราะห์อีกหลายดวง หากจะถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็คงจะผิดนัก


ไมค์ (Mike Edmunds) ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ยกย่องว่าอุปกรณ์นี้ล้ำเลิศทั้งในแง่เทคนิคและการออกแบบ เขาเคยกล่าวไว้ว่ามันมีคุณค่ามากกว่าภาพโมนาลิซ่าซะอีก


นี่คือภาพโมนาลิซ่า เผื่อว่าใครไม่เคยเห็นหรือไม่รู้จัก ภาพนี้ไม่สามารถประเมินค่าได้อีกแล้วในปัจจุบัน และมันเป็นสมบัติของประเทศฝรั่งเศล (มีเงินเท่าไหร่ก็ขอซื้อไม่ได้แล้ว)


กลับมาที่เจ้ากลไกแอนทิคีเธรา มันประกอบไปด้วย วงล้อ ฟันเฟือง หน้าปัดที่จารึกชื่อเดือนและสัญลักษณ์จักรราศี สามารถใช้คำนวณทางดาราศาสตร์ขั้นซับซ้อน และใช้เป็นปฏิทิน รวมถึงพยากรณ์ปรากฏการณ์จันทรคราสและสุริยคราสได้อีกต่างหาก


ทีมนักวิจัยนานาชาติใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์และซีทีสแกนชั้นสูงถอดรหัสคำจารึก เพื่อไขความลับของกลไกซับซ้อนของนี้ การวิเคราะห์ยืนยันทฤษฎีที่ว่า กลไกแอนทิคีเธรา มีอายุย้อนไประหว่างช่วง 100 – 150 ปีก่อนคริสตกาล (ราว 2100 ปีก่อน)



และจากโมเดล 3D ของกลไกแอนทิคีเธรา ทำให้รู้ว่ามันคือคอมพิวเตอร์อนาลอกที่คนโบราณใช้คาดคะเนตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้า


โดยเมื่อหมุนปุ่มที่อยู่ด้านนอกของเครื่อง เฟืองภายในก็จะเริ่มคำนวณการเคลื่อนไหวของดาวบนท้องฟ้าตามทฤษฏีดาราศาสตร์ของกรีก โดยมีกลไกย่อยซึ่งช่วยลดความผิดพลาดจากวงโคจรที่ไม่สม่ำเสมอของดาวเคราะห์บางดวงด้วย นับว่าเป็น CPU ที่ทรงพลังทีเดียว


ผลคำนวณที่ออกมาตรงหน้าปัดจะบอกการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ พระจันทร์และดาวเคราะห์พี่น้องโลกอีกห้าดวงที่ชาวกรีกรู้จักในเวลานั้น โดยหน้าปัดจะแสดงผลในระบบปฏิทินของทั้งอียิปต์และกรีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีปุ่มเปลี่ยนภาษา


ดร.เดเร็ค (Dr.Derek J. de Solla Price) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษถึงกับบอกว่ามันตรงกันข้ามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารู้จักทั้งหมด และไม่น่าเป็นไปได้ที่มันจะมีอยู่จริง (ความรู้ในสมัยนั้นไม่น่าจะสามารถสร้างกลไกแบบนี้ขึ้นมาได้) แม้เขาจะมองเห็นมันที่วางอยู่ซึ่งๆ หน้าก็ตามที ในขณะที่ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ในกรุงเอเธนส์


ดร.เดเร็ค ลองศึกษาฟันเฟืองภายในของมันก็ทึ่งในเทคนิค differential gear (ภาษาไทยเรียก เฟืองดอกจอก) ทั้งๆ ที่ฟันเฟืองแบบนี้กว่าคนยุคปัจจุบันจะคิดได้ก็ ปี 1575 จากการประดิษฐ์นาฬิกานั่นเอง การที่จะสร้างฟันเฟืองเช่นนี้ได้ ผู้สร้างต้องมีความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ในขั้นสูงทีเดียว ใครเป็นคนสร้างล่ะ?


