ทฤษฎีใหม่เผยมี "ปฏิจักรวาล" เอกภพคู่ตรงข้ามที่เหมือนเงาสะท้อนในกระจก



เมื่อราว 14,000 ล้านปีก่อน การระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงอาจไม่ได้ให้กำเนิดแต่เพียงจักรวาลที่เรารู้จักและอาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังมีการเกิดขึ้นของ "ปฏิจักรวาล" (Anti-universe) หรืออีกเอกภพหนึ่งที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามกับจักรวาลของเรา ซึ่งเทียบได้กับเงาสะท้อนในกระจกนั่นเอง

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา ตีพิมพ์แนวคิดใหม่ล่าสุดดังกล่าวลงในวารสาร Physical Review Letters โดยระบุว่า "ปฏิจักรวาล" ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับจักรวาลของเรานั้น มีการขยายตัวไปในทิศทางตรงข้ามซึ่งเป็นการถอยหลังย้อนไปในห้วงเวลาก่อนการเกิดบิ๊กแบง แทนที่จะขยายตัวไปพร้อมกับเวลาที่เดินไปข้างหน้าแบบในจักรวาลที่เราอาศัยอยู่

การขยายตัวแบบถอยหลังไปในห้วงเวลานับจากเหตุการณ์บิ๊กแบงเช่นนี้ อาจถือได้ว่าปฏิจักรวาลนั้นเป็นเอกภพที่ดำรงอยู่มาก่อนการเกิดบิ๊กแบงได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากเวลาจะเดินถอยหลังในปฏิจักรวาลแล้ว ปริภูมิ (Space)ก็ยังกลับด้านกันกับจักรวาลของเรา รวมทั้งสสารที่เป็นองค์ประกอบก็ยังเป็นปฏิสสาร (Anti-matter) อีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดของปฏิจักรวาลนั้นเป็นไปตามกฎพื้นฐานของฟิสิกส์ที่เรียกว่า CPT Symmetry หรือหลักการสมมาตรของประจุ อนุภาค และเวลา ที่จะต้องมีคู่ตรงข้ามอยู่เสมอ


Image copyright NASA

แบบจำลองการขยายตัวด้วยอัตราเร่งของจักรวาลนับแต่เหตุการณ์บิ๊กแบงเป็นต้นมา

ดร. นีล ทูร็อก หนึ่งในทีมนักฟิสิกส์ผู้เสนอแนวคิดเรื่องปฏิจักรวาลบอกว่า "กรอบแนวคิดตามแบบจำลองการขยายตัวของจักรวาลที่ยึดถือกันอยู่ในทุกวันนี้มีข้อบกพร่อง กล่าวคือองค์ประกอบต่าง ๆ ของจักรวาลขาดความสมดุล จนนักฟิสิกส์จะต้องคอยจินตนาการถึงอนุภาคตัวใหม่ ๆ หรือสนามต่าง ๆ เพื่อมารองรับให้คำอธิบายปรากฏการณ์ที่ค้นพบใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้พวกเขาหลงทางได้"

"ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามอธิบายการขยายตัวของจักรวาล ด้วยหลักการสมมาตรที่เป็นพื้นฐานทางฟิสิกส์แทน โดยใช้อนุภาคและสนามต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับกันดีอยู่แล้ว"

ทฤษฎีใหม่ดังกล่าวยังใช้อธิบายถึงการมีอยู่ของสสารมืด (Dark matter) ได้อีกด้วย โดยชี้ว่าจักรวาลในระบบสมมาตรนั้นจะเต็มไปด้วยอนุภาคนิวทริโนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับอนุภาคอื่น (Sterile neutrino) ซึ่งอนุภาคที่มีมวลมากเป็นพิเศษชนิดนี้ก็คือสสารมืด ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นตัวการยึดโยงดวงดาวในดาราจักรต่าง ๆ ให้เกาะอยู่เป็นกลุ่มก้อน และมีบทบาททำให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่ง

Cr.BBC

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ



ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ "ความพัวพันเชิงควอนตัม" (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี "ความพัวพัน" ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ "เทเลพอร์ต" (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

Cr. BBC

ฤาเทพเจ้าในตำนาน...ก็คือ เอเลียน ที่มาเยือนโลก



เรื่องราวของจอมเทพผู้ยิ่งใหญ่ เช่น ซูส (Zeus) หรือธอร์ (Thor) นั้น ปรากฏอยู่ในตำนานนับพันๆปีมาแล้ว ซึ่งได้เล่าถึงบางคราที่เสด็จลงมาจากสวรรค์พร้อมกับเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งพิภพ โดยมีแสงโชติช่วง อาวุธในหัตถ์ของพระองค์ก็ทรงอำนาจเหนือธรรมชาติ ดั่งเช่นสายฟ้าฟาดในหัตถ์ของซูส หรือค้อนทรงพลังของธอร์

