ตั้งแต่นั้นก็มีความคิดสองฝ่ายในเรื่อง ยูเอฟโอ คือผู้ที่เชื่อและผู้ที่คิดว่ามีบางสิ่งที่ประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้อยู่บนท้องฟ้าแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นยานอวกาศของต่างดาว สามสิบปีต่อมาเมื่อจานบินกลายมาเป็น UFO และ Ufology ซึ่งในสายตาของบางคนมันเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง มุมมองนี้ปรากฏในการอภิปรายของ เฮาส์ ออฟ ลอร์ดส์ แม้ว่านักพูดหลายคนชอบที่จะมีความคิดกลางๆ แต่การถกเถียงของผู้ที่เชื่อว่าก้าวไปข้างหน้าโดยลอร์ด แคลนคาร์ตั้นในการกล่าวถึงความคิดเห็นของเขา
เรื่องราวของเขามีความเป็นไปได้ที่จะคาดว่า มีอยู่จริงเพราะผู้ที่เห็นมันหลายคนเป็นคนธรรมดาที่ซื่อสัตย์ และหลายคนเป็นนักสังเกตการณ์ที่ได้รับการฝึกมาเช่นนักบินหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ควบคุมเรด้า และมีนักดาราศาสตร์อย่างน้อยแปดคน ยูเอฟโอ มาที่โลกในทุกรูปทรงและขนาด บางครั้งมันเหมือนซิการ์ บางครั้งมันก็มีรูปทรงเหมือนไข่, จาน , ลูกกลม, โดนัท, เสี้ยวจันทร์ และลูกอ๊อดของกบ หลายลำก็เปล่งแสงสว่างจ้าซึ่งมักจะเปลี่ยนสีและบางคราวก็เผาคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน
ที่น่าสนใจที่สุด เขาได้ยืนยันว่าเขาต้องเสนอตัวอย่างการพบเห็นที่น่าประทับใจซึ่งไม่อาจจะปัดมันทิ้งไปได้ ในปี 1954 เครื่อง BOAC Boeing Stratocruiser ชื่อว่า แคนทอรัส อยู่ในระหว่างการบินจากนิวยอร์คไปลอนดอน ได้พบกับวัตถุที่สว่างจ้าลำหนึ่งร่วมด้วยลำเล็ก ๆ อีกหกลำ เมื่อลูกเรือรายงานเรื่องนี้ไปยังหอบังคับการภาคพื้นดิน เครื่องบินรบก็ถูกส่งออกไปแต่วัตถุนั้นก็หายไปเมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ลูกเรือแปดคนเห็นเหตุการณ์นี้พร้อมผู้โดยสารอีกสิบสี่คน
ในอีกคราวมียูเอฟโอมาบินวนเวียนอยู่เป็นเวลา 14 วันใกล้กับฐานเก็บจรวดขีปนาวุธ รัฐมิชิแกน มอนตาน่า นอรธ์ ดาโกต้า และเมน เมื่อเครื่องบินโจมตีบินออกไปสำรวจมันก็ลดระดับแสงลงและหายไป ท้ายที่สุดลอร์ด แคลนคาร์ตั้นก็ได้เล่าเรื่องราวประหลาดของยานขนาดใหญ่ที่เตหะรานเมืองหลวงของอิหร่านในเช้าของเดือนกุมภาพันธ์ 1978 มีคนนับร้อยเห็นมัน เมื่อแฟนทอนเจ็ทจากกองกำลังทางอากาศของอิรักได้ออกไปสังเกตการณ์ ระบบเครื่องบินเจ็ทลำที่สองออกไปไล่ล่า แต่เมื่อมันเข้าใกล้กับยูเอฟโอ ก็ปรากฏ ยูเอฟโอ ลำเล็กออกมาจากลำแม่และมุ่งหน้าเข้าหาเครื่องบินรบของอิรัก นักบินพยายามที่จะปล่อยจรวดขีปนาวุธ AIM – 9 ออกไป แต่ก็ไม่มีเครื่องมือเครื่องไหนทำงาน ขณะที่นักบินดิ่งลงเพื่อหลบจากยูเอฟโอเล็ก มันก็กลับไปยัง “ยานแม่” และเครื่องมือของแฟนทอมเจ็ทก็ทำงานได้อีกครั้ง ในที่สุดมันก็เคลื่อนที่จากไป การพบเห็นที่คล้ายเช่นนี้ลอร์ด แคลนคาร์ตี้ได้รับรายงานจากพยานที่น่าเชื่อถือ รายงานนี้มาจากนิวซีแลนด์ในวันที่ 30-31 ธันวาคม 1978 เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่มีผู้ที่เห็นมันและพบเห็นร่องรอยของมันทางเรดาร์เท่านั้นแต่ยังมีฟิล์มที่ถ่ายมันมาด้วย UFO ที่ถ่ายเหนือโคนิสบรอฟ ยอร์คเชีย โดย สตีเฟน แพรทท์ ในวันที่ 28 มีนาคม 1966