ไม่มีใครรู้ว่า ใครคือผู้ออกแบบกลไกนี้ แต่มีการคาดเดาว่า น่าจะเป็นอาร์คีเมดีส (Archimedes) หรือฮิปปาร์คัส (Hipparcus) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์คนสำคัญของกรีก ตามลำดับ
อาร์คีเมดีส (Archimedes)


ปัจจุบัน กลไกนี้ซึ่งอยู่ในสภาพแยกส่วนออกเป็นชิ้นๆ ได้มีการจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติกรุงเอเธนส์


เครดิต gotoknow.org

เเสงเกลียวนอร์เวย์ (2009 Norwegian spiral anomaly)




เเสงเกลียวนอร์เวย์ (2009 Norwegian spiral anomaly) วันที่ 9 ธันวาคม 2009 ทางภาคเหนือของนอร์เวย์ (Northern Norway) มีปรากฏการณ์ที่ยากจะหาคำตอบได้ คํ่าคืนนั้นบนท้องฟ้าปรากฏลำแสงลึกลับ รูปวงเกลียวขนาดใหญ่ มีสีฟ้าอ่อน ส่งผลให้เกิดกลุ่มเมฆ กลุ่มควันเป็นรูปใยแมงมุมขนาดใหญ่บนท้องฟ้า 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวอยู่นาน 10 นาที ก่อนที่จะหายไป ปัจจุบันมีการปกปิดข่าว เเละไม่ได้รับคำอธิบาย
โฆษกกระทรวงกลาโหม และเจ้าหน้าที่หอสังเกตการณ์ธรณีวิทยาทรอมโซนอร์เวย์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่แสงลึกลับคือผลลัพธ์จากการยิงทดลองขีปนาวุธ รุ่น บูลาวา โดยเรือดำน้ำดมิทรีดอนสกอยของรัสเซีย แต่การทดลองล้มเหลวจึงเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือรัสเซียแถลงยืนยันว่า ช่วงเกิดแสงประหลาดเรือดมิทรีไม่ได้ยิงขีปนาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

จอร์เกน โรด โอเดการ์ด นักดาราศาสตร์นอร์เวย์ กล่าวว่า "ความคิดแรกผม คิดว่ามันคือดาวตก หรือสะเก็ดระเบิดดาวเทียมที่พุ่งเผาไหม้ผ่านชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อดูลักษณะการหมุนวนแบบกังหันของแสงแล้วคิดว่า ไม่น่าใช่ทั้งสองอย่าง เพราะขัดกับหลักฟิสิกส์ สิ่งที่เกิดขึ้นแปลกพิสดารและลึกลับมาก ตั้งแต่เกิดมาผมก็ยังไม่เคยเจอ บางทีมันอาจเกิดจากขีปนาวุธรัสเซียก็ได้ แต่ผมไม่รับประกันคำตอบข้อนี้นะ"

โครงการเฮสดาเลน (Project Hessdalen) โดยองค์กรวิจัยยานอวกาศแห่งนอร์เวย์ (UFO-Norge) และองค์กรวิจัยยานอวกาศแห่งสวีเดน (UFO-Sweden) ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าหาที่มาที่ไปของปรากฏการณ์แสงประหลาดที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่า แสงเหล่านี้เกิดจากอะไรกันแน่ ในบางงานวิจัยบอกว่า แสงนี้เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซออกซิเจน และโซเดียมในชั้นบรรยากาศที่มีความไวต่อแสง หรือไม่ก็เกิดการรั่วไหลของแก๊สปริศนาในชั้นบรรยากาศโลก แต่นี่เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ออกมา และในรายงานการพบเห็นแสงไฟจากอดีตจนถึงปัจจุบันกลับพบว่า ความถี่ในการเกิดแสงลดจำนวนลงเรื่อยๆ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ลึกลับที่เต็มไปด้วยปริศนา และน่าค้นหาเสียจริง
ทฤษฎีการสมคบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมาย ดังนี้

