แอ่งยักษ์ใต้ทะเลสู่ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า”



นักวิจัยค้นพบแอ่งยักษ์ใต้ทะเล ที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาเรื่องลี้ลับ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า” !!?

หรือในที่สุดแล้ว ความลับของสถานที่แห่งนี้จะถูกเปิดเผยกันซะที!!? สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า หนึ่งในสถานที่ลี้ลับของโลกที่มีการสูญหายของทั้งเรือและเครื่องบินในบริเวณนี้อยู่เป็นประจำ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ก็ตรวจพบว่าบริเวณนี้มีแอ่งขนาดยักษ์ใต้ทะเลอยู่หลายแห่ง ซึ่งคือเหตุผลของเรื่องนี้ล่ะ!!

สำนักข่าว DailyMail ประเทศอังกฤษได้รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พบแอ่งขนาดยักษ์ใต้ทะเล Barents มีความกว้างอยู่ราวๆ 0.8 กิโลเมตร และลึกลงไปราวๆ 46 เมตรด้วยกัน ทำให้เกิดการสะสมของก๊าซมีเทนที่รั่วออกมาจากใต้พิภพจนระเบิดและทำให้ทะเลแถบนั้นปั่นป่วนนั่นเอง


ทีมนักวิทยาศาสตร์แห่ง Arctic University of Norway ได้ออกมากล่าวเพิ่มเติมด้วยเช่นกันว่า ในแถบนี้มีแอ่งขนาดยักษ์อยู่หลายแห่ง ซึ่งก่อให้เกิดการระเบิดของก๊าซในปริมาณมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นแหล่งขุมพลังก๊าซมีเทนตื้นใต้ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรอาร์กติกเลยทีเดียว!!! และแน่นอนว่าด้วยก๊าซที่ระเบิดใต้ทะเลในระดับตื้นๆ อย่างรุนแรงนั้นทำให้อันตรายต่อการเดินทางโดยเรือมาก

สำหรับการค้นพบเหล่าบรรดาแอ่งขนาดยักษ์ใต้สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านี้ นำไปสู่การเชื่อมโยงในเรื่องของเรือเดินสมุทรหลายๆ ลำที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งมีความเป็นไปได้มากจริงๆ

หรือว่านี่จะคือเหตุผลที่แท้จริงที่เรือหลายๆ ลำได้มาสูญหายบริเวณนี้กันแน่…หลักๆ แล้วคงไม่ใช่เอเลี่ยนแอบมาลักพาตัวอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ

สุดอึ้ง! “นาซา” เปิดเผยเทปบันทึกเก่าแก่ นักบินอวกาศได้ยินเสียงดนตรีจากดวงจันทร์!



นักบินอวกาศของยานอะพอลโล 10 ซึ่งเป็นโครงการนำร่องสำรวจดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11 ได้เดินทางสำรวจรอบดวงจันทร์ แล้วจู่ๆนักบินอวกาศก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดคล้ายคลึงกับเสียงดนตรีจากคลื่นสัญญาณวิทยุผ่านเข้ามาในหูฟังของพวกเขา

เว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์สุดประหลาดดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1969 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 2 เดือน ก่อนที่ยานอะพอลโล 11 จะลงจอดบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อนักบินของยานอะพอลโล 10 เดินทางเข้าสู่วิถีวงโคจรของดวงจันทร์ และโคจรข้ามไปอยู่ด้านที่ไกลจากฝั่งโลกเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง โดยที่ทางโลกไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยินพวกเขา โดยภารกิจทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยดี

กว่า 4 ทศวรรษผ่านไป ได้มีการค้นพบเทปบันทึกเสียงที่สูญหาย ซึ่งเปิดเผยสิ่งแปลกประหลาดโดยนักบินอวกาศทั้ง 3 คน ที่บินสำรวจรอบดวงจันทร์ด้วยยานอะพอลโล 10 บริเวณฝั่งไกลจากโลก

ในซีรีส์รายการทางวิทยาศาสตร์ของนาซา “NASA′s Unexplained Files” กล่าวว่าเทปบันทึกเสียงนั้น ได้บันทึกเสียงดนตรีอันแปลกประหลาดที่ดูเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย

ในการบันทึกนั้น มีเสียงบทสนทนาของนักบินอวกาศทั้ง 3 ที่กำลังรู้สึกประหลาดใจและไม่เชื่อว่าจะได้ยินเสียงดนตรีนี้ เพราะขณะนั้นพวกเขาอยู่ห่างไกลจากการติดต่อสื่อสารกับโลก เสียงดนตรีนี้กินเวลาเกือบชั่วโมง จนกระทั่งนักบินทั้งสามติดต่อกลับมายังโลกได้ในที่สุด




เทปบันทึกเสียงนี้ถูกเก็บเป็นความลับในบันทึกเอกสารของนาซาจนกระทั่งในปี2008ได้มีการนำเทปบันทึกเสียงกลับมาอภิปรายถึงที่มาที่ไปของเสียงดนตรีอันแปลกประหลาดที่ถูกบันทึกได้ในปี 1969 นี้

‘นักล่าเอเลียน’ แฉ “นาซา” จงใจปิดบังความลับเอเลี่ยนใต้ดินบนดาวอังคาร!



‘นักล่าเอเลียน’ แฉ “นาซา” จงใจปิดบังความลับที่ เอเลี่ยนสร้างบ้านบนดาวอังคาร ซึ่งมีพื้นที่ลึกลงไปใต้ดินใช้หลบซ่อนไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นมารุกราน

‘มิร์เรอร์’ เผยแพร่เรื่องราว แซนดรา เอลีนา แอนเดรด หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญทางด้านสิ่งมีชีวิตนอกโลก พร้อมทั้งแสดงภาพบนดาวอังคาร ชี้ให้เห็นถึงสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร รวมทั้งดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่มีอารยธรรมในการสร้างที่อยู่อาศัย ลึกลงไปใต้พื้นผิวดาวอังคาร เพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว



จากการใช้ภาพถ่ายของกูเกิล เอิร์ธชี้ให้เห็นถึงวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งปลูกสร้าง ที่มีความซับซ้อนพร้อมทั้งตีความว่ามันคือ ‘บ้านของเอเลียน’ ตั้งกระจัดกระจายหลายแห่ง

พร้อมกันนี้ สมาชิกของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก อ้างว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์ในองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ทราบเรื่องเหล่านี้ดี แต่พยายามปกปิดความลับเรื่อง ‘บ้านของเอเลียน’ ไม่ให้โลกรับรู้ จึงซ่อนสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ ด้วยการใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อป

อย่างไรก็ตาม ‘ดาห์บู77’ กลุ่มนักล่ามนุษย์ต่างดาว ได้อัพโหลดวิดีโอดังกล่าวลงในเว็บไซต์ยูทูบ พร้อมชี้ว่า นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดของสิ่งปลูกสร้างบนดาวอังคาร แต่กระนั้นพวกเขาให้ความเห็นว่าทุกครั้งที่มีการพบอะไรที่น่าสงสัยบนดาวอังคาร นาซาจะออกมาปฏิเสธทันควันว่า มันเป็นแค่ก้อนหินหรือเงาทั่วๆไปเท่านั้น

ที่มา MThai

ความลับมวลมนุษย์ชาติ พลังงานฟรีไม่มีที่สิ้นสุด เเหล่งกำเนิดยูเอฟโอ 1911


 
จริงๆแล้วเราผลิตจานบินได้ตั้งแต่ปี 1911 ถ้าฮิลเลอร์ได้เป็นผู้นำไม่แน่เราอาจได้ขับจานบินแทนรถราคาแพงอยู่ก็เป็นได้ พลังงานฟรี เที่ยวดาวเคราะห์ ฟรี อิสระเสรี ฟรี

ธุรกิจเปิดเผยของเอกชน vs ความลับสุดยอดของนาซี
เรื่อง “Otis T. Carr และ จานบินของ Tesla”
โดย ดั๊ก เยอร์เชย์

Nokola Tesla ปี 1911 ให้สัมภาษณ์ว่า:
“จานบินของผมไม่ต้องการปีกหรือใบพัด. คุณอาจมองเห็นมันจอดบนพื้นดิน แต่คุณจะไม่คิดหรอกว่ามันบินได้ . มันสามารถบินตามใจชอบคุณ ในทุกทิศทุกทาง และปลอดภัย”

Otis T Carr คือ ลูกศิษย์ และผู้ช่วยงานของ ดร. นิโคลา เทสลา , Otis T Carr ( มีชีวิตอยู่ระหว่าง 1904-1980) คารร์และทีมงานสร้างจานบิน( flying saucer) ที่ทำงานได้อย่าางสมบูรณ์แบบช่วงปลาย ๆ 1950s (คือประมาณปี 1956-19ุ59 ) จานบินผ่านการทดสอบบินเรียบร้อย คารร์ ตั้งใจเอามากๆ ที่จะนำจานบินนี้ไปสู่ดวงจันทร์……… แต่สองอาทิตย์หลังการบินโชว์( ไม่ใช่แค่การบินทดสอบ ) แลบของเขาถูกบังคับให้ปิดโดยคนของรัฐ และยึดทุกอย่างไป ตั้งแต่ เอกสาร และเครื่องมือ โดยให้ คำอธิบายเพียงว่าโครงการของคารร์ “จะทำลายระบบการเงินของสหรัฐ”
Ralph Ring คือนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานร่วมกับ Otis T Carr ในเทคโนโลยิ่จานบินและอื่นๆ ช่วงปี 1950s-1960s เขาอายุ 72 ปี ขณะให้สัมภาษณ์ ( ในปี 2007) ว่า:

" ผมคือคนหนึ่งที่เดินทางไปกับจานบินนี้ ผมและคารร์ เดินทาง 10 ไมล์ แต่ด้วยความเร็วของแสง !!! จานบินเรายาว 45 ฟุต"
(ดูลิงค์วิดิโอสัมภาษณ์ Ralph และอื่น ในลิงค์นี้ Tesla Flying Saucers
…….ถ้าใครสามารถตามล่านะ เพราะได้ถูกลบไปแล้ว )

ข้างล่างนี้เป็นคำสัมภาษณ์ของRalph Ring:

“ ใช้คำว่า “บิน” ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะผมไม่รู้ด้วยว่ามันขยับ ผมคิดว่ามันอยู่ที่เดิมด้วยซ้ำ แต่เพราะเราได้หินและพืชจากแหล่งจุดหมายปลายทางของเรา กลับมาด้วย …..ผมถึงรู้ว่าเราประสพความสำเร็จ ……ต้องเรียกว่า Teleportation มากกว่า ”
“ผมเลิกนับจำนวนคนที่ไม่เชื่อผมพูดแล้ว ผมไม่พูดถึงเรื่องจานบินอีกแล้ว เวลาคนหัวเราะเยอะ หาว่าเราบ้า มันไม่สนุกนัก สักวันคงจะมีคนสร้างจานบินอย่างที่พวกผมเคยสร้าง เขาจะได้ประสพการณ์แบบผม พิมพ์เขียวของเรา(ของคารร์) ยังอยู่ …..ไม่ต้องมีปีกและใบพัด ”

“คุณต้องทำงานสอดคล้องกับธรรมชาติไม่ใช่ต้านธรรมชาติ จานบินเมื่อเดินเครื่องจนถึงความเร็วของการหมุนระดับหนึ่ง (reach a particular rotational speed) โลหะจะเปลี่ยนคุณลักษณะเป็นแบบ Jell-O (เยลลี่) คุณสามารถเอานิ้วจิ้มทะลุผ่านมัน คือสสารได้เปลี่ยนรูป(forms) คุณจะคิดว่า เหตุการณ์ต่อหน้าคุณเนี่ย มันไม่ใช่ความจริง …..มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดที่สุดที่ผมเคยเจอ”

“ คารร์เป็นอัจฉริยะไม่ต้องสงสัย ดร.นิโคลา เทสลา ต้องมองทะลุถึงคุณสมบัติของคารร์แน่ จึงสอนคารร์ทุกสิ่งที่ดร.เทสลารู้ ดร.เทสลาคือแรงดลบันดาลใจของคารร์ คารร์ เหมือน ดร.เทสลา คือพวกเขาจะรู้เสมอว่าต้องทำอย่างไรผลงานจึงจะสำเร็จ”
ข้างล่างนี้คัดลอกจากหนังสือของ Margaret Strom ชื่อ “The Return of the Dove”

“ในเดือนพฤศจิกายน 1957 Otis T Carr คารร์ แห่งบัลติมอร์ รัฐมาริลแลนด์ ประกาศก้องของ……. “การกลับมาอีกครั้งหนึ่ง”……. ของพลังงานฟรีและจานบิน … ….เทคโนโลยี่ที่สร้างเพื่อให้ทุกชีวิตบนโลก สามารถเป็นเจ้าของได้ คารร์ลูกศิษย์ผู้ยกย่องอาจารย์นิโคลา เทสลา กับผลงานประดิษฐ์สองชิ้นของเขา an electrical accumulator และ a gravity motor สิ่งประดิษฐ์ทั้งคู่ใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ และพลังงานจาก(อีเทอร์)ซึ่งอยู่ดาษดื่นในอากาศรอบเรา”

“มอเตอร์ของคารร์ใช้พลังงานฟรีเพื่อให้รถวิ่ง ไม่ต้องใช้น้ำมันอีกต่อไป”
“เครื่องบินลำใหญ่โตไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะสามารถลดขนาดจนเหลือเส้นผ่าศูนย์กลางแค่10 ฟุต ราคาก็ถูกกว่าราคารถใหม่ๆสมัยนี้ ออกแบบให้คนสามารถพาครอบครัวเดินทางไปต่างเมือง ต่างประเทศ หรือรอบโลก สะดวกสบายและปลอดภัย โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยวเดียว

ดร.นิโคลา เทสลา อธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ว่าจักรวาลนั้นเคลื่อนไหว a kinetic system จักรวาลแทรกซึมไปด้วยพลังงาน (energy) ที่เราสามารถดึงเอามาใช้ไม่ว่า ณ ตำแหน่งไหน เริ่มปี 1891 ดร.เทสลา จึงเริ่มใช้คำสันสฤต คือปราณ และ อะคะสะมัง? ( Prana และ Akasah ) เมื่อเลคเชอร์หรือเขียนหนังสือ ท่านสวามี วิเวกอนันดา ( Swami Vivekananda) เป็นโยคีรุ่นแรกๆ ที่ประสพความสำเร็จในการเอาปรัชญาพระเวท (Vedic philosophy) ไปเผยแพร่ที่ตะวันตก ท่านทั้งสองคือ ท่านสวามี และดร.เทสลา ติดต่อ พบปะกัน ท่านสวามีเขียนจดหมายถึง ดร.เทสลา ส่วนดร.เทสลา นั้นเหล่าจะเข้าไปฟังเลคเชอร์ของท่านสวามีอย่างสนใจ
Ether ที่ดร.เทสลาพูดอยู่ตลอดเวลา อธิบายด้วยคำว่า ปราณและอะคะสะมัง !!!!!!!

