เผยแล้ว "หลุมดำ" เห็นของจริงครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก



ทีมนักวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ภาพหลุมดำที่ถ่ายภาพจริงได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเป็นภาพหลุมดำจากกาแล็คซี่ M87. และมีขนาดใหญ่กว่าโลกสามล้านเท้า ซึ่งในการบันทึกภาพครั้งนี้ บันทึกโดยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ 8 แห่งทั่วโลก ที่เรียกว่า Event Horizon Telescope หรือ EHT โดยวงแหวนสีส้มที่เห็นคือก๊าซที่มีความร้อนมหาศาล ส่วนสีดำตรงกลางคือ "หลุมดำ" 

ภาพหลุมดำที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพจากการทำขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิค ครั้งนี้จึงเป็นการเผยแพร่ภาพจริงของหลุมดำครั้งแรกในประวัติศาสตร์



หลุมดำคืออะไร 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้อธิบายไว้ว่า คือสถานที่ในอวกาศซึ่งมีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้แต่แสงยังไม่สามารถออกไป ซึ่งทำให้ไม่สามารถมองเห็นหลุมดำ ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีอุปกรณ์พิเศษ จึงจะสามารถช่วยค้นหาหลุมดำได้

หลุมดำสามารถมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ได้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าหลุมดำที่มีขนาดเล็กที่สุดมีขนาดเล็กเท่าหนึ่งอะตอม หลุมดำเหล่านี้มีขนาดเล็กมากแต่มีมวลเท่าภูเขาที่มีขนาดใหญ่ อีกหนึ่งชนิดของหลุมดำเรียกว่า สเตลลาร์ (stellar) มีมวลเป็น 20 เท่ามากกว่ามวลของดวงอาทิตย์ อาจมีหลาย stellar ในทางช้างเผือก

หลุมดำที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ซูเปอร์แมสซีฟ (supermassive) หลุมดำเหล่านี้มีมวลมากกว่าหนึ่งล้านดวงอาทิตย์รวมกัน นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานว่าทุกๆ ทางช้างเผือกขนาดใหญ่จะมีหลุมดำชนิด supermasive อยู่ตรงกลาง เรียกหลุมดำนี้ว่า ซาจิททาเรียส เอ (Sagittarius A) มีมวลเท่ากับประมาณสี่ล้านดวงอาทิตย์และจะสามารถเข้าไปอยู่ข้างในลูกบอลขนาดใหญ่มากพอดี ซึ่งสามารถบรรจุสองสามล้านโลกภายใน

จับภาพไอพ่นอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก


ภาพจากฝีมือศิลปินขยายให้เห็นไอพ่นพลังงานสูงจากหลุมดำ ซึ่งปรากฏเป็นจุดสว่างในภาพคู่ดาราจักร (มุมซ้ายล่าง)ที่บันทึกไว้ได้

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุและกล้องโทรทรรศน์รังสีอินฟราเรดติดตามศึกษาปรากฏการณ์ที่หลุมดำมวลยิ่งยวดฉีกทำลายดาวฤกษ์ที่ผ่านเข้าใกล้ รวมทั้งสามารถบันทึกภาพไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงที่ถูกปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้นได้เป็นครั้งแรกด้วย

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Science โดยระบุว่าที่ใจกลางคู่กาแล็กซี Arp 299 ซึ่งเป็นดาราจักรสองแห่งที่กำลังชนและรวมตัวเข้าด้วยกันอย่างช้า ๆ ในห้วงอวกาศห่างจากโลก 150 ล้านปีแสง มีหลุมดำมวลยิ่งยวดซึ่งมีมวลเป็น 20 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ กำลังฉีกทำลายและกลืนกินดาวฤกษ์ดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 2 เท่า

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Tidal Disruption Event (TDE) จะเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์โคจรเข้าใกล้บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำมากพอ จนแรงไทดัลมหาศาลของหลุมดำฉีกทำลายดาวฤกษ์นั้น

มวลสารของดาวฤกษ์เคราะห์ร้ายจะถูกดูดออกไปก่อตัวเป็นจานสะสมฝุ่นและก๊าซที่หมุนรอบหลุมดำ ทั้งยังมีการปลดปล่อยรังสีเอกซ์และไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงซึ่งมีความเร็วใกล้กับความเร็วแสงออกมาอีกด้วย ทำให้หลุมดำที่ปกติจะนิ่งเฉยและมืดสนิทมาเป็นเวลานานมีความเคลื่อนไหวปรากฎขึ้น

ภาพของคู่ดาราจักร Arp 299 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา

ที่ผ่านมามีการตรวจจับปรากฏการณ์ TDE ได้น้อยมาก และไม่สามารถใช้กล้องโทรทรรศน์บันทึกภาพได้โดยตรงเนื่องจากกลุ่มหมอกและฝุ่นละอองในดาราจักรบดบังอยู่