เคยฉงนใจบ้างไหมว่า เรื่องของปวงเทพเจ้าเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากจินตนาการล้วนๆของบรรพบุรุษของเราจริงหรือ จุดกำเนิดตลอดจนอาวุธและอิทธิฤทธิ์ต่างๆนั้นบรรพบุรุษของเราสร้างสรรค์ขึ้นมาเองได้อย่างไร


หรือเป็นไปได้ไหมว่า ท่านได้เคยเห็น-เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับมนุษย์ประหลาดที่ลงมาเยือนโลกจากท้องนภากาศ เขามาด้วยยานอันมีเสียงกระหึ่มครึมครามและแสงสว่างจ้า อาวุธของเขาก็ทรงพลังอำนาจดุจเดียวกับสายฟ้าของซูส หรือขวานของธอร์ ท่านจึงสร้างตำนานเปรียบเทียบยกให้เขาเหล่านั้นสูงส่งดุจเดียวกับเทพเจ้า

เริ่มจากตำนานที่เทพเจ้าหลายองค์มีส่วนเกี่ยวข้อง นั่นคือ มหากาพย์อีเลียด (Iliad) ของจอมกวีโฮเมอร์ (Homer) ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อน ค.ศ. กล่าวถึงศึกใหญ่แห่งเมืองทรอย (Troy) นักโบราณคดีส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นเพียงนิยายที่ประพันธ์ขึ้น หากทว่า ไฮน์ริช ชไลมานน์ (Heinrich Schliemann) นักโบราณคดีสมัครเล่นชาวเยอรมัน คิดว่าน่าจะมีเค้าจากเรื่องจริง และตัดสินใจค้นคว้าหาหลักฐานเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


ปี ค.ศ.1868 ชไลมานน์ได้ขุดหลุมใหญ่ในบริเวณชุมชนทรูวา (Truva) เมืองเล็กๆในตุรกี และเขาก็ได้พบกับสิ่งที่ทำให้โลกต้องตะลึง นั่นคือ ซากโบราณสถานซึ่งตรงกับเมืองทรอยที่โฮเมอร์ได้รจนาไว้

ดังนั้น  ถ้าหากสงครามแห่งทรอยเป็นเรื่องจริง เทพเจ้าต่างๆที่ปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องนี้ก็น่าจะมีจริง รวมไปถึงเทพองค์ต่างๆในตำนานกรีกก็น่าจะมีจริงด้วย มิฉะนั้น  เหตุใดเล่าในประเทศกรีซจึงเต็มไปด้วยวิหารแห่งเทพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นอะโครโปลิส (Acropolis) เดลฟี (Delphi) พาร์ธีนอน (The Parthenon) วิหารอพอลโล (The Temple of Apollo) ฯลฯ


ซึ่งถ้าหากชนกรีกโบราณจินตนาการเรื่องพระเจ้าบนสวรรค์ขึ้นเอง แล้วทำไมชนชาติที่อยู่ในดินแดนอื่นจึงมีเทพเจ้าที่ละม้ายคล้ายกันด้วยเล่า หรือเป็นเพราะความสอดคล้องกันอย่างบังเอิญ

หรือจริงๆแล้วเป็นเพราะ...ชาติต่างๆก็ล้วนได้เคยประสบเหตุการณ์ที่มีผู้ลงมาเยือนโลกจากท้องฟ้าเบื้องบน

อารยธรรมแรกสุดของโลกเริ่มขึ้นเมื่อ 3,800 ปีก่อน ค.ศ. ชนสุเมเรียน (Sumerian) ได้ทำให้เรามองเห็นภาพพจน์ความสัมพันธ์ของพวกเขากับเหล่าเทพที่มีความผูกพันในระหว่างดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาขนานนามเทพเจ้าเหล่านี้ว่า “อันนุนากิ” (Annunaki) ซึ่งแปลง่ายๆว่า “ผู้ซึ่งลงมาจากสวรรค์สู่โลกมนุษย์”


อิริก ฟอน ดานิเกน (Erich von  Daniken) นักเขียนสวิสผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งดาราศาสตร์โบราณ ได้อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Odyssey of Gods ว่าคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆของโลกล้วนเต็มไปด้วยคำบรรยายที่กล่าวถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่เข้ามาผูกพันอยู่กับชีวิตมนุษย์ แต่สิ่งที่ว่านั้นแท้จริงมิใช่เทพเจ้า (Gods)