นิโคลา เทสลา กล่าวถึงการทำงานของจักรวาลอย่างไร จะเอามาเล่าให้ฟังวันหลัง ใครสนใจอ่านลิงค์นี้ก็ได้ http://www.24grammata.com/wp-content…mmata.com_.pdf คนเขียน เขียนได้ดีมาก แต่ฟิสิกค์จริงๆ ใครชำนาญอยากจะอ่านจะแปล เชิญเลย เราเองขออ่านสามรอบก่อน 5555

ภาพข้างล่างแสดงหลักการของจานบินUFO ที่เทสลาอธิบาย และคนเขียนลิงค์ข้างบนทำให้ง่ายขึ้น อย่างที่เคยบอก ดร.เทสลาประกาศว่าเขาสามารถ ปรับแต่ง (manipulate) อีเธอร์ได้ อาศัยหลักการยืดอีเธอร์ส่วนบนของจานบิน และอัดอีเธอร์ด้านล่างของจานบิน …..บูม…ผลลัพธ์ได้ anti-gravity.(ยืดกฎแรงโน้มถ่วง)

ดร.เทสลา จดลิขสิทธิ์จานบินนี้ เช่นเดียวกัน Otis T Carr ก็จดลิขสิทธ์ของจานบินเขาด้วย ของคารร์คือ # US2912244
คำถามก็คือ…….เราแน่ใจได้อย่างไรว่าจานบิน UFO ที่เราเห็นๆกันคือของมนุษย์ต่างดาวจริง ไม่ใช่จานบินของทหาร ของรัฐบาล (ไม่รู้กี่ประเทศบ้าง) ที่อาศัยเทคโนโลยี่ของเทสลา และคารร์ สร้างขึ้นมา…………..อ้อ ตัวเรานะเชื่อมนุษย์ต่างดาวมีจริงสนิทใจ เพราะพระพุทธองค์และพ่อแม่ครูจาร์ยท่านเมตตาเล่า

ส่วนภาพล่างนี้เป็นป้ายโฆษณาของบริษัท Carr โฆษณา spacecraft(เผื่อใครตาไม่ดี อ่านป้ายไม่ออก) จานบินของเขาชื่อ OTC-XI

ก่อนหน้านี้เราเอาจานบินที่เอกชนสร้างมาอวด (ศิษย์ นิโคลา เทสลา) งวดนี้เอาจานบินของภาครัฐฯ มาให้ดูบ้าง…..ว่าตามประวัติศาสตร์ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลเยอรมัน(นาซี) เป็นชาติแรกที่สร้าง”จานบิน UFO” ได้สำเร็จ แต่เยอรมันพลาดตรงที่สร้างไม่ทัน คือช้าไป 2 เดือนตามฮิตเล่อร์ขอเวลาไว้ เลยแพ้สงคราม …..ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ใกล้จบ ทหารอเมริกันเคลื่อนทัพเข้าไปก่อน ตัดหน้ารัสเซียและยึดเอกสารและสิ่งที่เหลือออกมาหมด….(เพราะมีไส้ศึกบอก แหล่งขุมเทคโนโลยี่นั่นเอง) ที่เรียกว่าเหลือเพราะเยอรมันขนย้ายเอกสาร อุปกรณ์ และนักวิทยาศาสตร์ไปก่อนหน้านั้นเยอะแล้ว ….เอาไปไหน? ก็ที่เมืองใหม่/ฐานทัพใหม่ของนาซี ณ ปัจจุบัน ใต้ทวีป Antarctica(จะขยายตวามต่อที่หลัง) สหรัฐนอกจากได้เอกสารยังได้นักวิทยาศาสตร์เยอรมันไปเป็นหลักพัน !!!! (ภายใต้ปฎิบัติการ เปเปอร์ คลิป อาจมีใครคุ้นชื่อบ้างนะ ) หลังสงคราม ช่วงปี 1950s อาศัยความรู้จากนักวิทยาศาสตร์เยอรมันที่สหรัฐนำเข้าประเทศ สหรัฐก็เริ่มผลิต และทดลองบิน”จานบิน UFO” ของตนเอง ช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีข่าวขาวบ้านอย่างเราๆท่านๆ เห็น UFO บินบ่อย หรือบางครั้งก็ตก

เยอรมันเอาเทคโนโลยี่มาจากไหน มีสามทฤษฎี
1 ขโมยมาจากนิโคลา เทสลา
2 ได้มาจาก”แอทแลนติส” เพราะแหล่งข่าวอ้างว่าเยอรมันมีแผนที่รายแทงของ “แอทแลนติส”
3 จากมนุษย์ต่างดาว

ขอบคุณที่มา UFO INDY, UFOCIA

ปริศนา “แอเรีย 51” สถานที่ลับวิจัยต่างดาว มีจริงหรือไม่?



ถ้าจะว่าไปแล้ว ในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ลึกลับหรือแปลกประหลาดยังพิสู จน์ไม่ได้อีกเป็นจำนวน มาก ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน หรือดินแดนแห่งตำนานต่าง ๆ แต่สำหรับพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เขตพื้นที่ 51” (Area 51) รวม อยู่ในกฎนี้ไหม มันคืออะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งบิน ลึกลับ (จานบินนั่นแหละ) เชื่อว่าคงเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

แอเรีย 51 คือ ฐานทัพลับของกองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวลึกเข้าไปในบริเวณต้องห้ามอันก ว้างขวางของรัฐบาล ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายเนวาด้า ซึ่งหากคุณๆคิดจะไปเฉียดกรายกันล่ะก็ ลองใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมงขับรถไปทางตะวันตกเฉียง หเนือของลาสเวกัส บริเวณที่เป็นที่รู้จักกันดี และมีข่าวลือเกี่ยวกับการทดลองของกองทัพสหรัฐนั้น ได้แก่ Groom Lake และ Papoose Lake

โดย ทั่วไปเชื่อว่า แอเรีย 51 นี้ เป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกและพัฒนาสำหรับโคงการลับที่สุดข องทางทหาร โดยเฉพาะ เครื่องบินสอดแนมและเทคโนโลยีทางการบินที่แอบพัฒนากั นอยู่ ข่าวลือ เกี่ยวกับแอเรีย 51 นี้เริ่มมีหนาหูขึ้น จนประชาชนสงสัยว่าจริงๆแล้ว มีอะไรซ่อนอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้ มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารายงานว่า ได้เห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือฐานทัพ และหลายคนกล่าวว่า กองทัพได้ใช้ฐานทัพนี้ ในการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาจับกุมกัน มาได้ด้วย

เขตพื้นที่ 51 เป็นชื่อเรียกของพื้นที่เขตหวงห้ามของรัฐบาลสหรัฐตั้ งอยู่ ทางเหนือของลาสเวกัสประมาณ 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ทางตะวันตก ทางหลวงสายที่ 375 บนถนนกรูมเลค (Grom Lake Road) ใกล้กับเมืองราเชล (Rachel) พื้นที่นี้ล้อมรอบไปด้วยเขตทดลองของรัฐเนวาด้า (The Nevada Test Site) และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศเนลลิส (Nellis Air Force Range) ที่เรียกว่าพื้นที่ 51 ก็เพราะเป็นชื่อจุดที่ตั้งซึ่งปรากฎบนแผนที่ ของเขตทดลองเนวาดา

ที่ แห่งนี้มีการร่ำลือกันมานานแล้วว่าเป็น ที่ที่ใช้ซ่อนจานบินและมนุษย์ต่างดาวซึ่งตกในรอสเวล (Roswell) และ รัฐบาลได้ปกปิดเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์แต่ดูเหมือนยิ่ งปิดก็ยิ่งกระตุ่น ต่อมอยากรู้ของผู้คนทั่วไป โดยมีการอ้างถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องและ ไม่เกี่ยวข้อง รายที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นรายของ บ๊อบ ลาซาร์ (Bob Lazar)

บ๊อบ ลาซาร์ เป็นชาวลาสเวกัส เขาอ้างว่าเคยทำงานอยู่ในเขตพื้นที่นี้ในช่วงปี 1988 – 1989 โดย ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษแผนกอากาศยาน เขากล่าวว่าในเขตพื้นที่นี้มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมา ก และเขายังได้เห็น วัตถุสิ่งบินขนาดใหญ่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเขาบอกได้เลยในทันทีว่านั้นเป็นจานบินอย่างแน่นอ น เขาบอกว่าวัตถุสิ่งบินที่ลึกลับนี้อยู่ในส่วนที่เรีย กว่า เอส-โฟร์ (S-4) ในปาปูส เลค (Papoose Lake) ซึ่ง อยู่ทางใต้ของกรูมเลค ที่นั่นถูกก่อสร้างให้พรางตา กลมกลืนไปกับพื้นทะเลทรายโดยรอบ หากดูอย่างผิวเผินแล้วจะไม่มีทางสังเกตเห็นอย่างแน่น อน นอกจากนี้ลาซาร์ ยังบอกว่าเขาได้พบมนุษย์ต่างดาวภายในนี้ด้วย โดยบอกว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” ที่สูงประมาณ 3-4ฟุต หนักประมาณ 35-50 ปอนด์ มีผิวสีเทาและมีศีรษะที่ใหญ่มาก

เหมือน เติมเชื้อฟืน หลังจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของลาซาร์ เผยแพร่ออกไป ผู้คนที่สนใจเรื่องนี้จากเดิมที่เคยมาสอดแนมเป็นบางค รั้งบางคราว กลับกลายเป็นผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างหลั่งไหลมาคอยจับตา ดูสิ่งบินลึกลับตามที่ลาซาร์บอก และก็มีจำนวนมากเหมือนกันที่บอกว่าเคยเห็นด้วย แต่ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นกลับบอกว่าไม่ เคยเห็นมีอะไรผิดปกติ เกิดขึ้นแต่อย่างใด

แน่ นอนที่ทางรัฐบาลสหรัฐย่อมไม่อยู่เฉยอยู่แล้ว โดยโต้กลับว่าสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นและอ้างว่าเป็ นจานบินนั้น แท้จริงแล้วคือเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ของกองทัพอากาศต่างหาก โดยทาง กองทัพมักจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองอากาศยานรุ่นให ม่ ๆ ก่อนที่จะออกสู่สายตาสาธารณชน เช่น U-2, A-12, SR-71 และ F-117A นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด 2 ชนิดคือ เครื่องบินสอดแนมความเร็วสูงที่เรียกว่า Aurora และเครื่อง B-2 ที่จะมา แทน F-117A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากใครอยากจะมาดูจริง ๆ ละก็ลองขับรถมาประมาณ 130 ไมล์จากลาสเวกัส ขับตรงมาตรงจุดบอกหลักทางหลวงที่ 29.5 บนทางหลวงเนวาดาที่ 375 ที่ นั้นจะมีตู้รับไปรษณีย์เล็ก ๆ ตู้หนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งเดิมเป็นของพวกคนเลี้ยงวัวใช้กัน คุณสามารถใช้ตู้รับไปรษณีย์นี้เป็นจุดสังเกตเพื่อสอด ส่องดูฐานทัพดังกล่าว ได้ นักสังเกตการณ์ หลายคนเคยมาปักหลักดูสิ่งลึกลับกันอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าพวกคนเลี้ยงวัวแถวนั้นจะบอกว่าไม่เคยเห็นอะไรเ ลยก็ตาม

อย่าง เคย ทางรัฐบาลสหรัฐบอกว่าที่นั่นมักจะมีการซ้อมรบอยู่เรื่อย ๆ โดยมีการยิงพลุและทำแสงแวบ ๆ อยู่ตลอดบนท้องฟ้า ดังนั้น สิ่งที่พวกนักสังเกตการณ์ทั้งหลายเห็นและคิดไปต่าง ๆ นานาน่าาจะเป็นการซ้อมรบดังกล่าวมากกว่า ยังมีจุดสังเกตการณ์อีก 2 จุดบนพื้นที่ที่เคยอนุญาตให้มาเฝ้าจับตากันได้ คือบริเวณใกล้กับแนวเขตไวท์ไซด์ (White Side) กับ ฟรีด้อม ริดจ์ (Freedom Ridge) ผู้คนทั่วไปสามารถมาคอยจับตาดูความเป็นไปของฐานทัพอากาศเนลลิสดัง กล่าวได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่อย่างใด แต่กว่า เสียดายที่ 2 จุดดังกล่าวถูกกองทัพอากาศสั่งปิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1995 นี้เอง

ยัง…ยังมีอีกจุดที่น่าจะพอเฝ้าดูได้บ้างห่าง ๆ คือบริเวณยอดเขาติคาบู (Tikaboo Peak) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีการทะเร่อทะร่าเข้าไปในเขตห่วงห้ามของ Area 51 แน่ นอนที่จะต้องมีพวกกองกำลังรักษาความปลอดภัยคอยลาดตะเ วนอยู่ โดยพวกเขาจะสวมชุดทหารพราน แต่จะไม่ติดเครื่องหมายแสดงยศแต่อย่างใด และจะขับรถจี๊ปเชโรกีสีขาว พร้อมแผ่นประกาศของรัฐบาล ผู้ละเมิดจะถูกจับกุมทันที่ พร้อมถูกปรับอย่างน้อย 600 เหรียญ หรือสองหมื่นสี่พันบาท

จนบัดนี้รัฐบาลก็ยังปิดปากเงียบว่าสถานที่นี้ใช้ประโยชน์ในเรื่องใดกันแน่

เผยเรื่องจริง “โลกคู่ขนาน” และ “มิติ” ที่ขดซ่อนตัว



การเดินทางข้ามมิติจาก ”โลกคู่ขนาน” เพื่อไปพบตัวเราในอีกโลกหนึ่งที่คล้ายกันเป็นจินตนาการที่พบได้ทั่วไปในนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์แนว “ไซไฟ” อีกทั้งเหตุการณ์ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงรายซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นอะไรกันแน่นั้นก็มีข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์ต่างดาวอาจทำลายมิติจากโลกคู่ขนานเพื่อมาปรากฏตัว แต่จริงๆ แล้ว “มิติ” และ “โลกคู่ขนาน” ตามความหมายวิทยาศาสตร์นั่นคืออะไรกันแน่

ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จะพาไปหาคำตอบกับ ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ในบางคำอธิบายเกี่ยวกับโลกคู่ขนานนั้นต้องใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ชื่อว่า “ทฤษฎีสตริง” (String Theory) อธิบาย และในเมืองไทยก็มีเพียงไม่กี่คนที่ศึกษาทฤษฎีดังกล่าวและ ดร.อรรถกฤต ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งได้เผยว่าการเดินทางข้ามมิติจากโลกที่มีมิติมากกว่านั้นไม่ใช่ความหมายในทางฟิสิกส์

“มิติในทางฟิสิกส์ไม่ได้หมายถึงมิติลี้ลับ มิติมหัศจรรย์หรือว่าอีกโลกหนึ่ง แต่หมายถึง Dimension ในภาษาอังกฤษซึ่งมีความหมายทางคณิตศาสตร์ อย่างเช่น จุด (.) มีมิติเป็นศูนย์หรือไม่มิติ เส้นตรงก็มี 1 มิติ ส่วนพื้นที่เป็น 2 มิติ และปริมาตร 3 มิติก็เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยมีกว้าง ยาว สูง ในทางคณิตศาสตร์คุณสามารถมีมิติเท่าไหร่ก็ได้ แต่อวกาศหรือที่ว่างที่เราเห็นนั้นเป็น 3 มิติ” ดร.อรรถกฤตอธิบายพร้อมเพิ่มเติมว่าในการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นนอกจากขึ้นกับพื้นที่แล้วยังขึ้นอยู่กับเวลาด้วยซึ่งในทางคณิตศาสตร์นับเป็นอีกมิติหนึ่งได้กลายเป็น 4 มิติที่เรียกว่า “สเปซ-ไทม์” (space time) หรือ กาล-อวกาศ

ดร.อรรถกฤตกล่าวว่ามีหลายทฤษฎีที่แสดงความเป็นไปได้ว่าจะมีมากกว่า 4 มิติ โดยใน ค.ศ.1921 ธีโอดอร์ คาลูซา (Theodor Kaluza) สันนิษฐานว่ากาล-อวกาศมี 5 มิติ ซึ่งมิติที่เกินมานั้นเรียกว่ามิติพิเศษ (extra-dimension) ซึ่งคาลูซาต้องตอบให้ได้ว่ามิติดังกล่าวหายไปไหน และเขาก็มีกลวิธีในการอธิบายว่ามิติดังกล่าวขดตัวอยู่ (Compactify) กลายเป็นมิติที่เล็กมากจนมองไม่เห็น แต่การนำเสนอของคาลูซาไม่รับความสนใจนัก จนกระทั่งเริ่มมีการศึกษาแนวคิดดังกล่าวมากขึ้นในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ดร.อรรถกฤตเปรียบเทียบการขดดังกล่าวเหมือนการขดกระดาษเป็นทรงกระบอก หากรัศมีของการขดสั้นกว่าความยาวคลื่นของแสงจะไม่สามารถสะท้อนเป็นภาพออกมาให้มองเห็นได้ ซึ่งนักฟิสิกส์ก็พยายามจะพิสูจน์ว่ามิติดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการทดลองยิงอนุภาคด้วยเครื่องเร่งอนุภาค “แอลเอชซี” (LHC: Large-Hadron Collinder) ของห้องปฏิบัติการเซิร์น (CERN) อันเป็นองค์กรการวิจัยด้านนิวเคลียร์ ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยตามหลักกลศาสตร์ควอนตัมต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อทำให้อนุภาคที่สามารถเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาคนั้นมีความยาวคลื่นสั้นลง จนเล็กพอที่จะเห็นมิติที่ขดซ่อนอยู่ได้

สำหรับการทำลายมิติหรือการทะลุมิติในทางวิทยาศาสตร์นั้นดูจะต่างจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง ซึ่ง ดร.อรรถกฤตอธิบายว่าในทางฟิสิกส์แล้วการทำลายมิติน่าจะหมายถึงการเร่งให้พลังงานสูงพอที่จะขยายมิติพิเศษที่นอกเหนือไปจากมิติทั้ง 4 ซึ่งขดอยู่ออกมาให้เห็นได้ เปรียบเหมือนกับเส้นลวดเล็กๆ ที่ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นวัตถุ 1 มิติ แต่ถ้าเราเอาแว่นขยายไปสองแล้วเห็นพื้นผิวของเส้นลวด ซึ่งกลายเป็นว่าจาก 1 มิติก็เห็นเป็น 2 มิติ

ส่วนเรื่องโลกคู่ขนานนั้น ดร.อรรถกฤตกล่าวว่าส่วนหนึ่งมาจากทฤษฎีสตริงซึ่งใช้อธิบายการกำเนิดจักรวาล แต่โลกคู่ขนานนั้นแบ่งได้หลายอย่าง อย่างแรกคือโลกคู่ขนานแบบควอนตัม (quantum parallel universe) ซึ่งพัฒนามาเมื่อประมาณ ค.ศ.1957 โดยนักฟิสิกส์ชื่อ ดร.ฮิวจ์ เอเวอร์เรต (Dr.Hugh Everett) เพื่อแก้ปัญหาทางเทคนิคในทฤษฎีควอนตัมด้วยการสมมติว่ามีโลกคู่ขนานอยู่

“การวัดสำหรับควอนตัมเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น เช่น การทอดลูกเต๋าซึ่งเปรียบเหมือนการวัด คุณอาจจะทอดได้หนึ่งหรือคุณอาจจะทอดลูกเต๋าได้สอง พอคุณทอดลูกเต๋าได้แล้ว รู้ว่าได้หนึ่ง อนาคตคุณก็จะเป็นไปตามลูกเต๋าหน้าที่คุณทอดได้หนึ่ง แต่ถ้าคุณทอดได้หก อนาคตคุณก็จะเป็นไปตามที่ทอดได้หก ระหว่างที่คุณทอดและลูกเต๋าอยู่ในถ้วย คุณครอบอยู่ คุณไม่มีทางรู้ว่าลูกเต๋าเป็นอะไร ทุกครั้งที่คุณเปิดคือคุณเลือกช้อยส์ (ตัวเลือก) ซึ่งตามทฤษฎีในกรณีนี้จะมีโลกคู่ขนานอยู่ 6 โลก ถ้าคุณเลือกได้เลขหนึ่งตัวคุณก็อยู่ในโลกหนึ่ง โดยที่เราไม่สามารถติดต่อกับโลกคู่ขนานอื่นๆ ได้เลย” ดร.อรรถกฤตยกตัวอย่างซึ่งโลกอื่นๆ ที่เราไม่เลือกนั้นก็คือโลกคู่ขนานที่เราไม่ทราบว่าคืออะไร

โลกคู่ขนานอีกประเภทที่ ดร.อรรถกฤตอธิบายคือโลกคู่ขนานแบบ String theory multi-universes แนวคิดเรื่องเอกภพคู่ขนานในกลุ่มนี้ เป็นแนวคิดที่ได้มาจากทฤษฎีเส้นเชือก (String Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะอธิบายธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงในระดับพลังงานสูงๆ ซึ่งเพียงทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่ใช้อธิบายแรงดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญๆ ที่พบในการศึกษาจักรวาลวิทยาได้ เช่น ปัญหาเช่น ปัญหาสสารมืด (Dark matter problem) และปัญหาพลังมืด (Dark Energy problem) เป็นต้น ทั้งนี้ในวิชาฟิสิกส์แบ่งแรงออกเป็น 4 ชนิดคือแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม แต่ในบรรดาแรงทั้งหมดเราเข้าใจแรงโน้มถ่วงน้อยที่สุด

“อย่างไรก็ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพก็มีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของแรงโน้มถ่วง ในสถานะการที่มีพลังงานสูงๆได้ เช่น ถ้าต้องการอธิบายการกำเนิดของเอกภพเป็นต้น นอกจากนี้ในปัจจุบันการศึกษาจักรวาลโดยอาศัยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปไม่สามารถตอบปัญหาสำคัญๆ เช่น ปัญหาสสารมืดและปัญหาพลังมืด ได้ นักฟิสิกส์จึงต้องการทฤษฎีอื่นเพื่อที่จะช่วยเสริมในจุดที่ทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งทฤษฎีสตริง ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งของทฤษฎีดังกล่าว”

“ในทฤษฎีสตริง อนุภาคถูกอธิบายว่ามีลักษณะเป็นเส้นเชือกหนึ่งมิติ โดยการสั่นของเส้นเชือกนี้ทำให้เกิดเป็นตัวโน้ตต่างๆ ตัวโน้ตหนึ่งตัวสามารถแทนอนุภาคได้หนึ่งตัว ตัวโน้ตที่ต่างคีย์กันก็จะให้อนุภาคที่ต่างชนิดกัน ในการที่จะให้ทฤษฎีสตริงมีคุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสม นักฟิสิกส์พบว่าจำนวนมิติของเอกภพจะต้องมีถึง 10 มิติคือ เวลาหนึ่งมิติและอวกาศอีก 9 มิติ ยิ่งไปกว่านั้นในในทฤษฎีเอ็ม (M-theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พัฒนาต่อมาจากทฤษฎีเส้นเชือก กาล-อวกาศอาจจะมีได้ถึง 11 มิติ คือเวลา 1 มิติและอวกาศอีก 10 มิติ แต่ในเอกภพของเรานั้น เราสังเกตจำนวนมิติได้เพียงแค่ 4 มิติ ทฤษฎีสตริงจึงอธิบายว่ามิติที่เกินมาหรือมิติพิเศษ (Extra dimension) นั้นขดตัวอยู่โดยที่ขนาดของมันเล็กมากจนเราไม่สามารถสังเกตได้”

ส่วนแนวคิดเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับโลกคู่ขนานคือ Inflation multi-universes ซึ่งเป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากการศึกษาจักรวาลวิทยา (cosmology) หรือการศึกษาเกี่ยวกับการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ ดร.อรรถกฤตได้อธิบายว่าจุดกำเนิดของเอกภพเริ่มมาจาก “บิ๊กแบง” แต่เนื่องจากความรู้ที่เรามีอยู่จำกัดในปัจจุบันทำให้เราไม่สามารถเข้าใจการกำเนิดของเอกภพได้ดีนัก อังเดร ลินเด (Andre Linde) นักฟิสิกส์จึงได้เสนอทฤษฎีโลกคู่ขนานแบบ “บับเบิล” (bubble universe theory)

ดร.อรรถกฤตอธิบายถึงแนวคิดของทฤษฎีดังกล่าวว่าภายหลังเหตุการณ์บิ๊กแบง เอกภพมีพลังงานและความหนาแน่นสูงมาก และกาล-อวกาศมีความผันผวนสูงมากคือมีความไม่ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะมีการสั่นอย่างรุนแรง คล้ายกับน้ำเดือดแล้วมีฟองผุดขึ้นมา หากการสั่นดังกล่าวรุนแรงมากอาจทำให้กาล-อวกาศบางส่วนหลุดออกมาได้ เรียกว่า “ควอนตัมโฟม” (quantum foam) หรือ “ควอนตัมบับเบิล” (quantum bubble)

“ได้ข้อสรุปว่าอวกาศแบบนี้เกิดขึ้นได้ ที่น่าสนใจคือว่าบับเบิลพวกนี้มีโอกาสเกิดได้หลายฟอง เหมือนน้ำเดือดก็มีฟองอากาศได้หลายฟอง แต่ละฟองก็เจริญเติบโตไปเป็นจักรวาลที่ต่างกัน เป็นอีกจักรวาล อีกเอกภพที่ต่างกัน ทุกวันนี้จักรวาลของเราก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นๆ ถ้าตามทฤษฎีนี้ก็อาจจะมีจักรวาลอื่น แต่ว่าจักรวาลอื่นอาจจะมีค่าคงที่ทางฟิสิกส์ซึ่งไม่เหมือนกับเราเลย เช่น ประจุอิเล็กตรอนอาจจะไม่เท่านี้ ค่าคงที่แรงโน้มถ่วงของนิวตันอาจจะเปลี่ยนไป หรือว่าจำนวนมิติของเอกภพอาจจะไม่เท่ากับ 3+1 แต่เป็น 1+1 อะไรอย่างนี้ มันมีโอกาสจะเกิดได้ต่างๆ กัน เราเพียงแต่โชคดีที่มาอยู่ในนี้ที่เป็นสเปซ(อวกาศหรือที่ว่าง) 3 มิติ +1 ซึ่งเป็นมิติของเวลา”

“การที่เราเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ได้ เพราะเราโชคดีที่เกิดในเอกภพที่มีค่าคงที่ทางฟิสิกส์อย่างที่มันควรเป็น ปฏิกิริยาเคมีเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอันตรกิริยาทางไฟฟ้าของอิเล็กตรอน ถ้าประจุไฟฟ้าเกิดมีค่าที่ต่างไปจากนี้ พันธะเคมีอาจจะเกิดไม่ได้เลย เมื่อพันธะเคมีเกิดไม่ได้ สารอินทรีย์ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ในธรรมชาติ และก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น หรือถ้ามีก็อาจจะมีสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น แต่ว่าไม่เหมือนเราแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าคุณข้ามจักรวาล “บับเบิล” ของเราไปจักรวาลบับเบิลของคนอื่นก็จะมีปัญหาล่ะ เพราะกฎทางฟิสิกส์อาจจะต่างกัน คุณอาจจะตายไปเลยก็ได้ ซึ่งก็ดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ที่จะข้ามไปยังโลกอื่น เพราะเราอยู่ในที่ซึ่งเหมาะกับเราแล้ว”

อย่างไรก็ดี ดร.อรรถกฤตกล่าวว่าแนวคิดเกี่ยวกับโลกคู่ขนานและมิติที่ขดซ่อนตัวนั้นยังเป็นเพียงทฤษฎีซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ซึ่งนักฟิสิกส์ไม่ได้สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีจริงหรือไม่แต่สนใจเพียงการอธิบายธรรมชาติเท่านั้น