เรื่องราวโดยย่อมีอยู่ว่า ในวันที่ 30 ธันวาคม 1978 ช่างภาพผู้หนึ่งโดยการนำนักข่าวโทรทัศน์ผู้หนึ่งชื่อ เควนติน ฟ็อกการ์ตี้ ได้ออกจากสนามบินเบลเฮมในเกาะใต้ประเทศนิวซีแลนด์ บินไปเวลลิงตั้น ในการบินครั้งนี้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ไปด้วย เนื่องจากสำนักงานในเมลเบิร์นได้ขอให้ฟ็อกการ์ตี้ไปทำการติดตามเรื่องของ ยูเอฟโอ ซึ่งมันตามรอยของเครื่องบินอีกลำลงไปตามชายฝั่งเป็นระยะทางถึง 19 กิโลเมตร เมื่อสองสามคืนที่แล้ว ราวๆ เที่ยงคืนพวกเขาก็พบกับแสงสว่างจ้าเหนือเมืองไคโคร่าทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ และเรดาร์ของเมืองเวลลิงตั้นก็ย้ำมาว่าพวกเขาพบกับเป้าหมายที่ไม่สามารถระบุได้ในบริเวณนั้น ขณะที่นักข่าวที่กำลังบันทึกคำอธิบายเหล่านั้น ช่างภาพก็จับภาพของแสงนั้นอย่างรวดเร็ว
ในระหว่างการเดินทางกลับ มีบางสิ่งที่น่าสังเกตเกิดขึ้นคือ วัตถุซึ่งส่องแสงนั้นช่างภาพได้บรรยายว่ามีแสงสว่างส่องออกมาจากฐานที่มีรูปโค้งโปร่งใสมันปรากฏอยู่ทางกราบขวาของเครื่องบิน เมื่อนักบินหันหัวไปทางวัตถุนั้นมันก็ยังคงรักษาระยะทางห่างจากเครื่องบิน และเมื่อนักบินเลี้ยวกลับสู่ทางบินปกติมันก็โฉบมาข้างหน้าเครื่องบิน แล้วไปทางซ้ายจากนั้นก็หายไปข้างใต้ของลำ อีกครั้งที่เรดาร์ภาคพื้นดินยืนยันว่ามีเป้าหมายอยู่ในบริเวณนั้น
ทันทีที่ฟิล์มถูกเผยแพร่ออกไปทางทีวีรอบโลก นักดาราศาสตร์ก็ออกมากชี้แจงถึงเรื่องนี้ บ้างก็ว่าที่ช่างภาพเห็นเป็นอุกกาบาต บ้างก็ว่าดาวเคราะห์เช่น ดาวพฤหัสและดาวศุกร์ และบ้างก็เสนอว่าสภาพบรรยากาศเป็นเหตุให้แสงจากกองเรือหาปลาของญี่ปุ่นที่อยู่ในบริเวณนั้นสะท้อนขึ้นสู่ท้องฟ้าในเวลานั้นพวกมันดูจะเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ แต่หลังจากตรวจสอบรายละเอียดของฟิล์มและของผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็ทำให้กรณีนี้เปิดกว้างอยู่นักฟิสิกส์ทางแสงของยูเอสนาวี ดร. บรู แม็คคาบี้ ได้พิจารณาคำอธิบายทั้งหมดแล้วแต่ไม่มีอันได้เสนอคำตอบที่ทำให้มั่นใจได้ เช่นในกรณีที่มีการอธิบายว่าเป็นดาวเคราะห์เขาก็แสดงให้เห็นว่าดาวศุกร์ไม่ได้ปรากฏตัวในวันที่มีการพบเห็นและแสงของดาวเคราะห์อื่นก็ไม่ได้สว่างพอและมันก็อยู่ผิดตำแหน่งด้วย เช่นเดียวกับกองเรือหาปลาของญี่ปุ่นก็อยู่ไกลเกินกว่าที่แสงไฟจะส่องไปถึงฟ็อกการ์ตี้และเพื่อนร่วมงานของเขา
ดร. เจ อัลแลน ไฮเน็ค นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้คิดค้นการจัดประเภทของการพบเห็น คือการพบชนิดที่หนึ่ง สอง และสาม การพบเห็นชนิดที่สามเป็นการพบกันธรรมดากับมนุษย์ต่างดาวเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด แต่ก็มีการรายงานเข้ามาน้อยมากและถ้ามีการรายงานเข้ามาก็มักจะมีข้อโต้แย้งที่ดุเดือด ยูเอฟโอ ของนิวซีแลนด์เป็นประเภทหนึ่งเพราะไฮเน็คเรียกมันว่า “เป็นประสบการณ์ที่ใกล้ตัวโดยไม่เกิดผลกระทบที่มีรูปร่าง" ในการสังเกตการณ์และในเหตุการณ์ที่ธรรมดาที่สุด