นักวิจัยยูเอฟโอเชื่อว่า มันเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่วาร์ปมาขัดขวางอาวุธนิวเคลียร์ที่กำลังเเอบพัฒนาอยู่ที่ฐานทัพใต้ดินเเถวนั้น

เป็นจรวดมิสไซล์ที่ถูกยิงมาจากเรือดำน้ำขีปนาวุธ (RSM-56 Bulava) ของรัสเซีย แต่ระเบิดเกิดผิดพลาด เสียสมดุล และหมุนวนในอากาศจนทำให้เกิดควันเป็นวงกลมรูปใยแมงมุมดังกล่าว เเต่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียปฏิเสธว่าไม่มีการยิงจรวดในพื้นที่นั้น

โครงการสร้างอาวุธเพื่อควบคุมลมฟ้าอากาศ (High Frequency Active Auroral Research Program) การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ โดยต้องการลดประชากรมนุษย์โลก สาเหตุคือยิ่งประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น ยิ่งกัดกินทรัพยากรโลกเร็ว เเละนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องจักรวาลมากนัก จึงจำเป็นต้องลดประชากร เพื่อให้ขยายเวลาที่โลกจะถูกทำลาย โดยทำวิจัยการลดประชากรมนุษย์โลก 0.01% โดยสร้างเเผงจำลองภัยพิบัติ

โครงการบลูบีม (Project Blue Beam) พัฒนาโดยนาซ่า (NASA) เป็นความพยายามที่จะทดลองเทคโนโลยีจิตวิทยาจำลองผ่านคลื่นวิทยุความถี่ต่ำ วัตถุประสงค์คือ การสร้างระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ซึ่งเป็นความต้องการหลักที่จะทำให้โลกเกิดการปกครองแบบเสรีภาพของกลุ่มอิลลูมินาติ (Illuminati)

ทดสอบเปิดประตูมิติหรือการจำลองหลุมดำ เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider) มีเป้าหมายที่จะสร้างอนุภาคโปรตอน อิเล็กตรอนโวลต์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของทฤษฎีทางฟิสิกส์ เช่น การกำเนิดจักรวาล การเดินทางข้ามเวลา เเละอนุภาคพระเจ้า

อ้างอิง : wikipedia

ยูเอฟโอ วอชิงตัน ดี.ซี. 1952




ยูเอฟโอ วอชิงตัน ดี.ซี. 1952 (1952 Washington, D.C. UFO incident) ชาวอเมริกาจำนวนมากสังเกตเห็นยูเอฟโอลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การพบเห็นในวันนั้นไม่ได้มีแค่คำบอกเล่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายด้วย โดยเหตุการณ์พบเห็นยูเอฟโอเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ระหว่างวันที่ 19-20 และ 26-27 กรกฎาคม 1952

ผู้ที่พบเห็นยูเอฟโอเป็นคนแรกคือ เจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ในหอบังคับการบินเเห่งสนามบินวอชิงตัน เมื่อเรดาร์ตรวจพบอากาศยานที่ไม่สามารถระบุชนิดได้จำนวน 7 ลำ กำลังมุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองด้วยความเร็วสูง ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่รีบวิทยุไปยังกองทัพอากาศเพื่อให้ช่วยตรวจสอบอากาศยานทั้ง 7 ลำ เมื่อทำการตรวจสอบกลับไม่พบว่ามีอากาศยานใดๆ บินอยู่ในบริเวณดังกล่าวเลย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินเป็นอย่างมาก เนื่องจากในตอนแรกเรดาร์ยังคงตรวจจับสัญญาณวัตถุได้ แต่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นอากาศยานลึกลับทั้ง 7 ลำ กลับหายไปจากหน้าจอเรดาร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่อากาศยานจะสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้มากขนาดนั้น