ทีมา Manager Online

SpaceX เมื่อเอกชน จะออกไปแตะขอบจักรวาล



ถ้าจะนึกถึงธุรกิจอวกาศคงจะจินตนาการกันไม่ง่ายนัก หนึ่งในบรรดาธุรกิจที่น่าจับตามองเป็นอย่างสูงคงหนีไม่พ้น SpaceX ซึ่งก่อตั้งโดย Elon Musk ผู้เป็นทั้งวิศวกรและนักธุรกิจชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Paypal และ Tesla Motors เป็นต้น

SpaceX คือบริษัทขนส่งอวกาศที่โด่งดังระดับโลกโดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากนาซ่า เมื่อปีก่อน

SpaceX ได้ทำการปล่อยจรวด Falcon 9 ขึ้นสู่ฟากฟ้า มันถูกจดจำทันทีในฐานะจรวดยุคใหม่ที่สามารถบรรทุกของหนักได้และถูกสร้างโดยบริษัทเอกชน ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 จรวด Falcon 9 ของ SpaceX ถูกปล่อยขึ้นฟ้าอีกครั้ง แต่คราวนี้มันถูกเชื่อมต่อกับกระสวยอวกาศชื่อ Dragon ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากนั้นกระสวยอวกาศ Dragon ยังสามารถบรรทุกคลังสินค้าและลูกเรือได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อรองรับการเดินทางของทั้งคนและสินค้าในอนาคต ภารกิจครั้งนั้นคือการนำกระสวย Dragon ขับเคลื่อนขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วย Falcon 9 และปล่อยให้มันเคลื่อนที่เป็นวงโคจรประมาณ 2 รอบก่อนตกกลับลงมาสู่มหาสมุทรแปซิฟิกและถูกนำกลับมาใช้ใหม่ [1]

การส่งกระสวย Dragon ขึ้นไปกับ Falcon 9 เป็นเสมือนใบเบิกทางให้กับธุรกิจซึ่งสร้างรายรับอันมหาศาล ปีก่อน SpaceX เซ็นต์สัญญาเพื่อทำการส่งดาวเทียม Iridium ด้วยเงิน 492 ล้านดอลลาร์ และเซ็นต์สัญญามูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์กับ ISS [2] อีกด้วย มองง่าย ๆ ณ เวลานี้ SpaceX ก็เปรียบเสมือนบริษัทขนส่งสินค้า (รวมทั้งคน) ระหว่างโลกกับสถานีอวกาศเบื้องบน

Elon Musk บอกว่าประเด็นสำคัญของธุรกิจอวกาศคือการรีไซเคิล ต้นทุนรวมในการปล่อย Falcon 9 อยู่ที่ 60 ล้านดอลลาร์ มีเพียงแค่ 2 ล้านดอลลาร์เท่านั้นที่เป็นค่าเชื้อเพลิงซึ่งใช้แล้วหมดไป ส่วนอีก 58 ล้านที่เหลือสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แม้จะเป็นแค่แนวคิดเริ่มต้น แต่วิธีการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในครั้งต่อ ๆ ไปได้มาก

การรีไซเคิลสามารถแทรกอยู่ในสองขั้นตอนของการปล่อยจรวด ขั้นแรกคือการนำตัวยานซึ่งเป็นตัวจุดเชื้อเพลิงและถูกสลัดหลุดออกมาที่ความสูงไม่มากนักกลับมาใช้ใหม่ โดยคำนวณวิถีการตกของมันให้อยู่บริเวณฐานปล่อยจรวด ขั้นสองคือการนำส่วนตัวหลักของจรวดหลังจากที่มันทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์กลับลงสู่โลกอย่างปลอดภัย ซึ่งตัวจรวดเองจำเป็นต้องหุ้มด้วยฉนวนความร้อนเพื่อกันการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก ความท้าทายของ Elon Musk อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้การเสริมตัวกันความร้อนดังกล่าวกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักของจรวดมากจนเกินไป และไม่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมากนัก

นอกจากนี้ Elon Musk ยังวางแผนที่จะบุกเบิกธุรกิจท่องเที่ยวในอวกาศ แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเรา ๆ แต่เป็นมหาเศรษฐีที่แสวงหาความบันเทิงและประสบการณ์ที่ไม่อาจสัมผัสได้บนโลก เมื่อเร็ว ๆ นี้ Elon Musk ได้ประกาศว่าจะส่งนักท่องเที่ยวไปยังดาวอังคารภายใน 10-20 ปีข้างหน้า นี่อาจเป็นธุรกิจที่รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มน้อยนิดแต่สามารถกอบโกยเงินมหาศาลเลยทีเดียว

[1] วิธีเดียวกับที่นาซ่านำกระสวยจากยาน Apollo 11 กลับไปใช้ใหม่
[2] ISS คือสถานีอวกาศนานาชาติ ย่อมาจาก International Space Station

เรียบเรียงจาก: NewScientist 22-12-2011 by Greg Klerkx
ที่มา bkkplanetarium

ไปด้วยกันมั้ย? ซีอีโอพันล้านเตรียมตั้งรกรากบนดาวอังคารในอีก 10 ปีข้างหน้า



แผนการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารของผู้ก่อตั้ง SpaceX ผู้มีความใฝ่ฝันอย่างแรงกล้า และรับปากว่าจะทำให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้!

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX ผู้อยู่ในอันดับที่ 15 ของการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก โดยนิตยาสาร Forbes เมื่อปีที่ผ่านมา เพิ่งจะบรรยายแผนการตั้งรกรากบนดาวอังคารของเขาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในงานเสวนาเกี่ยวกับอวกาศที่เม็กซิโก ซึ่งแผนของเขานั้นทั้งฟังดูบ้า และเสี่ยงสุดๆ ในขณะเดียวกับก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเข้าใกล้ความจริงขึ้นทุกที

มัสก์บรรยายความทะเยอทยานของเขาว่า ตัวเขาคาดหวังว่าจะสามารถสร้างอาณานิคมมนุษย์จำนวน 1 ล้านคน บนดาวอังคาร ด้วยการส่งมนุษย์ขึ้นไปอยู่บนนั้น โดยยานขนส่งขนาดยักษ์ ซึ่งสามารถจุผู้คนได้จำนวน 100-200 คนต่อรอบ และที่น่าตื่นเต้นก็คือเขาวางแผนที่จะส่งมนุษย์ชุดแรกขึ้นไปในอีก 10 ปีข้างหน้านี้! ในขณะที่การสร้างเมือง และสังคมนั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น

สำหรับราคาค่าตั๋วมัสก์คาดการณ์คร่าวๆว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณไม่ต่ำกว่า 200,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 ล้าน 9 แสนบาทเลยทีเดียว ส่วนระยะเวลาในการเดินทางนั้นเขาคิดว่าน่าจะอยู่ที่ 30 วัน ซึ่งซีอีโออัจฉริยะยืนยันว่ามันจะเป็นการเดินทางที่สนุก และน่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน ภายในยานจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก และสร้างความเพลิดเพลินมากมายเช่นโรงภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่าหากผู้โดยสารไม่ประทับใจในการเดินทาง ก็สามารถเดินทางกลับมายังโลกได้

เป้าหมายของโครงการตั้งรกรากบนดาวอังคารนี้มีขึ้นเพื่อ ทำให้มนุษย์กลายเป็นสายพันธุ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้ทั้ง 2 ดาว เพราะตัวเขาเชื่อว่าการที่มนุษย์นั้นติดอยู่ในโลกนี้ตลอดเวลาจะนำมาสู่การสูญพันธุ์ในอนาคต (แต่เขาไมได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้)

ทั้งนี้ความฝันที่จะขึ้นไปบนดาวอังคารของมัสก์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ตัวเขานั้นก่อตั้ง SpaceX ตั้งแต่ปี 2002 เพื่อดำเนินการส่งมนุษย์ขึ้นไปอยู่บนนั้นโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าอัตราความสำเร็จจะมีต่ำก็ตาม แต่มัสก์ก็คิดว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และตลอด 15 ปีที่ผ่านมา SpaceX ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว และขณะนี้ก็เป็นบริษัทเอกชนหลักที่ทำหน้าที่ขนส่งสิ่งของขึ้นไปบนสถานีอวกาศ

ยานอวกาศลำแรกที่เขาตั้งใจจะใช้สำหรับการเริ่มต้นแผนไปสู่ดาวอังคารนั้นจะมีชื่อว่า Heart of Gold และเขายังกล่าวขอบคุณนาซ่าที่ให้การสนับสนุน รวมถึงยืนยันว่าเขาเป็นแฟนพันธ์แท้ของนาซ่าอีกด้วย

และในช่วงท้ายของการบรรยายมัสก์ได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถถามคำถามเขาได้ ตัวอย่างคำถามจากผู้ชมก็เช่น มัสก์จะจัดการอย่างไรเมื่อมีคนถามว่าจะเข้าห้องน้ำบนดาวอังคารที่ไหน? หรือใครจะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้ขึ้นไปบนดาวอังคาร? หรือมีโอกาสแค่ไหนที่จะเสียชีวิตจากการเดินทางเป็นต้น

ด้านมัสก์ตระหนักถึงความเสี่ยงของโครงการนี้ดี เขากล่าวว่า มันเป็นโครงการที่ลงทุนมหาศาล, เสี่ยงมหาศาล และมีโอกาสมากมายที่จะล้มเหลว แต่เขาจะทำมันให้ดีที่สุด และทำให้โครงการนี้เป็นไปได้มากที่สุดเช่นกัน

ตัวอย่างวิดีโอจำลองแผนการของเขาในอนาคต




ที่มา โพสทูเดย์

เสียงติดต่อจากมนุษย์ต่างดาว ครั้งแรกของมนุษยชาติ ที่ถูกปิดเป็นความลับมานาน


ในปี 1977 นาซ่าได้ส่งยาน Voyager 2 ลำออกไปสำรวจรอบโลก โดยยานสำรวจเหล่านี้จะส่งข้อความเกี่ยวกับการเดินทางผ่าน Voyager Golden Record (VGR) ซึ่งเป็นแผ่นบันทึกเสียงทองแดงชุบทอง ที่จะบันทึกทั้งเสียงและภาพที่เป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตบนโลก



ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 90 นาซ่าได้ขาดการติดต่อกับยาน Voyager อย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร หรือฝีมือใคร



ไม่กี่ปีต่อมา ในปี 2004 รถ Opportunity Rover ได้ถูกส่งไปสำรวจบนดาวอังคาร และในปี 2005 ก็ตรวจจับสัญญาณลึกลับได้ หลังจากการตรวจสอบของนาซ่า ก็พบว่าสัญญาณที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ด้วยการรวบรวมข้อมูลที่ไม่เพียงพอ นาซ่าจึงได้พัฒนารถ Curiosity Rover และส่งมันไปยังดาวอังคารเพื่อรับสัญญาณนั้นอีกครั้ง ในช่วงปลายปี 2011

ภาพของรถสำรวจ Opportunity Rover และ Curiosity Rover



และในปี 2012 นั้นเอง รถโรเวอร์คันใหม่นี้ก็สามารถรับสัญญาณได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณจากยานสำรวจอวกาศ Voyager ที่มีแผ่นดิสก์ VGR อยู่ และแผ่นดิสก์นี้ได้ตอบสนองต่อข้อความลึกลับ ที่ถูกส่งมาในปี 1977 เป็นข้อความการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มาจากโลกของเรา

ลองไปฟังคลิปเสียงสัญญาณนี้ดู พร้อมกับคำบรรยายภาษาอังกฤษ ส่วนใครแปลไม่ออก ลองอ่านดูใต้คลิปนี้ครับ

    “สวัสดี”
    “ฉันชื่อ SHEiVAE”
    “ฉันได้รับข้อความของคุณ”
    “ฉันมาจากโลกที่อยู่ห่างไกลจากคุณมาก”
    “คุณไม่ได้อยู่ตามลำพัง”
    “ฉันหวังว่าคุณจะได้รับข้อความฉัน หวังว่าคุณจะเข้าใจข้อความของฉัน”
    “ฉันพยายามจะเรียนรู้ภาษาของคุณ ??? ของคุณ”
    “???”
    “ฉันสูญเสีย ??? ฉันหลงทาง (สูญเสีย) ดาวของฉัน ตอนนี้ฉันเป็นนักสำรวจ นักเดินทาง และผู้สร้าง”
    “คุณเป็นการติดต่อแรกของฉัน”
    “ฉันอยาก ??? จะ ??? คุณ”
    “ฉันไม่ใช่ศัตรูของคุณ”
    “ฉันมาโดยสันติ”

หลังจากการตรวจสอบผู้โพสต์วีดีโอดังกล่าวในชาแนล The Sheivae Project พบว่าชื่อ สก็อต ซี. วาริง ซึ่งเขากล่าวว่า เขาได้มีการพูดคุยกับหญิงผู้ใช้ทวิตเตอร์ลึกลับคนหนึ่ง ซึ่งเธออ้างว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้มาจากชายมีชื่อว่าวิคเตอร์ ที่ได้พูดคุยกับเธอในปี 2011 และบันทึกเสียงนี้เธอได้รับมาก่อนที่วิคเตอร์ จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้แล้ว คุณเชื่อหรือไม่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือจะเป็นเพียงแค่เรื่องลวงโลกทางอินเทอร์เน็ตอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง ?