โดยเมื่อหลายพันปีก่อนโน้น ครั้งเมื่อบรรพบุรุษของเรายังป่าเถื่อน ได้มีมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลียนลงมาสู่โลกของเรา เทคโนโลยีของพวกเขาเหล่านั้นสูงส่งเกินความเข้าใจของบรรพบุรุษของเรา ปู่ทวดเราจึงเหมาเอาว่าผู้ที่ลงมาเยือนนั้นก็คือเทพเจ้านั่นเอง


บนยอดเขาโอลิมปุส (Mt.Olympus) ซึ่งเป็นเขาสูงที่สุดของกรีซ ในตำนานระบุว่า เป็นที่พำนักของปวงเทพ โดยมีซูสประทับบนบัลลังก์และพิพากษาชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคน วิมานบนยอดโอลิมปุสนี้ เป็นอาคารที่เรืองรองด้วยทองคำและเงิน ระยิบระยับด้วยแสงแห่งอัญมณี ซึ่งหากว่ามองด้วยสายตาแห่งวิทยาการปัจจุบัน วิมานนี้ก็คือยานอวกาศ (Space Ship) ที่จอดอยู่บนยอดเขา บางครั้งก็เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น แล้วส่วนยอดของขุนเขาก็เคลื่อนตัวลอยสูงและหายวับไปกับตา

ซึ่งหากว่าบนยอดโอลิมปุสนี้เป็นที่พักของเอเลียนจากไกลโพ้น เป็นไปได้ไหมว่าซูสนั้นก็คือหัวหน้าผู้บังคับบัญชายานอวกาศนั่นเอง ในมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซีย์ระบุว่า ซูสมีอสุนีบาตเป็นอาวุธอันทรงอานุภาพ สามารถทำลายเมืองทั้งเมืองให้ย่อยยับเป็นเถ้าธุลีด้วยอาวุธมหาประลัย (รังสีคอสมิกหรือเลเซอร์)

กาลต่อมา เมื่อโรมมีอำนาจปกครองยุโรปและแถบเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่ศตวรรษแรกก่อน ค.ศ.จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวโรมันได้สักการบูชาเทพเจ้าที่มีรูปแบบเดียวกันกับเทพเจ้าของกรีก หากเปลี่ยนพระนามจากซูสเป็นจูปิเตอร์ (Jupiter) และโพไซดอนก็เป็นเนปจูน (Neptune) ทว่า อพอลโลยังคงเป็นนามเดียวกันทั้งกรีกและโรมัน


การที่มีรูปแบบเทพเจ้าเหมือนกันนี้มาจากความบังเอิญกระนั้นหรือ  มิใช่นักดาราศาสตร์โบราณส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นเพราะกรีกและโรมันได้เคยเผชิญกับผู้ทรงอำนาจจากดาวอื่นที่ลงมาเยือนโลกเมื่อหลายพันปีก่อนโน้น พวกเขามาสู่พิภพได้อย่างไร คำตอบก็คือ ด้วยยานพิเศษที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้า

ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ดินแดนส่วนอื่นๆของโลกก็คงเคยต้อนรับเอเลียนชุดเดียวกันนี้ด้วยน่ะซี และพวกเขาได้ไปเยือนดินแดนไหนบ้างล่ะ?


ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ชายฝั่งด้านบริทแทนี (Britany) ณ ที่นี้คือโบราณ สถานก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  หมู่บ้านคาร์นัก (Carnac) เป็นที่สถิตของแท่งหินยักษ์ (Megalithic  Stones) กว่า 3,000 แท่ง วางเรียงรายเป็นแนวยาวกว่า 2 ไมล์ แนวหินคาร์นักนี้สกัดมาจากชั้นหินในท้องถิ่นและถูกวางตั้งในช่วงเวลาระหว่าง 4,500 ปี กับ 2,500 ปีก่อน ค.ศ. อันเป็นปลายยุคหิน (Stone Age) นับเป็นการสะสมรวบรวมแท่งหินยักษ์ที่มากมายที่สุดของโลก

นักโบราณคดีต้องอัศจรรย์ใจกับความมหึมาของแท่งหินคาร์นัก น้ำหนักของแท่งหินแกรนิตแต่ละก้อนมีตั้งแต่ 50 ตัน ไปจนถึง 350 ตัน ลือกันว่ามียักษ์มาวางตั้งไว้ ทว่า นำมาเรียงเป็นรูปแบบหลายลักษณะด้วยเหตุอันใดนั้นไม่กระจ่างชัด บางชุดเรียงเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งต้องมองจากบนฟ้าจึงจะเห็น อาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อสารกับผู้มาเยือนบนโพยมยานอวกาศ น่าสงสัยว่าคนยุคนั้นจะเอาพลังงานจากไหนมาเคลื่อนย้ายหินมหึมาเหล่านี้ได้ เว้นแต่จะมี...เทพอพอลโลที่มากับยานอวกาศ ได้ช่วยสอนวิธีการให้