เหตุการณ์ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากที่เจ้าหน้าที่ประจำหอบังคับการบินรายงานการพบเห็นวัตถุประหลาดในวันที่ 19 กรกฎาคม อากาศยานลึกลับก็มาปรากฏให้เห็นอีกครั้งในเวลา 00.30 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม นักบินประจำสายการบินหนึ่งรายงานกลับมายังหอบังคับการบินว่า "พบเห็นวัตถุประหลาดมีแสงสีส้มและสีขาว จำนวน 7 ดวง เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง วัตถุประหลาดนี้หายตัวไปในความมืด"

วันที่ 20 กรกฎาคม 1952 เเฟ้มที่ถูกปกปิดเป็นความลับได้ถูกเขียนบันทึกขึ้นโดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เขียนจดหมายถึง ประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน เอกสารระบุว่า "ท่านครับ อารยธรรมใดก็ตามที่เดินทางมายังโลกนี้ได้ คงไม่สำเร็จเเน่ๆ ถ้าคิดจะยิงพาหนะที่พวกเขาเดินทางมา" ทฤษฎีสมคบคิดระบุว่าจดหมายนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่เดอะเพนตากอนไม่อนุญาตให้ใครอ่านจนถึงปัจจุบัน

วันที่ 26-27 กรกฎาคม 1952 มีรายงานการพบเห็นยูเอฟโอลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ในครั้งนี้มีผู้คนเห็นเป็นจำนวนมาก และหลายคนก็สามารถบันทึกภาพได้ โดยหลายคนที่เคยพบเห็นครั้งแรกในวันที่ 19-20 กรกฎาคม ต่างระบุว่า "วัตถุประหลาดเหล่านี้ยังคงบินในตำแหน่งเดิม เหมือนกับที่มันปรากฏให้เห็นครั้งแรกยังไงอย่างงั้น"

แม้การปรากฏตัวของยูเอฟโอจะเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ ทั้งหนังสือพิมพ์ และวิทยุโทรทัศน์ แต่เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐแถลงข่าว ผู้คนกลับรู้สึกว่ากองทัพกำลังปกปิดความจริงเเก่ประชาชน เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ออกมาระบุว่า "สิ่งที่หลายคนพบเห็นระหว่างวันที่ 19-20 และ 26-27 กรกฎาคม แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ยูเอฟโอแต่อย่างใด แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นบรรยากาศ ซึ่งหลายคนพยายามมองให้มันเป็นยูเอฟโอของมนุษย์ต่างดาวกันไปเอง ส่วนเรื่องที่เรดาร์ตรวจจับยูอฟโอได้นั้น น่าจะเป็นเพราะเรดาร์ทำงานผิดพลาดซะมากกว่า"

หลายคนไม่เชื่อคำอธิบายที่ดูไม่สมเหตุสมผลนี้ และประชาชนส่วนใหญ่จนถึงทุกวันนี้เชื่ออย่างสนิทใจว่าวัตถุประหลาดที่บินอยู่เหนือกรุงวอชิงตัน ดี.ซี 1952 คือยานอวกาศที่มาจากต่างดาว และทางการสหรัฐกำลังปกปิดความจริงเเก่ประชาชน

อ้างอิง : wikipedia

3 วิธีทางทฤษฎี ทำโลกให้เป็นยานอวกาศเพื่อเคลื่อนย้ายหนีภัยพิบัติ





มนุษย์จะต้องทำอย่างไร หากจำเป็นต้องย้ายโลกทั้งใบเพื่อหนีภัยพิบัติในห้วงอวกาศ ? คำถามที่ฟังดูเหลือเชื่อเหมือนกับในภาพยนตร์ไซ-ไฟของจีนเรื่อง The Wandering Earth หรือ "โลกพเนจร" ซึ่งมนุษย์พยายามขยับย้ายตำแหน่งโลกหนีการขยายตัวของดวงอาทิตย์ที่กำลังสิ้นอายุขัย กลับมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีอยู่อย่างน้อยสามวิธีด้วยกัน