แต่ผู้ที่สนับสนุน ยูเอฟโอ สามารถหาตัวอย่างของประเภทที่สองมาได้มากมาย ซึ่งตามคำกล่าวของไฮเน็คมันแสดง “ผลทางกายภาพบนพื้นดินและบนวัตถุที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต” เช่นในเรื่องหนึ่งบริเวณทะเลสาบบอสเซท รัฐวอชิงตัน ได้รับชื่อเสียงเล็กน้อย UFO ในฟิล์มหนังเหนือไคโคร่าในเขตตะวันออกของเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่ง ส่องแสงสีขาวสว่างไสว
คืนหนึ่งในเดือนเมษายน 1965 มิสซิสแนนซี่ ฮาเวส และลูกชายของเธอฟิลิปและคลิฟฟ์ กำลังนอนอยู่ในบ้านที่ห่างจากตัวเมืองมอสเซส เลคไม่กี่ไมล์ สามีของมิสซิสฮาเวสเดินทางไปทำธุรกิจที่แคนาดา ในตอนตีสองครึ่งเธอรู้สึกตกใจกลัวเมื่อได้ยินเสียงเหมือนกระดิ่งบางแห่งเหนือหัวของเธอ และเสียงของความวุ่นวายที่ดังสนั่นนอกบ้านจากสุนัขและม้าของเธอซึ่งอยู่ในทุ่งข้างๆ กัน บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยแสงจ้าประหลาดๆ ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธออธิบายไม่ถูก แนนซี่ ฮาเวส ไม่ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเพียงแต่ไปตรวจดูว่าเด็ก ๆ ยังนอนหลับกันอยู่ก่อนที่จะกลับเข้านอน
เช้าวันต่อมาลูกของเพื่อนบ้านคนหนึ่งมาเล่นกับลูกชายของฮาเวส พวกเขาชอบไปเล่นกันที่ทุ่งเลี้ยงม้า ที่ที่พวกเขาจะได้ขุดหาหัวลูกธนูที่ทำตกไว้ตั้งแต่ยุคอินเดียน อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาไปที่ทุ่งนั้นแล้ว ความคิดที่จะหาหัวธนูก็ถูกทิ้งไปเพราะบนพื้นมีรอยเท้ายักษ์เดินห่างออกมา 46 เมตร จากรอยรูปชามบนพื้นดินก่อนที่จะเดินกลับอีกครั้ง และมีร่องรอยที่ดูราวกับเกิดจากโต๊ะสามขา แม้ว่าพื้นดินจะแข็ง รอยเท้าก็จมลึกลงไปหลายนิ้วในดิน เมื่อเด็กวัดขนาดของมันดูก็พบว่ามันยาว 56 เซนติเมตร และส่วนที่มิสซิสฮาเวสเรียกว่า “ตำแหน่งของเขา” มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 46 เซนติเมตร มีระยะห่างของก้าว 1.8 เมตร ในตอน “ออกเดินทาง” และ "3 เมตรในตอนกลับ” ด้วยความงุนงง มิสซิสฮาเวสก็โทรเรียกตำรวจของท้องที่แต่ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายถึงรอยบนพื้น หรือเสียงกระดิ่ง (มิสซิสฮาเวสรู้แล้วว่ามันไม่ใช่เกิดจากเสียงนาฬิกาปลุกของเธอ) หรืออาการดุร้ายของม้ากลางดึก หรือแสงประหลาดที่ส่องเข้ามาในบ้าน