เหนือขึ้นไป 1,000 กว่าไมล์ จากคาร์นัก เป็นดินแดนสแกนดิเนเวีย ที่มีชนโบราณนอร์ส (Norse) อาศัยอยู่ พวกเขาก็มีตำนานของเรื่องเทพเจ้าผู้ทรงอาวุธอานุภาพใหญ่หลวง เทียบได้กับเทพเจ้ากรีกเช่นกัน

อาทิ จอมเทพโอดิน (Odin) ของชาวสแกนนั้นก็เป็นเทพแห่งสงครามและความตาย เทียบได้กับซูสของกรีกและจูปิเตอร์ของโรมัน จอมเทพทั้งปวงนี้ทรงราชยานเหินอยู่บนนภากาศ อาวุธอย่างหนึ่งของโอดินก็คือ หอกศักดิ์สิทธิ์ที่เมื่อพุ่งออกไปแล้วไม่เคยพลาดเป้าหมาย ส่วนเทพอีกองค์หนึ่ง ธอร์ (Thor) เจ้าแห่งพายุและความอุดมสมบูรณ์ ก็มีค้อนที่ทรงพลานุภาพ สามารถทำลายได้ทุกสิ่งละม้ายกับสายฟ้าของซูสยังไงยังงั้น


คราวนี้ข้ามมายังบูรพาทิศบ้าง  ในมหากาพย์มหาภารตยุทธ์ของอินเดียได้กล่าวถึงเทพเจ้าหลายองค์ที่มาเยือนด้วยยานอวกาศ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง แต่แน่นอนชาวอินเดียไม่ได้เรียกพาหนะนั้นว่า Space ship พวกเขาขนานนามมันว่า “วิมาน (Vimana)” หรือที่สถิตของปวงเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

ตำนานมหาภารตะเล่าถึงพระนางกุนตี (Kunti) ผู้ซึ่งสุริยเทพได้เสด็จลงมาร่วมรัก และได้กำเนิดกรรณ (Krana) ผู้เก่งกล้าในวิทยายุทธ์ เรื่องนี้อาจเทียบได้กับเฮอร์คิวลิส (Herculer) วีรบุรุษกึ่งเทพของกรีก ผู้ซึ่งถือกำเนิดจากการที่จอมเทพซูสเสด็จมาสมพาสกับมนุษย์ธรรมดานามอัลคมีเน (Alcmene)

นักดาราศาสตร์โบราณได้ระบุถึง “เด็กดวงดาว (Star Children)” ว่าเป็นผลผลิตของมนุษย์ที่เดินดินกับเอเลียนผู้มาเยือน โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่จำเป็นต้องมีการร่วมรักดังเช่นในปัจจุบัน การให้กำเนิดทารกนั้นอาจใช้เทคโนโลยีผสมเทียม

เป็นไปได้หรือไม่ว่าเอเลียนจากต่างดาวได้ใช้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของเขาทำให้สาวชาวพิภพของเราตั้งครรภ์ โดยมิได้ร่วมหลับนอนกับเธอแต่อย่างใด!

ยังมีเรื่องราวและหลักฐานอีกมากที่อาจชี้ระบุได้ว่า  แท้จริงเทพในตำนานนั่นก็คือ ผู้มาเยือนจากดวงดาวไกลโพ้นด้วยยานอวกาศ ที่ต้องติดตามค้นขว้าข้อมูลกันต่อไป

กลุ่มศึกษา UFO ให้ดูจะจะ!! ‘บ้านเอเลียน’บนดาวอังคาร แต่นาซากำลังปิดบังชาวโลก



กลุ่มผู้เชี่ยวชาญตามล่าหายูเอฟโอ และเอเลียน เผยแพร่คลิปใหม่บนดาวอังคาร อาศัยภาพจากกูเกิล เอิร์ธ ชี้ให้เห็นสิ่งปลูกสร้างบนดาวอังคาร พร้อมกับฟันธงเป็น ‘บ้านของเอเลียน’ ที่สร้างลึกลงไปใต้ดินอย่างชัดเจน เพื่อหวังหลบซ่อนไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นมาเห็น ขณะที่นาซากำลังพยายามปิดบังเรื่องนี้