ดร. มัตเตโอ เชรีออตติ อาจารย์ด้านระบบวิศวกรรมอวกาศจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ของสหราชอาณาจักร ระบุถึงวิธีขยับโลกที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎีไว้ในบทความล่าสุดของเขา ซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์ The Conversation ว่า "เป็นเรื่องยากที่เราจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งของโลก แม้เพียงจะให้ออกห่างจากดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสัก 50% จนมาอยู่ในระยะเดียวกับวงโคจรของดาวอังคารก็ตาม"

ดร.เชรีออตติบอกว่า ในอดีตมนุษย์สามารถค้นพบวิธีเคลื่อนย้ายวัตถุอวกาศขนาดเล็กเช่นดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ ทั้งวิธีรุนแรงเด็ดขาดเช่นใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ หรือใช้วิธีพุ่งชนด้วยความเร็วสูงให้เส้นทางโคจรของเป้าหมายเบี่ยงเบนออกไป แต่แน่นอนว่าวิธีเหล่านี้ไม่สามารถจะนำมาใช้กับโลกของเราเองได้

แม้แต่วิธีการที่นุ่มนวลซึ่งจะค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุอวกาศไปทีละนิด เช่นวิธีใช้ยานลากจูงประจำการบนดาวเคราะห์น้อย หรือการลากจูงด้วยความโน้มถ่วงโดยให้ยานอวกาศบินวนเวียนอยู่ใกล้กับวัตถุอวกาศนั้น ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้ลากจูงโลกของเราซึ่งมีขนาดใหญ่มหึมาได้

แต่นอกจากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น ยังพอมีหนทางอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งมีความเป็นไปได้พอสมควรเหลืออยู่บ้างดังนี้


Image copyright Reuters
ภาพยนตร์แนวไซ-ไฟ The Wandering Earth ประสบความสำเร็จอย่างสูงในจีน

1. เครื่องยนต์ขับดันลมไอออน


อันที่จริงแล้ว ทุกครั้งที่มีการยิงจรวดเพื่อนำส่งดาวเทียมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เราได้ทำให้ตำแหน่งของโลกเคลื่อนออกจากวงโคจรเดิมไปทุกขณะ เหมือนกับการยิงปืนที่ทำให้เกิดแรงถีบของปืนเข้าหาตัวผู้ยิง เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นน้อยนิดมากจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้

จรวดขนส่งอวกาศที่มีพลังแรงสูงสุดและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทุกวันนี้ ได้แก่จรวดฟอลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy)ของบริษัทสเปซเอกซ์ ซึ่งเมื่อลองคำนวณดูแล้ว เราจะต้องยิงปล่อยจรวดฟอลคอนเฮฟวี 300 ล้านล้านล้านครั้ง จึงจะสามารถผลักดันให้โลกขยับไปอยู่ในวงโคจรของดาวอังคารได้ แต่วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างและยิงจรวดจำนวนมหาศาลนี้คิดเป็น 85% ของมวลสารในโลก ทำให้ในที่สุดโลกจะมีมวลเหลือเพียง 15% ขณะที่ล่องลอยไปในอวกาศ

หากคิดจะใช้วิธีขับเคลื่อนโลกแบบนี้ เครื่องยนต์ขับดันลมไอออน (Ion drive) ขนาดยักษ์ ดูจะเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่า โดยใช้การขับไอพ่นที่เต็มไปด้วยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าในทิศทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่ต้องการจะเดินทางไป

จากการคำนวณเบื้องต้น เครื่องขับดันลมไอออนนี้จะต้องติดตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 1,000 กิโลเมตร ซึ่งจัดว่าอยู่สูงเหนือชั้นบรรยากาศของโลก แต่ต้องมีโครงสร้างแข็งเชื่อมต่อกับพื้นโลกเพื่อถ่ายทอดแรงขับดันด้วย เครื่องยนต์ขนาดยักษ์นี้จะต้องพ่นลมไอออนที่ความเร็วสูงถึง 40 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งวิธีนี้โลกจะสูญเสียมวลในรูปของไอออนไปราว 13%
เครื่องบินลมไอออนทำงานอย่างไร