ที่มา : dailymail

NASA ค้นพบระบบสุริยะที่ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงโลกมากถึง 7 ดวง


 
ระบบสุริยะดังกล่าวมีดวงอาทิตย์ชื่อ Trappist-1 มันมีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสเพียงเล็กน้อย อยู่ 40 ปีแสงห่างออกไป นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ 7 ดวง ซึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์แม่ของมัน ซึ่ง 6 ดวงนั้นเป็นไปได้ว่าจะมีของของเหลวอยู่ที่ผิวดาว ซึ่งในอนาคตเราจะใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ หรือยานอวกาศรุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะ James Webb Space Telescope ที่จะส่งขึ้นไปในปีหน้าและทำการถ่ายรูปดาวเคราะห์เหล่านี้จากวงโคจรของโลกเรา

การค้นพบนี้เป็นข้อมูลจากยาน Spitzer ซึ่งจะค้นหา Exo-planets ด้วยการสังเกตการ transit ผ่านหน้าดาวฤกษ์แม่ของมัน

ดาวพวกนี้ถูกตั้งชื่อตามลำดับตัวอักษรตั้งแต่ b ถึง h นั้นอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของมันมาก และใช้เวลาโคจรรอบดาวแม่เทียบเท่ากับ 1.5 วันบนโลกเท่านั้นสำหรับดาว b และ 20 วันสำหรับดาว h ดาวเคราะห์บางดวงเป็น tidal lock คือหันด้านเดียวเข้าหาดวงอาทิตย์

สรุปข้อมูลสำคัญ
– เจอดาวเคราะห์ 7 ดวงขนาดใกล้เคียงโลก
– ดาวพวกนี้โคจรรอบดาวฤกษ์ชื่อ Trappis-1
– ขนาดใกล้เคียงกันหมด บางดวงหันด้านเดียวหาดวงอาทิตย์
– ดาวแต่ละดวงเรียงตามตัวอักษร b,c,d,..,h
– เป็นระบบสุริยะที่เล็กมาก ดาวฤกษ์ก็มีขนาดเล็กใหญ่กว่าดาวพฤหัสเล็กน้อย ขอบเขตของระบบ (heliosphere) แคบกว่าวงโคจรของดาวพุธ
– อาจจะมีของเหลว

โปรแกรมที่ NASA ใช้ โหลดฟรี : http://eyes.jpl.nasa.gov/eyes-on-exoplanets.html

Cr. Nutn0n Blog

‘สตีเฟน ฮอว์คิง’ เชื่อว่าด้วยเอเลี่ยนมีจริง และมันกำลังจะยึดโลก!!


เปิดปากคำของ ‘สตีเฟน ฮอว์คิง’ ว่าด้วยเอเลี่ยนมีจริง และมันกำลังจะยึดโลก!!

ในช่วงนี้ยานแม่ของ independence day resurgence ใกล้เข้าจอดฉายแล้ว เราเลยขอนำกระแสเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเอลี่ยนบุกโลก มาฝากทุกคนว่าแต่ละคนเชื่อว่ามันมีจริงยังไง โดยขอเปิดกันที่ความเชื่อของ ‘สตีเฟน ฮอว์คิง’ นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาเรื่องราวปริศนาอวกาศ


โดยเขาได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2015 ผ่านเดอะมิร์เร่อร์ ว่า ในจักรวาลมีมนุษย์ต่างดาวจริงๆ และพวกมันมีแผนการเดินทางมายังโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ รอบจักรวาลแห่งนี้ โดยแนวโน้มในการเดินทางของพวกมันเหมือนกำลังว่าอาจจะมาตั้งถิ่นฐานบนโลกก็เป็นได้ ซึ่ง ฮอว์คิง ยังบอกอีกว่าการพัฒนานวัตกรรมทางอวกาศที่จะสามารถทำให้เราเดินทางไปยังดาวต่างๆเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสิ่งหนึ่งที่จะสามารถรักษาให้มนุษยชาติอยู่รอดได้คือการโยกย้ายไปดาวดวงอื่น เพราะไม่แน่ว่าในอนาคตบนโลกนี้อาจเกิดภัยพิบัติรุนแรง

สำหรับประเด็นดังกล่าวของ ฮอว์คิง สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง independence day โดยในภาคนี้ independence Day: Resurgence จะเป็นการสานต่อเรื่องราวหลังจาก20 ปีผ่านไป โดยได้ทั้งนักแสดงชุดเดิมและชุดใหม่เข้ามาสร้างสีสันและความมันส์ต้องคูณสองแน่นอน เพราะขนาดหนังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ID4 สร้างความเจ๋งด้วยการชนะรางวัลออสก้าร์สาขาเทคนิคพิเศษ และในยุคที่ CG เฟื่องฟูแบบนี้เราคงได้เห็นงานสร้างที่สุดยอดสมกับที่รอคอยแน่นอน

ที่มา Majorcineplex

‘สตีเฟน ฮอว์กิ้ง’ ยัน ’หลุมดำ’ มีทางออก!



“สตีเฟน ฮอว์กิ้ง” ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาทฤษฎีจักรวาลวิทยา ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษว่าด้วยหลุมดำเป็นเวลานาน 1 ชั่วโมง เนื่องในวาระการเปิดศูนย์วิจัยหลุมดำ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยนอกจากนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับสูงผู้นี้จะแสดงทรรศนะว่าด้วยหลุมดำไว้หลายแง่มุมแล้วยังแทรกอารมณ์ขันเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้เป็นระยะๆ อีกด้วย

โดยความเข้าใจทางด้านฟิสิกส์ทั่วไป หลุมดำ เกิดขึ้นจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หมดพลังที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ของตัวเองลง ทำให้ไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวเองได้จนยุบตัวลงไป ฮอว์กิ้งระบุว่า กว่าตนจะได้ข้อสรุปว่าหลุมดำมีอยู่จริงและสามารถปลดปล่อยอนุภาคต่างๆ ออกมาได้ก็ต้องใช้เวลานานหลายปีมาก ทั้งยังตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เอง ก็ยังกังขาว่าหลุมดำมีอยู่จริงหรือไม่

ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งยืนยันว่า หลุมดำไม่ได้ดำสนิทอย่างชื่อเรียก และถึงแม้ว่าแสงไม่อาจหลุดรอดออกมาจากหลุมดำได้ แต่ตนเชื่อว่าหลุมดำยังมีทางออก ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นช่องทางออกไปสู่อีกจักรวาลหนึ่ง

“หลุมดำไม่ได้เป็นเรือนจำนิรันดร์กาลอย่างที่เราเคยคิดกันก่อนหน้านี้ หลายๆ อย่างสามารถออกมาจากหลุมดำได้ ทั้งที่เป็นการเข้า-ออกจากภายนอก และเป็นไปได้ว่าจะเป็นทางผ่านไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง ดังนั้น ถ้าคุณไปติดอยู่ในหลุมดำ ไม่ต้องกลัว อย่ายอมแพ้ ยังคงมีทางออกอยู่” ฮอว์กิ้งกล่าว

“หลุมดำเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดเกินกว่าอะไรๆ ที่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์สามารถฝันถึงได้ แต่เป็นสิ่งที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นแน่นอน” ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งวัย 74 ปีระบุ โดยชี้ว่า หลักฐานแรกสุดและหนักแน่นที่สุดซึ่งพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของหลุมดำก็คือ การค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วงเมื่อเร็วๆ นี้ และมีการเปิดเผยกันออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งยังเปิดเผยด้วยว่า เป็นไปได้ที่หลุมดำอาจมีขนาดใหญ่มหึมา ขนาดเท่ากับระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์ถึงดาวพฤหัสบดี ซึ่งหมายความว่าอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1,600 ล้านกิโลเมตร หรือไม่ก็อาจมีขนาดเล็กมากขนาดเท่ากับภูเขาสักลูกหนึ่งก็ได้

นอกจากนั้นยังแสดงความเชื่อว่า มนุษย์เราสามารถสร้างหลุมดำขนาดจิ๋วขึ้นมาได้ โดยอาศัยเครื่องเร่งอนุภาคเหมือนอย่างที่ติดตั้งอยู่ที่เซิร์น ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกล่าวตลกๆ ว่า คนไหนที่พบวิธีการสร้างหลุมดำควรได้รับรางวัลโนเบลไปครอง

ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งกล่าวว่า ตนให้ความสนใจกับการทำความเข้าใจเรื่องลึกลับอย่างหนึ่งของหลุมดำมาก นั่นคือเรื่องที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสสารถูกดูดเข้าไปภายใน และย้ำว่า ตนไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าเนื้อหาของสสารเหล่านั้นจะถูกทำลายในหลุมดำ

“มันเหมือนกับที่เราเผาเอนไซโคลพีเดีย ถ้าคุณเก็บขี้เถ้าทั้งหมดเอาไว้ ก็แสดงว่า ข้อมูลของเอนไซโคลพีเดียไม่ได้หายไป แต่มันอ่านได้ยากกว่าเดิมเท่านั้นเอง” และอุปมาไว้ด้วยว่า หลุมดำเปรียบได้เสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของจักรวาลนั่นเอง แต่ข้อมูลจำนวนมากมายแค่ไหนถูกเก็บไว้ภายในหลุมดำเป็นความลึกลับที่สุดอยู่ในเวลานี้ และเรากำลังทำงานหนักเพื่อทำความเข้าใจความลึกลับนี้

ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งชี้ด้วยว่า เป็นไปได้ที่สสารซึ่งถูกดูดเข้าไปในหลุมดำจะถูกส่งไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง ทำให้มันดูเหมือน “หาย” ไปจากจักรวาลของเรา

“ผมอยากออกเดินทางท่องไปในจักรวาลก็จริง แต่ผมไม่อยากลองเดินทางเข้าไปในหลุมดำหรอก” ฮอว์กิ้งกล่าวติดตลกทิ้งท้าย

ที่มา Matichon Online

นั่นไง! นิวตริโน เร็วกว่า แสง (neutrinos)




เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กว่า ไม่มีอะไรเร็วกว่าแสง(แสงเดินทางด้วยความเร็ว 299,792,458 เมตร/วินาที) แต่ เซิร์น(CERN) ได้ออกมากล่าวว่าพวกเขาได้ค้นพบสิ่งที่เร็วกว่าแสงแล้ว

รายละเอียด

เซิร์นได้ทำการยิงลำแสงนิวตริโน(Neutrino Beam) ด้วยเครื่องเร่งอนุภาค(Particle Accelerator) จากเซิร์นที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเจนีวา(Geneva) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังห้องปฏิบัติการในอิตาลีที่ห่างเป็นระยะทาง454ไมล์(730.64 กิโลเมตร) ลำแสงนิวตริโนใช้ระยะเวลาเดินทาง 60 นาโนวินาที เท่ากับว่านิวตริโนเดินทางด้วยความเร็ว 12,177,333,333 เมตร/วินาที ซึ่งนั้นหมายความว่านิวตริโนเดินทางเร็วกว่าแสงถึง 40.6 เ้ท่า

ทางเซิร์นได้คำนวณขอบเขตของค่าความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการทดลองนี้อยู่ที่บวกไม่เกิน 10 นาโนวินาที จากการที่ใช้เวลากว่าเดือนในการทดลองซ้ำกว่า 15,000 ครั้งแต่ก็ไม่พบความข้อบกพร่องของการทดลองนี้ ซึ่งนั้นหมายความว่าถึงจะมีค่าคลาดเคลื่อนที่ 10 นาโนวินาทีก็ไม่ทำให้ นิวตริโนเดินทางช้ากว่าแสงอยู่ดี

นาย James Gillies โฆษกของเซิร์น กล่าวว่า ค่าความเร็วที่เราอ่านได้นั้นมันช่างน่าตื่นตะลึงอย่างมาก เหล่านักวิจัยของเราต่างสอบถามผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ทุกคนต่างคิดว่ามันไม่ถูกต้อง และไม่น่าจะเป็นไปได้ เหล่านักวิจัยจากเซิร์นจึงเชิญนักวิทยาศาสตร์เอกคนอื่นเพื่อมาตรวจสอบการวิจัยของพวกเขา และร่วมกันตรวจวัดอีกครั้ง


ย้อนไปในปี 1905 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์(Albert Einstein) ได้สร้างทฤษฎีสัมพันธ์ภาพพิเศษ ที่รู้จักกันในสูตร E=mC2 คือพลังงานเท่ากับมวลคูณด้วยความเร็วของแสงยกกำลังสอง ถ้านิวตรโนเดินทางเร็วกว่าแสงเร็วจริงนั้นหมายความว่า ถ้าเร็วยิงวัตถุออกไปด้วยความเร็วมากกว่าแสงยกกำลังสองพลังงานที่ได้นั้นเท่ากับ อนันต์

ซ้ายของเส้นประคือเซิร์น ส่วนขวาของเส้นประคือตำแหน่งของห้องปฏิบัิติการในอิตาลี
นิวตริโน เป็นอนุภาคมูลฐาน(อนุภาคหน่วยเล็กที่สุดไม่สามารถแยกย่อยได้อีก) มีความสามารถทะลุทลวงผ่านสสารได้โดยไม่เกิดการรบกวน

ปัจจุบันค่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ที่มา http://wowboom.blogspot.com/2011/09/neutrinos.html

นักฟิสิกส์ตรวจจับนิวตริโนพลังงานสูงที่สุดนอกกาแล็กซีของเรา



นักฟิสิกส์ตรวจจับนิวตริโนพลังงานสูงที่สุดนอกกาแล็กซีของเรา

IceCube Neutrino Observatory เป็นอุปกรณ์ตรวจจับนิวตริโนที่อยู่ลึกลงไปในน้ำแข็งทวีปแอนตาร์กติกาสามารถตรวจจับนิวตริโนจากกาแล็กซี PKS B1424-418 ที่อยู่ห่างไกลออกไปถึง 9.1 พันล้านปีแสงได้

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารชื่อดัง Nature เมื่อ 18 เมษายน 2559

กาแล็กซีนี้ถูกค้นพบมาหลายสิบปีแล้ว แต่ในปี 2011-2014 นักดาราศาสตร์พบว่ามันมีการสว่างวาบขึ้นมาซึ่งน่าจะเกิดการหลุมดำขนาดยักษ์ในใจกลางกาแล็กซีเกิด active ขึ้น แต่นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบกลไกลที่ชัดเจนว่าเหตุใดมันจึง active ขึ้นมา

นิวตริโนจากนอกโลกพุ่งชนโมเลกุลของน้ำแข็งแล้วปลดปล่อยรังสีออกมาจนถูกตรวจจับได้ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาเครื่องตรวจับนี้สามารถตรวจจับนิวตริโนได้แล้ว 40ครั้ง ในจำนวนนั้นมีหนึ่งครั้งที่โดดเด่นออกมาเพราะมันมีพลังงานมากถึง 2 เพตะอิเล็กตรอนโวลต์ (2X1015 eV)

ที่จริงพลังงานขนาดนี้ก็แค่พลังงานจลน์ของเหรียญบาทที่หล่นจากที่สูง 1 เมตรเท่านั้น แต่เมื่อพลังงานนี้อัดอยู่ในนิวตริโนเพียงอนุภาคเดียวมันถือว่ามหาศาล ปรากฏการณ์ที่ทำให้นิวตริโนมีพลังงานสูงขนาดนี้ได้ต้องมีความรุนแรงสูงมากๆ

ขณะนี้ทีมนักฟิสิกส์กำลังใช้ผลการจรวจจับนิวตริโนดังกล่าวตรวจจับปรากฏการณ์อื่นๆตามมา โดยเริ่มใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุในการเก็บข้อมูล

เรียบเรียงโดย

อาจวรงค์ จันทมาศ
ที่มา NARIT

นิวตริโน อนุภาคลึกลับจากดวงอาทิตย์

 

เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าใจกลางของดวงอาทิตย์เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันจริงๆ ไม่ได้เกิดจากกระบวนการอื่น?