เว็บไซต์ เดอะ มิร์เรอร์ รายงาน แซนดรา เอลีนา แอนเดรด หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญซึ่งพยายามติดตามศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับยูเอฟโอ และเอเลียน หรือมนุษย์ต่างดาวนอกโลก เผยแผร่ภาพใหม่บนพื้นผิวดาวอังคารในคลิปวิดีโอและอัพโหลดลงในยูทูบ แสดงให้เห็นหลักฐานของการมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร รวมทั้งดาวเคราะห์ดวงอื่น


มิร์เรอร์ แจ้งว่า จากการใช้ภาพถ่ายของกูเกิล เอิร์ธนั้น แซนดรา และกลุ่มผู้ตามล่าหาเอเลียน ได้ชี้ให้เห็นถึงวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งปลูกสร้าง หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ‘บ้านของเอเลียน’ อย่างชัดเจน ที่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง และสร้างลึกลงไปพื้นผิวของดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ เพื่อหวังป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นมาเห็นพวกตน โดยสมาชิกของกลุ่มศึกษาเรื่องยูเอฟโอ อ้างว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) กำลังพยายามปิดบัง ‘บ้านของเอเลียน’ ต่อชาวโลกอยู่ ด้วยการซ่อนสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ ด้วยโปรแกรมโฟโต้ช็อป
ชี้ให้ดูสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งบนดาวอังคาร


ช่องลักษณะคล้ายปากทางเข้าบ้าน ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวดาวอังคาร

ขณะที่ ผู้สนใจศึกษาเรื่องยูเอฟโอและเอเลียน ที่ตั้งชื่อว่า ‘ดาห์บู77’ ก็ได้อัพโหลดวิดีโอดังกล่าวลงในยูทูบ พร้อมชี้ว่า นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดของสิ่งปลูกสร้างบนดาวอังคาร ‘ทุกครั้งที่มีการพบอะไรที่น่าตื่นตะลึงบนดาวอังคาร พวกเขาทั้งหลาย(นาซา) ได้รีบบอกทันทีว่า มันเป็นก้อนหิน หรือไม่ก็เงา’ ดาห์บู 77 กล่าวเหน็บแนมนาซา

ฉางเอ๋อ 4 สำรวจเจอโครงสร้างเอเลี่ยนบนดวงจันทร์



ฉางเอ๋อ 4 (Chang'e 4) ของจีน ลงจอดบนดวงจันทร์ที่ด้านไกลสำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 ฉางเอ๋อ 4 ใช้กล้องระดับคมชัดถ่ายภาพพื้นผิวด้านไกลบนดวงจันทร์ เพื่อศึกษาสภาพของแร่ธาตุบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงศึกษาเศษวัสดุที่สาดกระเด็นจากการพุ่งชนของอุกกาบาต


ล่าสุด วงในเริ่มเปิดเผยว่า ฉางเอ๋อ 4 ถึงกับหยุดนิ่งเมื่อค้นพบโครงสร้างประหลาดคล้ายท้อนเหล็กเคลือบด้วยโลหะขนาดใหญ่มีความสูง 2.5 เมตร ความกว้าง 15 เมตร ปรากฏอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ภาพเเสดงอย่างชัดเจน

ตอนนี้ ทางหน่วยงานจีนติดต่อสอบถามรัฐบาลเงาของสหรัฐอเมริกาว่า โครงสร้างที่เห็นเป็นของชาติใดของสหรัฐหรือไม่ ทางรัฐบาลเงาสหรัฐตอบว่า

"ไม่ใช่ของเรา เรารู้เรื่องมายาวนานเเล้ว มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่มีอารยธรรมเก่าเเก่มีชีวิตอยู่อย่างลับๆ ที่ด้านไกลดวงจันทร์ พวกนั้นสร้างฐานทัพทหารซ่อนอยู่ในภูมิภาคด้านไกลดวงจันทร์ โดยเฉพาะในหลุมอุกาบาตที่เรายังไม่เคยสำรวจ"

พีระมิดใต้น้ำอนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย



อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย"
The Yonaguni Factor 

ณ บริเวณชายฝั่งของเกาะเล็กกระจ่อยร่อยในญี่ปุ่นนามว่า โยนากุนิ สิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายอนุสาวรีย์ยักษ์ได้จ่อมจมอยู่ใต้น้ำ มันเป็นวิหารหินขนาดมหึมาที่แม้ปัจจุบันหลายฝ่ายก็ยังถกเถียง และหาคำอธิบายที่ฟังขึ้นเกี่ยวกับมันไม่ได้

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือว่า อนุสาวรีย์แห่งโยรากุนินี้ เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือเกิดจากผลงานทางอารยธรรมของมนุษย์ ถ้าเป็นฝีมือมนุษย์ เทคโนโลยีขนาดไหนถึงจะรังสรรค์มันออกมาให้เกิดขึ้นได้ในรูปลักษณ์ที่โอ่อ่าอลังการเช่นนี้

หากเกิดจากธรรมชาติ คำอธิบายเกี่ยวกับเหลี่ยมมุมและแนวกำแพงที่ตรงแหนวแม่นยำราวกับเกิดจากการ วัดคำนวณของวิศวกรมือเอกนี่เล่า จะอธิบายอย่างไร?

บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ต่างพากันลงความเห็นว่าอนุสาวรีย์ยักษ์นี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อนุสาวรีย์หินที่โยนากุนิก็นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ

โดยเฉพาะในประเด็นของโบราณสถานใต้น้ำ แต่ก็นั่นล่ะครับ อายุอานามของอนุสาวรีย์แห่งนี้


เท่าที่คำนวณคร่าวๆแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่า น่าจะอยู่ในตอนปลายของยุคน้ำแข็ง ซึ่งมันก็หมื่นสองพันกว่าปีมาแล้ว บางท่านว่าน่าจะเก่ากว่านั้นด้วยซ้ำ

เอ...ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคใหม่เราย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นหรือครับ แถมถ้าเป็นอารยธรรมโบราณก่อนยุคน้ำแข็งจริง สิ่งก่อสร้างนั้นคือผลงานของอารยธรรมใดกัน?

สิ่งก่อสร้างมหึมาเหล่านั้นใครเป็นผู้สร้างมันเอาไว้ให้มีขนาดใหญ่โตเกิน เหตุ ในยุคโบร่ำโบราณที่อารยธรรมของมนุษย์ยังไม่ก่อกำเนิดแบบนี้

สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ดีสำหรับข้อถกเถียงในวงการโบราณคดีที่ว่า อารยธรรมโบราณก่อนหน้าที่มนุษย์จะรู้จักและยังคงเป็นตำนานอยู่นั้นมีจริง หรือไม่ เพราะจากหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน

อารยธรรมของมนุษย์ที่พอยอมรับได้ว่าเป็นอารยธรรมมันเริ่มก่อตัวขึ้นมาเมื่อ ประมาณ 6000 ปีก่อนนี้เท่านั้นเอง

แต่น่าประหลาดมากครับ อนุสาวรีย์ที่โยนากุนิ มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับอนุสรณ์สถานต่างๆในอเมริกาใต้เป็นอย่างมาก

บางคนถึงกับเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ปิระมิดใต้ทะเลแห่งเอเชีย" เลยทีเดียว

โบราณสถานแห่งนี้ อาจเป็นคำอธิบายที่ดี สำหรับอารยธรรมต่างๆในแถบอเมริกากลางและใต้ เช่น แอสเท็ค อินคา มายา นาซก้า ได้ว่า เหตุใดชนชาติเหล่านั้นจึงเจริญขึ้นอย่างไม่มีที่ไปที่มา และรังสรรค์งานสะท้านโลกออกมาให้มนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้พิศวงกันจนถึง ทุกวันนี้

ทฤษฎีที่เสนอแนะว่า บรรพบุรุษหรือผู้รอดตายจากแถบโยนากุนิ ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปสู่โลกใหม่นั้น สร้างความเกรียวกราวในวงการอยู่พอสมควร มีหลักฐานจากสิ่งก่อสร้างใต้น้ำมายืนยัน ว่ามันเป็นลักษณะและไสตล์ที่เหมือนกันราวกับแหล่งเดียว

ขอย้อนอดีตไปยังปี ค.ศ. 1985 ที่โยนากุนิ อันเป็นดินแดนที่อยู่ค่อนไปทางนะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ใกล้ๆกับหมู่เกาะริวกิว โยนากุนิเป็นสถานที่ที่เลื่องชื่อในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว

อาทิ เป็นที่อยู่ของตัวมอธพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวปะการังที่สวยงาม และธุรกิจสอนประดาน้ำกับการดำชมปะการังก็กำลังเฟื่องฟูในตอนนั้น แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายให้ความสนใจไปพักผ่อนกัน


นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว นักวิทยาศาสตร์และนักชีววิทยาทางทะเลจำนวนไม่น้อย ก็แห่กันไปที่นั่น เพื่อศึกษาพฤติกรรมของฉลามหัวฆ้อน อันมีอยู่อย่างชุกชมและถือเป็นแหล่งที่อยู่ของฉลามหัวฆ้อนแหล่งใหญ่อีกแหล่งของโลก

ท่ามกลางความคึกคักของแถบนี้ ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ไกลออกไปจากชายฝั่งไม่กี่อึดใจ โยนากุนิ
ได้ซ่อนเอาโบราณสถานใต้น้ำขนาดมหึมาเอาไว้โดยไม่มีใครทราบมาก่อน