2. ล่องไปตามลำแสง


แสงไม่มีมวลแต่มีโมเมนตัม (Momentum) ทำให้เราสามารถใช้แผ่นสะท้อนแสงจับเอาโมเมนตัมจากแสงอาทิตย์มาใช้ในการขับเคลื่อนยานอวกาศได้ เสมือนกับใช้ "ใบเรือ" ล่องยานไปตามลำแสง ซึ่งหากนำวิธีนี้มาใช้ขับเคลื่อนโลก โลกก็จะไม่สูญเสียมวลจากการย้ายตำแหน่งเลยแม้แต่น้อย

หากจินตนาการว่าเราจะสร้างสถานีจับโมเมนตัมของแสงอาทิตย์ขึ้นในห้วงอวกาศใกล้กับโลก "ใบเรือ" หรือแผ่นสะท้อนแสงที่ใช้จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางโลก 19 เท่า เพื่อให้โลกเคลื่อนเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้ภายในระยะเวลา 1,000 ล้านปี

3. เกมบิลเลียดระหว่างดวงดาว


เกมบิลเลียดอวกาศนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นวิธีการที่ใช้ส่งยานอวกาศให้เพิ่มความเร็วและเปลี่ยนทิศทางได้ ด้วยการพุ่งเข้าเฉียดใกล้ดาวเคราะห์ต่าง ๆ และอาศัยแรงโน้มถ่วงรวมทั้งการแลกเปลี่ยนโมเมนตัมระหว่างกันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ หรือที่เรียกว่าวิธีแบบเครื่องยิงหนังสติ๊ก (Slingshot) นั่นเอง

หากมีดาวเคราะห์น้อยหรือวัตถุอวกาศที่ใหญ่พอพุ่งเฉียดเข้าใกล้โลก แรงกระทำระหว่างกันที่เกิดขึ้นระหว่างโลกและผู้มาเยือน นอกจากจะทำให้ดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนแปลงความเร็วและทิศทางแล้ว โลกก็ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันเล็กน้อยด้วย ซึ่งหลักการนี้อาจใช้เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนวงโคจรของโลกได้

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของดาวเคราะห์น้อยได้จริงเรียบร้อยแล้ว หากมนุษย์สามารถบังคับการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยที่พบได้หนาแน่นในบางส่วนของระบบสุริยะ แล้วกำหนดให้มันพุ่งเฉียดผ่านโลกในระยะที่ไม่เป็นอันตรายทุก 2,000-3,000 ปี ชาวโลกก็จะสามารถหนีการขยายตัวของดวงอาทิตย์ที่สิ้นอายุขัยไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่จะต้องใช้ดาวเคราะห์น้อยในการนี้กว่า 1 ล้านดวง

ดร. เชรีออตติลงความเห็นว่า วิธีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการทำโลกให้เป็นยานอวกาศมากที่สุดในขณะนี้ แต่ในอนาคตวิธีล่องไปตามลำแสงน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เมื่อได้พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายประชากรมนุษย์ให้หนีภัยพิบัติไปอยู่ในอาณานิคมต่างดาวในระยะใกล้ ๆ เช่นที่ดาวอังคาร น่าจะเป็นเรื่องง่ายกว่าการย้ายโลกทั้งใบให้ล่องลอยไปในอวกาศ โดยไม่รู้ถึงชะตากรรมในวันข้างหน้า

ขอบคุณที่มา : BBC Thai

พบวัตถุปริศนาเจาะทะลุทางช้างเผือกจนเป็นรูโหว่




ธารดาวฤกษ์ (Stellar stream) หรือกระแสของกลุ่มดาวฤกษ์ที่ไหลติดต่อกันเหมือนสายน้ำรอบกาแล็กซีทางช้างเผือก ไม่ได้เคลื่อนที่เป็นสายต่อเนื่องกันอีกแล้ว เนื่องจากพบรูโหว่คล้ายถูกยิงด้วยกระสุนยักษ์หลายรู ซึ่งยังคงเป็นปริศนาว่าช่องโหว่ในธารดาวฤกษ์นี้เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