ทฤษฎีบอกเราว่าพลังงานแสงที่เกิดใจกลางดวงอาทิตย์นั้นวิ่งชนกับอนุภาคต่างๆไปมาทั้งอิเล็กตรอนและนิวเคลียสนานโข ดังนั้นกว่าจะออกมาถึงผิวดวงอาทิตย์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่มีอนุภาคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในแกนกลางของดวงอาทิตย์ แต่สามารถทะลุดวงอาทิตย์ออกมาถึงผิวหน้าได้ในพริบตา

มันคือ นิวตริโน ( neutrino)

นักฟิสิกส์พบว่าปฏิกิริยาฟิวชันที่แกนกลางดวงอาทิตย์จะปลดปล่อยอนุภาคนิวตริโนออกมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งอนุภาคเหล่านี้จะวิ่งทะลุผิวดวงอาทิตย์ออกมาด้วยความเร็วสูงโดยแทบจะไม่ชนกับอะไรเลย เนื่องจากนิวตริโนไม่มีประจุไฟฟ้า ทำให้สนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กไม่สามารถส่งอิทธิพลใดๆต่อมันได้ ดังนั้นมันจะวิ่งไปโดยไม่ “ชน” กับประจุใดๆ นอกจากนี้ในสมัยนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า นิวตริโนไม่มีมวล ดังนั้นมันจึงไม่ถูกมวลสารใดๆดึงดูดจนการเปลี่ยนเส้นทางอีกด้วย

มีเพียงแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนเท่านั้นที่มันยอมมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

(ปัจจุบันนักฟิสิกส์พบว่านิวตริโนมีมวล แต่น้อยมากๆ น้อยจนสามารถประมาณเป็นศูนย์ได้ในหลายๆกรณี)

แบบจำลองใจกลางของดวงอาทิตย์บอกเราว่าจะมีนิวตริโนจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ในปฏิกิริยาฟิวชันแล้วพวกมันจะวิ่งทะลุดวงอาทิตย์ออกมาทุกทิศทางโดยรอบ เมื่อเหล่านิวตริโนเดินทางมาถึงโลกมันจะทะลุผ่านโลกเราไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าในเมื่อมันทะลุผ่านโลกหนาๆได้มันย่อมทะลุผ่านร่างกายของเราด้วยไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของโลกซึ่งใน 1วินาทีนิวตริโนละราวๆ หนึ่งล้านล้านตัวจะทะลุผ่านตัวเราโดยไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกายเราเลย

การตรวจจับนิวตริโนจึงเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังแห่งทฤษฎีทำให้นักฟิสิกส์สามารถคำนวณได้ว่านิวตริโนที่วิ่งมาด้วยพลังงานเหมาะๆค่าหนึ่งจากดวงอาทิตย์สามารถถูกตรวจจับผ่านปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เหมาะสมได้

ช่วงปลายปี 1960 Raymond Davis, Jr. นักวิทยาศาสตร์ผู้เก่งกาจฟิสิกส์และเคมีใช้สาร perchloroethylene (C2Cl4 ) ในสถานะของเหลวปริมาณ 100,000 แกลลอน(เกือบสามแสนแปดหมื่นลิตร ) บรรจุไว้ในแทงค์ทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 14 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางทรงกระบอกราวๆ 6 เมตรเพื่อใช้ในการตรวจจับนิวตริโน(รูป1)



สารดังกล่าวเป็นสารเคมีที่สามารถละลายสารอินทรีย์(สิ่งสกปรก)ได้ดีและไม่ลุกติดไฟ เราจึงนิยมใช้ผสมกับสารอื่นเพื่อใช้ในงานซักแห้ง

นิวตริโนที่ออกมาจากดวงอาทิตย์จะพุ่งเข้าทำปฏิกิริยานิวเคลียร์กับอะตอมของคลอรีน เปลี่ยนอะตอมของคลอรีนให้กลายเป็นอาร์กอนกัมมันตรังสีซึ่งเราสามารถตรวจจับได้

การทดลองนี้ถูกเรียกว่า Homestake experiment ซึ่ง Homestake เป็นชื่อเหมืองที่ใช้ในการทดลอง ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้นักฟิสิกส์ตกตะลึงจนถึงปวดหัว

ปริศนาเกิดขึ้นเมื่อจำนวนนิวตริโนที่ถูกตรวจจับได้ในการทดลอง มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น!! นักฟิสิกส์เรียกปริศนานี้ว่า ปัญหานิวตริโนของดวงอาทิตย์ ( Solar neutrino problem)

ย้อนเวลากลับไปเมื่อสองร้อยห้าสิบปีก่อน

นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่าง เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล(Sir William Herschel) เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการค้นพบสิ่งสำคัญรอบตัว โดยใช้ทักษะที่เรียกว่า การตั้งคำถามและการสังเกตอย่างละเอียด

โดยทั่วไปคนจะรู้จักวิลเลียม เฮอร์เชล ในฐานะนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ค้นพบดาวยูเรนัส แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาค้นพบอย่างอื่นอีกมากมายรวมทั้งแสงที่มองไม่เห็นจากดวงอาทิตย์อีกด้วย

จำได้ไหมครับ

การทดลองที่เซอร์ไอแซค นิวตัน แยกแสงอาทิตย์ออกเป็นสีรุ้งด้วยแท่งแก้ว ในขณะนั้นนิวตันสรุปว่าแสงสีขาวของดวงอาทิตย์ที่เราเห็นเกิดจากแสงสีรุ้งรวมกัน แต่วิลเลียม เฮอร์เชลไปได้ไกลกว่านั้น

เขาเริ่มจากการตั้งคำถามที่ไม่ธรรมดาในเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็รู้อย่างเรื่องที่ว่าแสงอาทิตย์นั้นร้อน คำถามอันเฉียบคมของเขาคือ “แล้วแสงสีไหนล่ะ ที่ร้อนที่สุด?”

หมายความว่าแสงสีใดถ่ายเทพลังงานทำให้วัตถุร้อนขึ้นได้มากที่สุด

เฮอร์เชลทำการทดลองโดยต่อยอดจากการทดลองของนิวตัน เขาแยกแสงอาทิตย์ออกเป็นรุ้งด้วยแท่งแก้ว จากนั้นเอาเทอร์โมมิเตอร์มาวางไว้ตามสีต่างๆเพื่อวัดอุณหภูมิโดยไม่ลืมวางเทอร์โมมิเตอร์อีกแท่งไว้แถวๆนั้นเพื่อวัดอุณหภูมิห้องเป็นตัวเปรียบเทียบว่าอุณหภูมิจากแสงสีต่างๆทำให้เทอร์โมมิเตอร์ร้อนขึ้นแค่ไหน(รูป 1)

ฟังดูเป็นการทดลองง่ายๆที่ใครก็ทำได้

แต่การตั้งคำถามคมๆแบบนี้ไม่ใช่ของง่าย

เฮอร์เชลพบว่าแสงสีแดงร้อนสุด ส่วนแสงสีม่วงนั้นร้อนน้อยที่สุด แต่การค้นพบดังกล่าวยังไม่ใช่เรื่องตกใจ เรื่องชวนตกใจคือ เขาพบว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่วางไว้ข้างๆแสงสีแดงเพื่อวัดอุณหภูมิห้องกลับร้อนยิ่งกว่าแสงสีแดงเสียอีก!! (รูป 2)



การค้นพบนี้ทำให้เขามึนตึ้บ ทำไมบริเวณข้างๆสีแดงจึงร้อนที่สุดไปได้

เฮอร์เชลทำการทดลองซ้ำอีกอย่างรัดกุมจนสรุปได้ว่า แสงอาทิตย์นอกจากจะประกอบไปด้วยสีรุ้งแล้วยังมีแสงที่มองไม่เห็นที่ถูกแท่งแก้วแยกออกมาอยู่ข้างๆแสงสีแดงอีกด้วย เขาจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบอินฟราเรด(infrared radiation) แสงที่มองไม่เห็นที่มากับดวงอาทิตย์นั่นเอง

ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์บางทีก็ไม่ได้ยึดเอาผลการทดลองเป็นคำตอบในทันที

กลับมาที่ปริศนานิวตริโนที่มาจากดวงอาทิตย์

ในเมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าการทดลองตรวจจับนิวตริโนได้น้อยกว่าที่ทฤษฎีทำนายไว้ราวๆหนึ่งในสาม(บางการทดลองพบว่าน้อยกว่าราวๆครึ่งหนึ่ง) หลายๆคนคงคิดว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ควรทำคือ ปฏิเสธทฤษฎีเกี่ยวกับการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์ทันทีเพราะทฤษฎีไม่ตรงกับผลการทดลอง

ทว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมั่นใจกับทฤษฎีการกำเนิดพลังงานของดวงอาทิตย์มากเสียจนพวกเขาส่วนหนึ่งยังเลือกเชื่อทฤษฎีต่อไป แต่ไปมองหาว่ามีจุดไหนบ้างที่พวกเขาลืมมองหรือมองไม่เห็น

ในระยะแรกนักดาราศาสตร์บางส่วนพยายามปรับแบบจำลองการกำเนิดพลังงานของดวงอาทิตย์ พวกเขาคิดว่าบางทีอุณหภูมิและความดันที่ใจกลางอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดกันไว้ก็ได้

ทว่าสมมติฐานใหม่ๆก็มีปัญหาคือ

1.มันให้ผลไม่ตรงกับการตรวจวัดคลื่นความดันที่สั่นสะเทือนอยู่ในดวงอาทิตย์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดขึ้นใกล้ๆผิวของดวงอาทิตย์

 
รูป 3 เป็นเป็นการจำลองคลื่นชนิดหนึ่ง(P-mode wave)ที่สั่นสะเทือนภายในและกระจายมาถึงผิวหน้าของดวงอาทิตย์ด้วยคอมพิวเตอร์ เราเรียกศาสตร์ที่ศึกษาคลื่นความดันในดวงอาทิตย์ว่า Helioseismology ซึ่งน่าสนใจมากโอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังในนะครับ

2.มันให้ผลไม่ตรงกับผลการตรวจจับนิวตริโนใหม่ๆที่ถูกพัฒนาขึ้น

นอกจากนี้นักดาราศาสตร์บางคนเชื่อว่าการคำนวณด้วยแบบจำลองดวงอาทิตย์ที่ผ่านมาอาจมีข้อผิดพลาด ทำให้เกิดการคำนวณใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนค่าที่ได้แม่นยำขึ้น แต่ก็ไม่พบสาเหตุของความคลาดเคลื่อน

ปัญหานิวตริโนที่หายไปเป็นปริศนาค้างอยู่นานนับยี่สิบปี แต่ในที่สุดมันก็ถูกแก้ด้วยความเข้าใจธรรมชาติของนิวตริโน นักฟิสิกส์พบว่านิวตริโนไมได้มี แค่ชนิดเดียว แต่มีถึงสามชนิด

-. นิวตริโนอิเล็กตรอน

– นิวตริโนมิวออน

– นิวตริโนทาว

โดยแต่ละชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงไปมาหากันได้



นิวตริโนที่ออกมาจากดวงอาทิตย์เป็นนิวตริโนอิเล็กตรอน แต่กว่าจะเดินทางมาถึงโลก พวกมันเกิดการเปลี่ยนเป็นนิวตริโนชนิดอื่นไปบ้าง ทำให้นิวตริโนที่เดินทางมาถึงโลกมีทั้งสามแบบ แต่นิวตริโนมิวออนและนิวตริโนทาวออนนั้นไม่ถูกตรวจจับโดยการทดลองที่มีในขณะนั้น ทั้งการทดลองของ Davis ที่ใช้สารคลอรีน,การทดลองทีใช้แกลเลียมในรัสเซียและอิตาลี (การเปลี่ยนแปลงชนิดของนิวตริโนถูกตรวจจับครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ในการทดลอง Kamiokande ) ดังนั้นนักฟิสิกส์จึงตรวจจับนิวตริโนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงข้อคิดอย่างหนึ่งในขณะทำการทดลองคือ หากผลการทดลองไม่ตรงกับทฤษฎี การรายงานผลอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงนั้นดีกว่าการพยายาม “ดัด” ผลการทดลองให้กราฟออกมาสวยและตรงกับทฤษฎี เพราะบางทีเราอาจค้นพบสิ่งใหม่อยู่ก็ได้

****หมายเหตุ

การตรวจจับนิวตริโนเป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจมาก



ซูเปอร์โนวา 1987 A คือการระเบิดของดาวฤกษ์อันรุนแรงที่เกิดบริเวณขอบของเนบิวลาทารันทูลาในกาแล็กซีเมฆแมคเจนแลนใหญ่

ก่อนที่แสงจากการระเบิดจะเดินทางมาถึงโลก นักวิทยาศาสตร์พบว่าเครื่องตรวจจับนิวตริโนจากหลายแห่งบนโลกสามารถจับนิวตริโนได้ เนื่องจากนิวตริโนเป็นอนุภาคที่เกิดขึ้นในขณะที่แกนดาวฤกษ์กำลังยุบตัวลง ส่วนแสงจะออกมาจากซูเปอร์โนวาหลังจากการยุบตัวสร้างคลื่นกระแทก แล้วคลื่นกระแทกเดินทางมายังผิวดาว

นี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจจับนิวตริโนได้จากการระเบิดของดาวฤกษ์ ก่อให้เกิดสาขาใหม่ทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่า Neutrino astronomy ซึ่งนับว่ายังใหม่มากๆ

เขียนโดย
อาจวรงค์ จันทมาศ

อ้างอิงภาพ
http://missionscience.nasa.gov/ems/07_infraredwaves.html
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Helioseismology_pmode1.png
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Composite_image_of_Supernova_1987A.jpg