บุคคลแรกที่ค้นพบโบราณสถานใต้น้ำแห่งโยนากุนิ เป็นนักประดาน้ำท้องถิ่นชื่อ คิฮาชิโระ อาระทาเกะ เขาเป็นครูสอนประดาน้ำ

รวมทั้งเจ้าของกิจการโรงแรมเล็กๆที่มีรายได้ไม่เลว เหมือนกัน จกาปากคำของอาระทาเกะ เขาพบโบราณสถานแห่งนี้ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1985

ในวันที่ลมสงบและทะเลไร้คลื่น ใช่แล้วครับ บรรยากาศแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง และดูเหมือนเป็นใจให้กับการประดาน้ำอย่างที่สุด

อาระทาเกะตัดสินใจที่จะไปดำน้ำสำรวจชายฝั่งด้วยความตั้งใจสองประการคือ หนึ่ง ดำไปตามกิจวัติประจำวันของเขา และสอง

สำรวจหาแหล่งประดาน้ำและแนวปะการังใหม่ เพื่อต้อนรับลูกค้าของเขานั่นเอง

สิ่งที่อาระทาเกะค้นพบนั้นมีลักษณะคล้ายกับวิหารครับ มีความยาวมากกว่า 300 ฟุต สูง 75 ฟุต และกว้าง 100 ฟุต นับว่าใหญ่โตเอาเรื่องเลยทีเดียว หลังจากว่ายน้ำวนเวียนสำรวจอยู่ครู่ใหญ่  อาระทาเกะก็ยิ่งทึ่งในโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้หนักเข้าไปอีก

มันมีเหลี่ยมคูที่เที่ยงตรงเหมาะเหม็ง การตัดเส้น แนวกำแพงที่ตรงแหน๋ว รวมทั้งบริเวณที่มีลักษณะคล้ายกับระเบียงวิหาร เขาเก็บภาพอีกชุดหนึ่ง แล้วจึงกลับขึ้นเรือของเขาเพื่อที่จะแจ้งข่าวใหญ่นี้ให้คนอื่นในญี่ปุ่นได้ ทราบกัน

อีกไม่กี่เดือนถัดมา นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี และผู้สนใจก็แห่กันมาที่โยนากุนิให้ควั่ก มีการตั้งไซต์ขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม โดยกระจายวงค้นหาไปทั่วบริเวณนับตั้งแต่ชายฝั่งของโอกินาวาไปจนถึงบริเวณ หมู่เกาะริวกิว


มีการค้นพบวิหารโบราณเพิ่มเติมจากเดิมเหมือนกันครับ บรรดานักสำรวจต่างก็งในความโอ่อ่าใหญ่โตของมัน แต่ก็ยังมีลักษณะแปลกๆของวิหารเหล่านี้อยู่ นั่นคือมันใหญ่โตเกินไปที่จะมาจากฝีมือของมนุษย์ หลายคนเสนอว่า

โบราณสถานเหล่านี้ไม่น่าจะใช่โบราณสถานอย่างที่คิด มันอาจจะเป็นผลงานของธรรมชาติอันเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ที่บังเอิญรูปร่างรูปทรงของมัน ดันมาคล้ายวิหารหรือโบราณสถานโบราณให้คนที่ได้พบเห็นแตกตื่นเล่นเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทีมงานสำรวจ Professor Masaaki Kimura แห่งมหาวิทยาลัยริวกิวได้ลงความเห็นว่า โบราณสถานเหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์มากกว่า

เขาเชื่อมโยงลักษณะของโบราณสถานเข้ากับบรรดาปราสาทหิน และสุสานโบราณบนหมู่เกาะน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง และชี้ว่ามันเป็นสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกันมาก

โถ.. แม้แต่หลักฐานที่หลงเหลือบนเกาะ ก็ยังไม่มีใครทราบเลยครับว่ามันมาจากไหน ต่อให้รู้ว่ามันมาจากแหล่งเดียวกัน คำตอบที่วงการวิทยาศาสตร์และโบราณคดีต้องการก็ยังไม่กระจ่างแจ้งอยู่ดีแหละ น่า
แม้ Professor Masaaki Kimura จะลงความเห็นว่า โบราณสถานแห่งโยนากุนิจะเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ แต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นในญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยกับเขาอย่างสิ้นเชิง

หลายกลุ่มเสนอแนวคิดว่า การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาทำให้โบราณสถานแห่งโยนากุนิมีรูปทรงดังกล่าว เช่นการเปลี่ยนแปลงหรือการกระเทาะของเปลือกโลก ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่ธรรมชาติจะรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์นี้ขึ้นมา ฉากมุม 90 องศาของโบราณสถานสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติพอๆกับการเกิดของคริสตัลที่ เหลี่ยมมุมพิศดารกว่านี้