แต่ในครั้งนี้ นักดาราศาสตร์ใช้วิธีติดตามเก็บข้อมูลการแผ่คลื่นวิทยุและรังสีอินฟราเรดจากบริเวณแหล่งกำเนิดปรากฏการณ์ดังกล่าวติดต่อกันนานกว่าสิบปี ซึ่งในที่สุดสามารถชี้ตำแหน่งของปรากฏการณ์ TDE ในคู่ดาราจักร Arp 299 และบันทึกภาพแสงสว่างของไอพ่นอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุหลายแห่งบนโลก และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ขององค์การนาซา

การค้นพบในครั้งนี้ จะช่วยปูทางไปสู่การพัฒนาวิธีมองหาและตรวจจับปรากฏการณ์ TDE ซึ่งอาจเกิดขึ้นในจักรวาลบ่อยครั้งกว่าที่คาด ทั้งยังช่วยแยกแยะปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากซูเปอร์โนวาได้ง่ายขึ้น โดยก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เคยเข้าใจผิดว่าปรากฏการณ์ TDE ในคู่ดาราจักร Arp 299 คือซูเปอร์โนวามาแล้ว

ที่มา : ฺBBC 18 มิถุนายน 2018

กาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง


กาแล็กซีทางช้างเผือกกำลังกลืนกินดาราจักรแคระอยู่ ทำให้เกิด "สายธารของกลุ่มดาวฤกษ์" ที่ถูกดึงดูดเข้ามาก่อตัวเป็นวงแหวนล้อมอยู่ถึง 3 สาย

นับแต่กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 1.35 หมื่นล้านปีก่อน ดาราจักรที่ถือเป็นบ้านของเราได้กลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเข้าไปแล้วอย่างน้อย 15 แห่ง

รายงานวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่าหลักฐานที่พบใหม่ในกระจุกดาวทรงกลม (Globular cluster) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก ช่วยบ่งบอกถึงพฤติกรรมกลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้

มีการศึกษาถึงอายุของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้ รวมทั้งชนิดและปริมาณของโลหะหนักที่มีอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมขนาดใหญ่ 61 แห่ง ทำให้ทราบถึงที่มาของพวกมัน ซึ่งน่าจะเป็นมวลสารจากดาราจักรอื่น ๆ ที่ถูกดูดกลืนเข้ามาเมื่อกว่าหมื่นล้านปีมาแล้ว

ดร. ดีเดอริก กราจ์เซน ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ดังกล่าวบอกว่า องค์ประกอบของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้อุดมไปด้วยโลหะและก่อตัวขึ้นเมื่อกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีอายุน้อย แสดงว่าดาราจักรของเราได้กลืนกินดาราจักรที่มีขนาดใหญ่กว่าเข้าไปแล้วราว 12 แห่ง ในช่วงก่อกำเนิดจนถึง 1.2 หมื่นล้านปีแรก

ทีมนักดาราศาสตร์ยังได้ตรวจพบกระจุกดาวทรงกลมขนาดเล็กที่มีโลหะปะปนอยู่น้อยหลายแห่ง ซึ่งแสดงว่าในช่วงเวลาราวหนึ่งพันล้านปีมานี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกได้กลืนกินดาราจักรเพื่อนบ้านเข้าไปอีก 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงดาราจักรแคระแห่งหนึ่งที่กำลังถูกกลืนกินอยู่ในขณะนี้ด้วย

ทั้งนี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นดาราจักรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มของดาราจักรท้องถิ่น (Local group) ซึ่งมีดาราจักรอื่น ๆ ราว 60 แห่งอยู่โดยรอบ ดาราจักรแคระอย่างเมฆแมเจลแลนใหญ่และเมฆแมเจลแลนเล็ก ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 แสนปีแสง อาจถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกกลืนกินได้ในอนาคต

21 มิถุนายน 2018

หลุมดำใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดี กำลังเคลื่อนตัวไปรอบใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก



หลุมดำนั้นเป็นวัตถุอวกาศที่ลึกลับ เราไม่อาจจะมองเห็นหรือตรวจจับตำแหน่งของหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่ง ไม่ได้กลืนกินดวงดาวต่าง ๆ อยู่ หรือชนปะทะเข้ากับหลุมดำอื่นจนมีการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุมดำที่มีมวลปานกลางระหว่าง 100 - 100,000 เท่าของดวงอาทิตย์นั้น จนบัดนี้นักดาราศาสตร์ก็ยังค้นหาไม่พบ

แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยจากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น (NAOJ) ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของกลุ่มเมฆโมเลกุลบริเวณใกล้ศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งชี้ว่าอาจมีหลุมดำขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีและมีมวลราว 32,000 เท่าของดวงอาทิตย์ กำลังเคลื่อนตัวไปโดยรอบบริเวณดังกล่าวอย่างไร้ทิศทาง เหมือนคนพเนจรร่อนเร่

รายงานการวิจัยที่เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่านักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ ALMA ในประเทศชิลีมาทำการวิเคราะห์ โดยพบว่ากลุ่มเมฆที่หนาแน่นและมีความเร็วสูงบริเวณห่างจากใจกลางดาราจักรของเราไป 20 ปีแสง มีรูปร่างและการเคลื่อนตัวในลักษณะที่โคจรวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น ซึ่งวัตถุดังกล่าวน่าจะมีมวลมหาศาลด้วย

ทีมนักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกวัตถุที่มองไม่เห็นดังกล่าวว่า HCN-0.009-0.004 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าวัตถุนี้คือหลุมดำมวลปานกลางที่แวดวงดาราศาสตร์เฝ้าค้นหามาโดยตลอด

ดร. ชุนยะ ทาเคกาวะ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของ NAOJ บอกว่าลักษณะการเคลื่อนที่และการแผ่ขยายตัวของกลุ่มเมฆโมเลกุลที่พบ แตกต่างไปจากเมฆชนิดนี้ตามปกติซึ่งมักจะเกิดจากการชนกันระหว่างกลุ่มเมฆฝุ่นซูเปอร์โนวา

การค้นพบในครั้งนี้นอกจากจะเป็นหลักฐานชี้ถึงการมีอยู่ของหลุมดำมวลปานกลางแล้ว ยังช่วยเผยถึงวิธีการที่สามารถใช้ตรวจหาตำแหน่งหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่งอยู่ได้อีกด้วย โดยทีมผู้วิจัยแนะให้มองหาการเกิดประจุไฟฟ้าของก๊าซในกลุ่มเมฆที่กำลังหมุนวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น เพราะอาจเป็นร่องรอยที่ชี้ว่าตำแหน่งดังกล่าวมีหลุมดำอยู่ ซึ่งหลุมดำนี้เพิ่งจะดูดกลืนบางสิ่งลงไปก่อนหน้านั้นและทิ้งประจุไฟฟ้าบางส่วนเอาไว้

ที่มา : BBC 23/01/2019

ปักหมุด 10 เม.ย. มาร่วมลุ้นพร้อมกันทั้งโลก “ภาพถ่ายหลุมดำ” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!



สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page แจ้งให้จับตาเหตุการณ์สำคัญในอวกาศที่จะเกิดในสัปดาห์หน้า โดยระบุ “ESO เตรียมแถลงข่าวสำคัญเกี่ยวกับหลุมดำในใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก #ฤาเราจะได้เห็นหลุมดำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์!!

สัปดาห์หน้า วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 20:00 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศไทย องค์การแห่งยุโรปเพื่อการวิจัยทางดาราศาสตร์ในท้องฟ้าซีกใต้ (ESO) จะแถลงข่าวเกี่ยวกับผลการศึกษาล่าสุดจากโครงการกล้องโทรทรรศน์ EHT

EHT (Event Horizon Telescope) คือ โครงการศึกษาหลุมดำโดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุในช่วงความถี่สูงตั้งแต่ 230 GHz ขึ้นไป ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุตัวอื่นจากทั่วโลก โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า VLBI (Very Long Baseline Interferometry) ทำให้ได้ความละเอียดของภาพเทียบเท่ากับกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีขนาดหน้าจานใหญ่เท่ากับโลกทั้งใบ

“หรือจะเป็นภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ?!!”

เนื้อหาที่จะแถลงข่าวนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาชัดเจน แต่ ESO อ้างว่าจะเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่สำคัญจากกล้อง EHT ซึ่งจะเป็นการค้นพบอะไร สามารถติดตามได้ที่
https://www.eso.org/public/
https://www.youtube.com/watch?reload=9&v=Dr20f19czeE
https://www.facebook.com/ESOAstronomy/

อ้างอิง : https://www.eso.org/public/announcements/ann19018/?lang"

(ภาพข้างต้น : ภาพจำลองหลุมดำจากคอมพิวเตอร์)

พบคลื่นปริศนาจากอวกาศ นักวิทย์ฯ สุดตื่นเต้น หรือจะเป็นสัญญาณจากเอเลี่ยน?