ดร. แอนา โบนาคา นักวิจัยจากศูนย์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียนเพื่อฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (CfA) ของสหรัฐฯ นำเสนอการค้นพบดังกล่าวในที่ประชุมของสมาคมฟิสิกส์อเมริกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ดร. โบนาคาระบุว่า ระหว่างการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (GAIA) ทำแผนที่ดาราจักร ก็ได้พบว่าธารดาวฤกษ์ GD-1 มีรูโหว่ลักษณะประหลาด คล้ายกับว่ามีวัตถุลึกลับมวลมหาศาลซึ่งมีแรงโน้มถ่วงอันทรงพลัง สามารถพุ่งชนเอาชนะแรงโน้มถ่วงของกาแล็กซีทางช้างเผือก จนเจาะทะลุธารดาวฤกษ์ออกไปได้

แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ทรงประสิทธิภาพเข้าช่วย แต่นักดาราศาสตร์ก็ยังไม่สามารถจะไขปริศนาได้ว่าวัตถุอวกาศลึกลับนี้คืออะไรกันแน่ เพราะไม่พบวัตถุส่องสว่างหรือวัตถุที่สะท้อนแสงจนกล้องโทรทรรศน์ตรวจจับได้ เคลื่อนตัวออกไปจากกาแล็กซีทางช้างเผือกในวิถีที่ตรงกับแนวของ "รูกระสุน"ดังกล่าว

หากจะสันนิษฐานว่าต้นเหตุของรอยโหว่ยักษ์คือดาวฤกษ์ที่โคจรอย่างโดดเดี่ยวเร่ร่อนไปในห้วงอวกาศ ดาวประเภทนี้ก็มีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะทำให้เกิดรูโหว่แบบในธารดาวฤกษ์ GD-1 ซึ่งต้องอาศัยวัตถุมวลมหาศาลนับล้านเท่าของดวงอาทิตย์ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้น



Image copyright NASA/ESA/HUBBLE

ภาพกระจุกดาราจักร CL0024+17 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นร่องรอยที่คาดว่าเป็นวงแหวนของสสารมืด

หลุมดำมวลยิ่งยวดเป็นอีกตัวการหนึ่งที่น่าสงสัย แต่หลุมดำประเภทนี้มีอยู่แต่ที่แถบใจกลางดาราจักรซึ่งอยู่ห่างไกลจากธารดาวฤกษ์อย่างมาก ทั้งยังไม่พบหลักฐานว่ามีหลุมดำมวลยิ่งยวดในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ชนหรือรวมตัวเข้าด้วยกัน จนทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงต่อธารดาวฤกษ์ในขณะนี้

ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับ ดร.โบนาคา ก็คือสสารมืด (Dark matter) ซึ่งมีมวลมหาศาลและไม่สามารถจะมองเห็นได้ "ก้อนสสารมืดอาจพุ่งชนธารดาวฤกษ์ แต่เราก็ยังไม่อาจจะด่วนสรุปลงไปอย่างแน่นอนได้ ที่แน่ ๆ คือมีกระสุนยักษ์ของวัตถุความหนาแน่นสูงเจาะทะลุทางช้างเผือกออกไป"

สสารมืดและพลังงานมืดคือองค์ประกอบส่วนใหญ่ 95% ของจักรวาล แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตรวจจับสสารมืดโดยตรงได้ ทราบแต่ว่าสสารมืดมีแรงโน้มถ่วงอันทรงพลัง แต่ไม่สู้จะเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งมากนัก รวมทั้งไม่ตอบสนองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแสง

ขอบคุณที่มา : BBC Thai

 
biz.