Russell-McPherron เอฟเฟ็กต์ รอยแตกของสนามแม่เหล็กโลก

รอยแตกของสนามแม่เหล็กโลก
: 16.03.2019


ในช่วงดึกของวันที่ 16 มีนาคม2019
มีรอยร้าวเปิดขึ้นในสนามแม่เหล็กของโลก - มัน ไม่ใหญ่โตอะไร แต่ใหญ่พอที่จะก่อให้เกิดพายุ Geomagnetic ระดับ G1

สิ่งนี้เรียกว่า "Russell-McPherron เอฟเฟ็กต์" ตั้งชื่อตามนักวิจัยที่อธิบายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก รอยแตกนั้นถูกเปิดโดยลมสุริยะนั้นเอง สนามแม่เหล็กที่ชี้ไปทิศใต้อยู่ในลมสุริยะต่อต้านกันกับสนามแม่เหล็กที่ชี้ทิศเหนือของโลก ทั้งสองขั้ว, N กับ S, ได้อ่อนแรงลงบางส่วน, ทำให้การป้องกันของสนามแม่เหล็กของโลกลดลง การเกิดรอยแตก หรือการล่มของสนามแม่เหล็กโลกนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาตลอดทั้งปี อันที่จริงการศึกษา 75 ปีแสดงให้เห็นว่าเดือนมีนาคมเป็นเดือนที่มีการใช้งานทางธรณีวิทยามากที่สุดของปี
ให้ติดตามดูตามในเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ ค้นคำว่า "equinox cracks."

ภาพถ่าย.Markus Varik ได้เห็น auroras ที่เกิดขึ้นในTromsø, Norway

นาซ่าพบ “อุกกาบาต” ระเบิดเหนือน่านฟ้ารัสเซีย อานุภาพแรงกว่าปรมาณู 10 เท่า


เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2019 ศูนย์วิจัยขับเคลื่อนแรงดัน (JPL) ที่ทำงานขึ้นตรงกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า (NASA) ได้เผยถึงเรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ “อุกกาบาตลูกใหญ่” ที่ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลก ในช่วงเดือน ธันวาคม 2018 โดยพวกเขาตรวจพบการระเบิดอย่างรุนแรงในชั้นบรรยากาศเหนือประเทศรัสเซีย

จากข้อมูล ระบุว่า อุกกาบาตลูกนี้พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 32 กิโลเมตร/วินาที ก่อนจะระเบิดในชั้นบรรยากาศเหนือทะเลแบริงของรัสเซีย และปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 173 กิโลตัน ซึ่งมากกว่าแรงระเบิดปรมาณู “LittleBoy” ที่อเมริกาใช้โจมตีฮิโรชิมาของประเทศญี่ปุ่นถึง 10 เท่า เพราะลิตเติลบอยปล่อยพลังออกมาราว 15 กิโลตันเท่านั้น


โดยหน่วยงานที่พบเห็นการระเบิดของอุกกาบาตลูกนี้หน่วยงานแรกคือ ดาวเทียมฮิมาวาริของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบพวกเขาจึงแจ้งเรื่องต่อองค์การนาซ่าทันที

“อุกกาบาตลูกใหญ่ขนาดนี้จะมาเพียง 2-3 ลูกในทุก 100 ปี เท่านั้น” – ดร. ลินด์เลย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่แผกปกป้องโลกของนาซ่า กล่าว

แต่นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เคยมีอุกกาบาตตกมาเหนือน่านฟ้าของประเทศรัสเซีย เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี 2013 ได้มีอุกกาบาตลูกใหญ่ตกมายังเมือง “เชลยาบินสก์” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,200 คน อาคารที่อยู่อาศัยเสียหายจากแรงระเบิดกว่า 3,000 แห่ง โดยการระเบิดในครั้งนั้นปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 440 กิโลตัน เลยทีเดียว


Fact – นักธรณีฟิสิกส์เชื่อว่า เมื่อ 66 ล้านปีก่อน ได้มีอุกกาบาตลูกใหญ่พุ่งชนโลก จนเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตกว่า 3 ใน 4 บนโลกต้องสูญพันธุ์ เพราะแรงระเบิดมหาศาลเหล่านั้นทำให้เกิดเหตุการณ์ปะทุของภูเขาไฟทั้งบนบกและในน้ำ เหตุนี้จึงเกิดภัยพิบัติเป็นวงกว้างสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดจึงไม่มีทางรอดนอกจากต้องทำใจถูกล้างเผ่าพันธุ์

 
biz.