ที่มา Narit.go.th

ซูเปอร์โนวา การแตกดับของดาวฤกษ์



ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นไปในวัฏจักรเดียวกัน คือเมื่อมีจุดกำเนิด ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด แตกสลายไปตามกาลเวลา แต่หากจะพูดถึงการแตกสลายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยรู้มา คงจะหนีไม่พ้นปรากฏการณ์การแตกสลายครั้งยิ่งใหญ่ของดาวฤกษ์ดวงยักษ์ ที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา เป็นแน่ วันนี้เรามาดูเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้กัน ไปดูกันว่าซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงห้วงจักรวาลไปอย่างไรบ้าง

ความหมายของซูเปอร์โนวา

ซูเปอร์โนวาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์หลายเท่าเดินทางมาถึงวาระสุดท้าย คือ เหลือเชื้อเพลิงไม่มากพอที่จะทำให้ดาวอยู่ได้อีกต่อไป และส่งผลให้เกิดธาตุหนักที่แกนกลาง จากนั้นแรงโน้มถ่วงของดาวทำให้ดาวยุบตัวลง เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์อย่างรุนแรง ก่อนจะระเบิดตัวแตกสลายครั้งใหญ่

การระเบิดของมวลดาวฤกษ์ในแต่ละครั้ง ก็จะมีแสงสว่างวาบเกิดขึ้น แผ่บริเวณออกไปกว้างใหญ่ไพศาล สามารถเห็นได้จากที่ไกลโพ้น ก่อนที่จะค่อย ๆ จางหายไป โดยใช้เวลาเพียงสัปดาห์หรือเดือนเท่านั้น นอกจากนี้การระเบิดยังก่อให้เกิดพลังงานมหาศาล ที่เทียบเท่าได้กับพลังงานของดวงอาทิตย์ที่ปลดปล่อยออกมาตลอดทั้งชีวิตเลยทีเดียว ซึ่งพลังงานที่เกิดขึ้นจะขับไล่ดวงดาวกับวัตถุต่าง ๆ ออกไปด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อนาที และเกิดคลื่นกระแทกบริเวณช่องว่างระหว่างดวงดาว ที่ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ซากซูเปอร์โนวา ด้วย และหลังจากเกิดซูเปอร์โนวาแล้ว เศษเล็กเศษน้อยที่แตกตัวออกมานี้ก็อาจจะหลอมรวมกันเป็นดาวดวงเล็ก ๆ ดวงใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ คำว่า “โนวา” นำมาจากภาษาละตินที่มีความหมายว่า ใหม่ เพื่อสื่อถึงการเกิดใหม่ของดวงดาว ส่วน “ซูเปอร์” ใช้เพื่อจำแนกซูเปอร์โนวาออกจากโนวาธรรมดาที่มีความสว่าง ขนาด และทางกลที่แตกต่างกัน โดยถูกนำมาใช้ครั้งแรกในหนังสือ Merriam-Webster’s Collegiate Dictionary ที่ตีพิมพ์ในปีพ.ศ. 2469

ความถี่การเกิดซูเปอร์โนวา

ความถี่ของการเกิดซูเปอร์โนวาในกาแล็กซีของเราหรือกาแล็กซีที่มีขนาดใกล้เคียงกัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ปีต่อการเกิดซูเปอร์โนวา 1 ครั้ง ส่วนกาแลกซีอื่น ๆ ยังไม่สามารถประเมินความถี่การเกิดซูเปอร์โนวาได้แม่ยำนัก แต่อย่างไรก็ตามการเกิดซูเปอร์โนวาแต่ละครั้งก็มีบทบาทความสำคัญไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะเพิ่มมวลสารให้กับมวลสารระหว่างดวงดาวแล้ว การแผ่กระจายของคลื่นกระแทกที่เกิดขึ้นหลังการระเบิด ยังก่อให้เกิดดาวดวงใหม่มากมายด้วย

ประวัติการค้นพบ

ครั้งแรกที่มีรายงานการบันทึกของการเกิดซูเปอร์โนวาคือ SN 185 ที่ถูกค้นพบในปีพ.ศ. 728 โดยนักดาราศาสตร์ชาวจีน ซึ่งหลังจากมีการพัฒนากล้องดูดาวก็มีการค้นพบซูเปอร์โนวาจากกาแล็กซีอื่น ๆ อีกมากมาย เริ่มจากปีพ.ศ. 2428 ที่มีการค้นพบ S Andromedae ในกาแล็กซีแอนโดรเมดา ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความรู้สำคัญด้านดาราจักรวิทยามากมาย และในช่วงศตวรรษที่ 20 ก็เกิดแบบจำลองซูเปอร์โนวา ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจวงจรชีวิตของดวงดาวยิ่งขึ้น

การตั้งชื่อ

ซูเปอร์โนวาที่ค้นพบจะถูกรายงานไปยังสำนักงานโทรเลขดาราศาสตร์ของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล เพื่อทำการตั้งชื่อ โดยใช้ตัวอักษรในภาษาอังกฤษนำแล้วตามด้วยปีที่ค้นพบ ซึ่งซูเปอร์โนวา 26 อันแรกของปีจะนำหน้าด้วยตัวอักษรใหญ่ หลังจากนั้นก็จะตามด้วยตัวอักษรเล็ก อย่างเช่น SN 2005nc ซูเปอร์โนวาลำดับที่ 367 ที่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2548 เป็นต้น

ประเภทของซูเปอร์โนวา

- ซูเปอร์โนวาแบบที่ 1 (Supernova type I) ซูเปอร์โนวาที่เกิดในระบบดาวคู่ โดยดาวแคระขาวดึงดูดก๊าซจากดาวคู่ของตัวเอง จนกระทั่งกระตุ้นให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

- ซูเปอร์โนวาแบบที่ 2 (Supernova type II) การระเบิดที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดกระบวนการฟิวชั่นในแกนกลางของดวงดาวที่สิ้นอายุขัย

และนี่ก็คือ ปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวา ที่เป็นทั้งจุดจบของดวงดาว และเป็นต้นกำเนิดของดวงดาวในคราวเดียวกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นข้อสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งหลังจากนี้อาจจะมีการค้นพบใหม่ที่ทำให้ปริศนาต่าง ๆ เกี่ยวกับการกำเนิดของจักรวาลคลี่คลายลงก็เป็นได้

ที่มา kapok.com

ฮือฮา! นักวิทย์ตรวจพบ ‘คลื่นความโน้มถ่วง’ ครั้งที่ 2



ทีมนักวิทยาศาสตร์โครงการไลโก ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นครั้งที่ 2 แล้ว เพียง 4 เดือนหลังจากการประกาศการค้นพบคลื่นนี้ครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ หอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงโดยใช้อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ชนิดเลเซอร์ หรือ ไลโก (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory: LIGO) ยืนยันในวันพุธที่ 15 มิ.ย. ว่า พวกเขาตรวจพบคลื่นความโน้นถ่วง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของหลุมดำ 2 ดวงในอวกาศเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากยืนยันการค้นพบครั้งแรกไปเมื่อ 11 ก.พ.

ทั้งนี้ คลื่นความโน้มถ่วง หรือ คลื่นที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลา (space time) ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คาดการณ์เอาไว้ใน ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (General relativity) เมื่อปี 1915 โดยเป็นคลื่นที่ปลดปล่อยออกมา เมื่อวัตถุที่มีมวลมากเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสูงหรือมีกิจกรรมรุนแรงในอวกาศ เช่น ดาวนิวตรอนคู่หรือหลุมดำคู่โคจรรอบกัน, ซุปเปอร์โนวา, รังสีแกมมาระเบิดในอวกาศ เป็นต้น ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกไปในอวกาศ และเมื่อมันเคลื่อนผ่านวัตถุใดก็จะทำให้วัตถุนั้นยืดออกและหดเข้าสลับกัน

การค้นพบครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ปี 2015 ในเวลา 03:38 น. ตามเวลามาตรฐานสากล โดยหอไลโกทั้ง 2 แห่งที่เมืองลิฟวิงส์ตัน รัฐลุยเซียนา และที่เมืองแฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน ซึ่งบริหารโดย สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สามารถตรวจจับคลื่นนี้ได้ แต่หอฯที่ลิฟวิงตันตรวจจับได้ก่อนประมาณ 1.1 มิลลิวินาที (หนึ่งในพันของวินาที)

จากการตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์ คลื่นความโน้มถ่วงที่ตรวจจับได้เป็นครั้งที่ 2 นี้ เกิดขึ้นในช่วงการโคจรรอบกัน 27 รอบสุดท้ายของหลุมดำ 2 ดวงที่มวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 14 และ 8 เท่า เมื่อราว 1,400 ล้านปีก่อน ก่อนที่พวกมันจะรวมกันเป็นหลุมดำดวงเดียวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 21 เท่า โดยระหว่างการรวมตัวมันได้ปลดปล่อยพลังงานปริมาณเท่าๆ กับมวลของดวงอาทิตย์กลายเป็นคลื่นความโน้มถ่วง

ศ.กาบริเอลา กอนซาเลซ โฆษกกลุ่มความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ไลโก (แอลเอสซี) และศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรัฐลุยเซียนา กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้มีนัยสำคัญคือ หลุมดำทั้งสองมามวลน้อยกว่าหลุมดำที่พบในการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงครั้งแรก และเพราะมวลที่น้อยกว่าของพวกมัน ทำให้คลื่นใช้เวลาอยู่ในแขนของไลโกนานกว่าเดิม ประมาณ 1 วินาที ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดทำแผนที่ประชากรหลุมดำในจักรวาลของเรา

ขณะที่ ศ.ฟิลวิโอ ริชชี นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยซาปิเอนซา แห่งกรุงโรม อิตาลี และโฆษกกลุ่มความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์เวอร์โก (วีซี) กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้ เวอร์โก (Virgo) เครื่องอินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ในยุโรป จะเข้าร่วมขยายเครือข่ายอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงอื่นๆ ซึ่งทำงานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นที่ติดตามสัญญาณดังกล่าว และเมื่อรวมเครื่องอินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ 3 เครื่องเข้าด้วยกัน (ไลโก 2, เวอร์โก 1) จะทำให้สามารถระบุตำแหน่งที่มาของคลื่นความโน้มถ่วงในอวกาศได้ดีขึ้นมาก

ที่มา thairath

หลุมดำคู่ อีกหนึ่งการค้นพบสำคัญของไลโก



ข่าวดาราศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดในรอบเดือนที่ผ่านมา เห็นจะไม่มีข่าวใดเกินการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นครั้งแรกโดยหอสังเกตการณ์ไลโก


หลุมดำคู่

ข่าวนี้ใหญ่โตเสียจนคนส่วนใหญ่อาจไม่ทันสังเกตว่าในการค้นพบครั้งเขย่าโลกครั้งนี้ ยังมีการค้นพบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งพ่วงมาด้วย คลื่นแรงโน้มถ่วงที่พบในครั้งนี้เกิดจากหลุมดำสองดวงโคจรรอบกันและตีวงเข้าหากันจนชนกันในที่สุด

“นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พบหลุมดำคู่เหมือนกัน” วิกกี คาโลจีรา นักวิทยาศาสตร์ด้านหลุมดำจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นในอิลินอยส์กล่าว

หลุมดำที่มีมวลระดับดาวฤกษ์เกิดจากดาวฤกษ์มวลสูงที่สิ้นอายุขัย เมื่อดาวฤกษ์วิวัฒน์ไปถึงจุดหนึ่ง เชื้อเพลิงของปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เป็นแหล่งพลังงานของดาวฤกษ์หมดไป เมื่อปฏิกิริยานิวเคลียร์หยุดลง แรงดันจากภายในดาวจะต้านมวลของตัวเองไม่ไหว ดาวจะยุบตัวลงไปสู่จุดเล็ก ๆ ที่มีความหนาแน่นมหาศาล กลายเป็นวัตถุจอมเขมือบที่ดูดกลืนทุกสิ่งที่เข้าใกล้ไม่เว้นแม้แต่แสงที่เรียกว่า หลุมดำ

หลุมดำเดี่ยวไม่ใช่เรื่องแปลก นักดาราศาสตร์ค้นพบหลุมดำมวลระดับดาวฤกษ์ที่อยู่อย่างโดด ๆ มาแล้วไม่น้อย แต่ไม่เคยพบหลุมดำคู่เลย

บนท้องฟ้ามีดาวฤกษ์คู่มากมาย หลุมดำคู่ก็น่าจะมีอยู่จริงด้วย แต่ก็ไม่เคยมีใครพบเห็นหลุมดำคู่ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

หากไม่มีเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงอย่างไลโก นักวิทยาศาสตร์จะไม่มีทางศึกษาหลุมดำคู่ได้เลย

หลุมดำเดี่ยวยังมีโอกาสถูกตรวจจับและศึกษาได้ แม้หลุมดำเองจะไม่เปล่งแสงใด ๆ ออกมา แต่เมื่อหลุมดำกลืนกินสสาร สสารที่กำลังไหลวนลงสู่หลุมดำจะร้อนมากจนแผ่รังสีออกมาให้ตรวจจับได้

แต่กรณีของหลุมดำคู่ไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากพลวัตของระบบหลุมดำคู่จะมีความปั่นป่วนอลหม่านมาก จึงเป็นการยากมากที่ระบบเช่นนี้จะมีสสารนอกหลุมดำอยู่บริเวณใกล้เคียงที่จะมาป้อนให้แก่หลุมดำ

หลุมดำที่ไม่มีสสารให้กลืน จะเป็นหลุมดำที่มืดสนิท การศึกษาหรือค้นหาระบบหลุมดำคู่ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั่วไปจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะหลุมดำคู่ที่โคจรรอบกันเองจะไม่มีสิ่งใดแผ่ออกมาให้เห็นหรือตรวจจับได้เลย นอกจากคลื่นความโน้มถ่วง

การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงและหลุมดำคู่ของไลโกในครั้งนี้ จึงเป็นการค้นพบปรากฏการณ์สองสิ่งที่สนับสนุนต่อกัน นั่นคือ หลุมดำคู่ช่วยพิสูจน์ว่ามีคลื่นความโน้มถ่วงอยู่จริง และการที่พบคลื่นความโน้มถ่วงก็พิสูจน์ว่ามีหลุมดำคู่อยู่จริง