เจ้าหน้าที่อีกทีมหนึ่งจากฐานกำลังทางอากาศลาเซนก็ถูกเรียกตัวมา แต่ก็งงงันกับคำบอกเล่าของมิสซิสฮาเวส ที่น่าสนใจมากขึ้นอีกคือประสบการณ์ที่เลวร้ายของคนงานป่าไม้ขององค์กรพัฒนาลิฟวิงสตันในสก๊อตแลนด์ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1979 เวลาสิบโมงเช้า บ๊อบ เทย์เลอร์ได้ออกสำรวจป่านอกเมือง เมื่อเขาเดินไปถึงมุมหนึ่งของป่าเขาก็ตกตลึงตัวแข็งที่มองเห็นกรวยโลหะขนาดใหญ่อย่างชัดเจน บ๊อบ เทย์เลอร์กล่าวว่า “ผมเพิ่งจะเลี้ยวที่มุมและผมรู้สึกงงงันที่เห็นยานพาหนะลำนั้นจอดอยู่ที่นั่น ผมถูกตรึงอยู่กับที่ ดูเหมือนส่วนยอดที่หมุนมีขนาดใหญ่โตสูง 6 เมตรและกว้างมากเท่ากับความสูงโดยมีขอบที่นูนขนาดใหญ่โตรอบๆ มัน มีก้านหนึ่งติดอยู่นอกรอยนูนนี่ กับสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นใบมีดอยู่ที่ปลายด้านและหน้าต่างหลังใบมีดนั่นมีลักษณะเหมือนโดม” ภาพจําลองเหตุการณ์ของ บ๊อบ เทย์เลอร์
ทันใดนั้น บอลสองลูกที่มีเหล็กแหลมยาวก็พุ่งตรงมาที่เขาจากตัวยานเขาหน้ามืดหมดสติ และเมื่อเขารู้สึกตัวเขาก็ไม่รู้ว่ามันผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ขากางเกงของเขาถูกฉีกและเขารู้สึกปวดหัวมาก เขารู้สึก “พลังงานเหือดแห้ง” แต่ในที่สุดก็ตะเกียกตะกายกลับบ้านโดยทิ้งรถแวนของเขาไว้ที่ริมถนน ขากางเกงของเขาถูกฉีกในลักษณะประหลาด โดยฉีกเป็นรอยยาวขึ้นไปตามเส้นใยที่แข็งแรง สะโพกของเขาถูกข่วนและในปากก็มีรสไม่สู้ดี คล้ายกับกลิ่นที่เขาจำได้ก่อนที่จะหมดสติไปตำรวจถูกเรียกมาอีกหน และพวกเขาก็ถ่ายรูปวงแหวนเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เมตร ของ “หลุมแหลม” ตัวหลุมเองลึก 10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8.89 เซนติเมตร แต่ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือบ๊อบ เทย์เลอร์ผู้ที่ทำงานที่นี่มานานถึง 16 ปี ก็ไม่สามารถแก้ปริศนานี้ได้
เนื่องจากจำนวนรายงานของยูเอฟโอเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มีบางคนเชื่อว่ายูเอฟโอเป็นยานจากนอกโลกที่มาสอดแนมโลก จึงมีการใช้จ่ายในการสืบสวนเรื่องนี้ ในช่วงแรกหลังจากการรอบเห็นของเคนเน็ธ อาร์โนลด์ กองกำลังทางอากาศของอเมริกาก็เริ่มการค้นหาว่ามียูเอฟโออยู่จริงหรือไม่เป็นครั้งแรก นั่นคือ “Project Sign” ซึ่งเปลี่ยนมาเป็น “Project Blue Book” ในปี 1949 และในที่สุดก็เป็น Condon Committe ในปี 1969 ขณะที่คณะกรรมการทั้งหมดนี้ไม่สามารถที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ พวกเขาก็ไม่อาจที่จะยืนยันว่ามียานจากมนุษย์ต่างดาวอยู่จริง
ในปัจจุบันนี้ ทางรัฐบาลของฝรั่งเศสได้ตั้งทีมนักสืบสวนทีมเล็กๆ ขึ้นเป็นที่รู้จักกันในนาม Gepen ในตูลูส และมีองค์การของเอกชนอย่างน้อยหนึ่งองค์การชื่อว่า Project Starlight International ของออสติน รัฐเท็กซัส ในการติดตามรายงานของยูเอฟโอด้วยเครื่องมือที่สลับซับซ้อนในแคลิฟอร์เนีย ครูผู้หนึ่งทำการสอนคอร์สพิเศษในสิ่งที่ควรจะทำเมื่อพบกับมนุษย์ต่างดาว และในฝรั่งเศส สนามบินพิเศษได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างดาวก่อนที่จะถูกปิดไปหลังจากเปิดมาหลายปีเพราะขาดการสนับสนุนทางธุรกิจ ภาพตามคําบอกเล่าของบ๊อบ เทย์เลอร์
ภาพจาก uforth.com
ภาพจาก ufocasebook.com
ติดตามต่อตอนที่ 4