นักวิทยาศาสตร์พบคลื่นวิทยุปริศนาจากอวกาศไกลโพ้น ไกล 1.5 พันล้านปีแสง เผยจับสัญญาณได้หลายครั้งติดต่อกัน และพบบ่อยขึ้น เชื่ออาจมาจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 เว็บไซต์ไลฟ์ไซแอนส์ รายงานข้อมูลอ้างอิงจากบทความทางวิทยาศาสตร์ของนิตยสาร เนเจอร์ (Nature) ที่เพิ่งถูกเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำหอสังเกตการณ์ซีเอชไอเอ็มอี หรือไชม์ (CHIME-Canadian Hydrogen Intensity Mapping Experiment) ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันออกของประเทศแคนาดา พบว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุของหน่วยงานสามารถตรวจจับคลื่นเอฟอาร์บี (FRBs - Fast Radio Bursts) จากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นได้ถึง 13 ครั้ง โดยคลื่นชนิดนี้คือคำเรียกการระเบิดหรือการแผ่คลื่นวิทยุที่เข้มข้นและทรงพลังมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างความตื่นเต้นอย่างมากแก่วงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่อยู่ห่างไกล

คลื่นวิทยุปริศนานี้ถูกตรวจจับได้เป็นครั้งแรกในปี 2551 และพบมาแล้วแค่เพียง 60 ครั้งเท่านั้น แต่ในช่วงหลัง ๆ คลื่นวิทยุชนิดนี้ได้ถูกตรวจพบมากขึ้นกว่าเดิม โดยในการตรวจพบ 13 ครั้งล่าสุดนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำหอสังเกตการณ์ไชม์ พบว่า การระเบิดของคลื่นเอฟอาร์บี 7 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่ 400 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบมา และในการตรวจจับคลื่น 13 ครั้งล่าสุด พบว่า 6 ครั้งในจำนวนนี้ เป็นการระเบิดหรือลุกวาบในระยะเวลาอันสั้น ติดต่อกัน 6 ครั้ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะการแผ่คลื่นแบบหลายครั้งติดต่อกันแบบนี้ แทบไม่เคยพบมาก่อน และครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ตรวจจับได้


ข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นวิทยุเอฟอาร์บีนั้นค่อนข้างจำกัด และยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดมากนัก นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยการกำเนิดของคลื่นวิทยุปริศนานี้เอาไว้หลายประเด็น และมันก็อาจมาจากหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงอวกาศ อาทิ ซูเปอร์โนวา การปล่อยคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุของดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกล หลุมดำ เนบิวลาหรือเทห์ฟากฟ้าอื่น ๆ ในกาแล็กซีอันไกลโพ้น 

แม้ว่าในช่วงหลัง การแผ่คลื่นเอฟอาร์บีจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิม แต่เทคโนโลยีบนโลกยังไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับมันได้อย่างถ่องแท้ และย่านความถี่ต่ำที่สุดที่กล้องวิทยุโทรทรรศน์ของหอสังเกตการณ์ไชม์จับได้คือ 400 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้นหมายความว่ามันอาจมีคลื่นความถี่ที่ต่ำกว่านี้อีก

แต่อย่างไรก็ตาม การค้นพบครั้งนี้ก็สามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์ก้าวไปอีกขั้นในการไขปริศนานี้ เพราะเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการตรวจจับคลื่นครั้งหลัง ๆ พบว่ามันมาจากจุดที่ห่างไกลจากโลกประมาณ 1.5 พันล้านปีแสง และมันเกิดขึ้นติดต่อกันที่จุดนี้ซ้ำ ๆ หลายครั้ง รวมทั้งการแผ่คลื่น 6 ครั้งล่าสุดที่พบว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงตัดทฤษฎีเรื่องซูเปอร์โนวา หรือการระเบิดของดาวฤกษ์ออกไป เพราะปรากฏการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในจุดเดียว ดาวฤกษ์ดวงเดียวที่หมดอายุขัยจะสามารถระเบิดแล้วระเบิดอีกอยู่ในจุดเดิมได้ ดังนั้นคลื่นวิทยุเอฟอาร์บีจะต้องเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์อื่น

อีกทฤษฎีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจอย่างมากก็คือ ต้นเหตุของคลื่นวิทยุนี้อาจเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นจากต่างดาว และอาจเป็นคลื่นจากยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ หรือมันอาจจะเป็นการส่งสัญญาณทักทายจากเพื่อนร่วมเอกภพที่เรายังไม่เคยค้นพบ และไม่รู้ว่าอาจจะมีอยู่จริง แม้ว่าทฤษฎีเรื่องมนุษย์ต่างดาวนี้จะฟังดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะจักรวาลนอกโลกนั้นกว้างใหญ่มาก ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ยังไม่พบเจอ และคลื่นวิทยุนี้ อาจเป็นกุญแจที่นำไปสู่การไขปริศนาบางอย่างในจักรวาลก็เป็นได้

 
biz.