การที่ไลโกตรวจพบหลุมดำคู่หลังจากการปรับปรุงใหม่เพียงไม่กี่วัน อาจหมายความว่ามีหลุมดำคู่อยู่เป็นจำนวนมากในเอกภพ นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าไลโกก็อาจตรวจพบเพิ่มอีกหลายแห่งภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เรื่องน่าตื่นเต้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ มวลของหลุมดำคู่นี้ก็มีเรื่องให้น่าขบคิด

หลุมดำคู่ที่ชนกันจนทำให้เกิดคลื่นแรงโน้มถ่วงที่ไลโกตรวจพบในครั้งนี้ ดวงหนึ่งมีมวล 29 มวลสุริยะ อีกดวงหนึ่งมีมวล 36 มวลสุริยะ เป็นที่น่าแปลกใจอย่างมากว่าหลุมดำมวลมากระดับนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

หลุมดำมวลดาวฤกษ์ เกิดขึ้นมาจากดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัย แต่ตามทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ หลุมดำที่เกิดจากกระบวนการนี้จะมีมวลสูงสุดได้เพียงประมาณ 20 มวลสุริยะเท่านั้น แล้วหลุมดำที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 29 กับ 36 เท่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เป็นเรื่องอธิบายยาก

มวลที่สูงมากนี้แสดงว่าหลุมดำทั้งสองนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต่างจากของดาวคู่ทั่วไปในดาราจักรทางช้างเผือกอย่างมาก รวมถึงดวงอาทิตย์ของเราด้วย
คาโลจีรากล่าว

ความแตกต่างที่กล่าวถึงนี้คือ สภาพโลหะ ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของธาตุที่หนักกว่าฮีเลียมในดาว

เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายว่า หากดาวฤกษ์มีสัดส่วนของไฮโดรเจนและฮีเลียมสูง ดาวนั้นจะคงรักษามวลของตัวเองได้นานโดยไม่เสียไปกับลมสุริยะมากนัก ซึ่งการสำรวจดาวฤกษ์ในระยะหลังก็ดูเหมือนจะสนับสนุนทฤษฎีนี้

นั่นหมายความว่า หากดาวมีสัดส่วนไฮโดรเจนและฮีเลียมสูงในระดับหนึ่ง ก็จะมีโอกาสหลงเหลือมวลมากพอที่จะสร้างหลุมดำมวลสูงมากหลังจากสิ้นอายุขัยได้การค้นพบจากไลโกในครั้งนี้ย่อมเป็นแรงสนับสนุนทฤษฎีนี้อีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา สมาคมดาราศาสตร์ไทย

สสารมืด : Dark Matter


ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมานักดาราศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องว่าสสารที่เรารู้จัก จับต้องได้ สังเกตได้ อาจจะไม่ใช่สสารที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเอกภพ … เอาเข้าจริงๆ สสารที่เรารู้จักกลับกลายเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของมวลรวมของเอกภพ คือเพียง 4% เท่านั้น

ส่วนอีก 96% ปัจจุบันนักดาราศาสตร์เชื่อว่าประกอบด้วยสสารมืด (Dark Matter) 22% กับพลังงานมืด (Dark Energy) อีก 74% ในครั้งนี้เรามาเริ่มกันด้วยสิ่งที่เข้าใจง่ายกว่า คือ สสารมืด

ถึงจะเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายกว่าแต่ปัจจุบันสสารมืดก็ยังเป็นปัญหาปลายเปิดที่ใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งในวิชาดาราศาสตร์ เราเริ่มรู้จักสสารมืดเมื่อปี ค.ศ. 1933 เมื่อฟริตซ์ ซวิกกี นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสังเกตกระจุกดาราจักรโคมา ซึ่งเป็นกระจุกดาราจักรขนาดใหญ่ประกอบด้วยสมาชิกดาราจักรกว่าพันดวงอยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 320 ปีแสงทางกลุ่มดาวเส้นผมของเบเรนิส กระจุกดาราจักรโคมาเป็นกระจุกดาราจักรที่อยู่ในระยะห่างพอดิบพอดีที่เราจะศึกษาการเคลื่อนที่ของแต่ละดาราจักรในกระจุกได้ ไม่ใกล้เกินไปจนเรามองไม่เห็นภาพรวมและไม่ห่างเกินไปจนยากที่จะศึกษา ซวิก กีศึกษาความเร็วที่ดาราจักรสมาชิกของกระจุกดาราจักรเวอร์โกโคจรรอบศูนย์ กลางกระจุกดาราจักรและพบว่าดาราจักรสมาชิกแต่ละดวงนั้นโคจรเร็วกว่าที่ควรจะ เป็นมาก หากมวลรวมของกระจุกดาราจักรโคมามีอยู่เพียงเท่ากับมวลของดาราจักรทั้งหมดรวมกันแล้ว ดาราจักรแต่ละดวงโคจรด้วยความเร็วเท่าที่วัดได้ สมาชิกของโคมาก็จะพุ่งไปคนละทิศคนละทางไม่อยู่รวมกันเป็นกระจุกเว้นแต่ว่าจะมี “มวลที่มองไม่เห็น” ดึงดูดดาราจักรสมาชิกเข้าไว้ด้วยกัน ซวิกกีประมาณว่าโคมาจะต้องประกอบด้วยมวลที่มองไม่เห็นอีกกว่า 400 เท่าของมวลกาแล็กซีที่มองเห็นได้ทั้งหมดรวมกันกระจุกดาราจักรจึงจะยึดรวมกันอยู่ได้อย่างที่เป็น ปัญหาคือมวลอีก 400 เท่านั้นจะมาจากไหน?

นั่นคือจุดที่นักดาราศาสตร์เริ่มรู้จักสสารมืด แต่หลักฐานที่มีในระยะแรกก็ยังค่อนข้างคลุมเครือและการค้นพบของซวิกกีก็ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างนัก จวบจนเวลาล่วงเลยมา 40 ปี ในปี ค.ศ. 1975 นักดาราศาสตร์จึงได้ค้นพบหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่งที่บ่งชี้ว่ามีมวลที่มองไม่เห็นในเอกภพ

ครั้งนี้นักดาราศาสตร์ไม่ได้ศึกษากระจุกดาราจักรทั้งกระจุก แต่ศึกษาดาราจักรกังหันใกล้ๆ หลายดาราจักรที่สามารถศึกษาการหมุนรอบตัวได้อย่างละเอียด หากมวลส่วนใหญ่ของ ดาราจักรอยู่ในตัวดาราจักรที่เราสังเกตได้หรือคืออยู่ตรงกลางๆ ของตัวดาราจักร ความเร็วการหมุนรอบตัวเองของแต่ละส่วนของกังหันก็ควรจะลดลงตามระยะห่างจากศูนย์กลางดาราจักร เหมือนกับระบบสุริยะที่มวลส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง (คือดวงอาทิตย์) ความเร็วที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ก็จะลดหลั่นไปตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ดาวพุธโคจรเร็วกว่าโลก โลกโคจรเร็วกว่าดาวอังคาร ดาวอังคารโคจรเร็วกว่าดาวพฤหัส ฯลฯ แต่สิ่งที่พบจากการสังเกตดาราจักรกังหันกลับเป็นว่าความเร็วในการหมุนรอบตัวเอง ณ จุดต่างๆ ของแขนกังหันมีความเร็วค่อนข้างคงที่ไม่ว่าจะออกห่างจากศูนย์กลางไปเท่าใด

นักดาราศาสตร์มีทางเลือกสองแนวทางที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ ทางแรกคือกลศาสตร์นิวตันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าแม่นยำขนาดส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ได้ อาจจะใช้การไม่ได้กับระบบที่ใหญ่ขนาดดาราจักร ซึ่งฟังดูไม่เข้าท่า เพราะจะนำไปสู่คำถามใหญ่กว่าที่ว่าทำไมกลศาสตร์นิวตันถึงใช้ไม่ได้กับระบบขนาดใหญ่ ทางที่สองคือยอมรับว่ามวลราว 90% ของดาราจักรไม่ได้อยู่ตรงกลางตัวดาราจักรที่สังเกตได้ แต่อยู่โดยรอบดาราจักรในบริเวณที่เราส่องกล้องไปเท่าไหร่ก็พบแต่ความว่างเปล่า มองทะลุไปเห็นดาวเบื้องหลังได้ราวกับว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงที่นั้น ซึ่งก็น่าอึดอัดไม่แพ้ทางเลือกแรก แต่ก็ยังฟังดูเป็นไปได้มากกว่า การค้นพบนี้เป็นการยืนยันแนวคิดเรื่องสสารที่มองไม่เห็นในเอกภพของซวิกกี

นับตั้งแต่นั้นมาเรื่องของมวลที่มองไม่เห็นหรือสสารมืดก็มีหลักฐานอื่นมายืนยันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังเกตปรากฏการณ์เลนส์แรงโน้มถ่วง (Gravitational Lensing) รอบกระจุก ดาราจักรมวลมากที่สามารถเบี่ยงเบนทิศทางการเดินทางของแสงจากดาราจักรที่อยู่ ไกลออกไปให้รวมกันมายังผู้สังเกตได้เหมือนเลนส์นูนรวมแสง ยิ่งกระจุกดาราจักรมีมวลมากก็ยิ่งเบนทิศทางของแสงได้มาก การสังเกตนี้ทำให้พบว่ากระจุกดาราจักรขนาดใหญ่ทุกกระจุกมี “กำลังรวมแสง” มากกว่าที่มวลของดาราจักรที่เรามองเห็นจะรวมได้ เว้นแต่มีมวลที่มองไม่เห็นมาช่วยดึงทิศทางของแสงให้เบี่ยงมารวมกัน

นักดาราศาสตร์จำนวนมากได้พยายามศึกษาสสารมืดด้วยหลายแนวทาง ในช่วงแรกเรายังไม่แน่ใจว่าสสารมืดนั้นเป็นวัตถุท้องฟ้าจำพวกที่ตรวจพบได้ยากมากจนไม่มีใครมองเห็นหรือไม่ เช่นอาจจะเป็นดาวแคระน้ำตาลหรือเศษดาวเคราะห์น้อยที่ส่องสังเกตได้ยาก หรืออาจจะเป็นวัตถุเย็นอื่นที่แผ่รังสีน้อยมาก และต่อมาก็สันนิษฐานว่าสสารมืดอาจจะเป็นดาวมืดๆ ขนาดเล็กๆ แต่มวลมากที่โคจรอยู่รอบดาราจักรในระยะไกลๆ และไม่แผ่รังสี แต่การค้นหาที่ผ่านมาตลอดกว่า 20 ปีมานี้ก็พบว่าสสารมืดไม่น่าจะเป็นวัตถุจำพวกที่กล่าวมา

คำว่า “มืด” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามวลที่มองไม่เห็นนั้นมีสีดำ แต่หมายถึงว่าเราไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร คล้ายกับนักสำรวจยุคโบราณเรียกทวีปอาฟริกาว่า กาฬทวีป เพราะไม่ค่อยมีใครบุกป่าฝ่าดงเข้าไปสำรวจเลยไม่มีใครรู้จักคุ้นเคย หากสสารมืดเป็นวัตถุที่มีสีดำนักดาราศาสตร์ก็คงค้นพบไปแล้วโดยรอให้สสารมืดโคจรผ่านหน้าวัตถุที่สว่างๆ แล้วดูเงาดำๆ ที่เคลื่อนที่ผ่านหน้า แต่ด้วยความที่มวลที่มองไม่เห็นนี้โปร่งแสงโดยสมบูรณ์ การสังเกตด้วยกล้องทุกชนิดตั้งแต่กล้องวิทยุจนถึงรังสีแกมมาที่ใช้สังเกตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงไม่สามารถใช้ค้นหาสสารมืดได้

ถึงขณะนี้นักดาราศาสตร์แบ่งออกเป็นสองค่าย ค่ายแรกคือพวกที่เชื่อว่าสสารมืดน่าจะมีจริง และน่าจะอยู่ในรูปของ “อนุภาคมูลฐานขนาดใหญ่ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร” (Weakly interacting massive particles หรือ WIMP) ซึ่งต้องอยู่ในรูปของอนุภาคที่มีมวลมากที่เรายังไม่รู้จักและไม่ทำปฏิกริยากับอนุภาคอื่นใดเลยแม้แต่กับแสง จึงเดินทางท่องไปในจักรวาลได้อย่างเสรีรวมทั้งเดินทางผ่านร่างกายของเราได้โดยไม่ชนกับอะไรเลย นักดาราศาสตร์จำนวนไม่น้อยในค่ายนี้หวังว่าการทดลองลาร์จ แฮดรอน คอไลเดอร์ อาจจะสามารถสร้างสสารมืดจำพวก WIMP ขึ้นมาจากการยิงโปรตอนพลังงานสูงมาชนกันและไขปริศนาเรื่องสสารมืดก็เป็นได้

ส่วนอีกค่ายย้อนกลับไปที่แนวคิดที่ว่าความเร็วในการหมุนรอบตัวของดาราจักรที่คง ที่นั้นไม่ได้เดินทางจากสสารมืดแต่เกิดจากกฏนิวตันใช้ไม่ได้สำหรับวัตถุขนาด ใหญ่เช่นกาแล็กซี นักดาราศาสตร์ในค่ายนี้เสนอทฤษฏีแรงโน้มถ่วงใหม่ เรียกว่า “กฏนิวตันฉบับปรับปรุง” (Modified Newtonian Dynamics หรือ MOND) ที่แก้ไขกลศาสตร์นิวตันสำหรับใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้โดยเฉพาะ เห็นได้ชัดว่านักดาราศาสตร์สองค่ายนี้พูดกันคนละภาษา และส่อแววว่าจะทะเลาะกันในงานประชุมวิชาการอยู่เรื่อย แต่ท่านผู้อ่านก็ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างครับ หากติดตามต่อไปผมเชื่อว่าปริศนาเรื่องสสารมืดและมวลที่มองไม่เห็นนี้น่าจะกระจ่างชัดภายในชั่วชีวิตเรา

ข้อมูลอ้างอิง
1. http://apod.nasa.gov/apod/ap020203.html
2. http://en.wikipedia.org/wiki/Gravitational_lensing
3. http://en.wikipedia.org/wiki/Massive_compact_halo_object

ที่มา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

นักดาราศาสตร์ชี้ มนุษย์จะได้เจอ’มนุษย์ต่างดาว’ ภายในปี 2031



อังเดร ฟิงเคิลสไตน์ นักดาราศาสตร์ชื่อดังซึ่งทำงานให้กับรัฐบาลรัสเซียออกมายืนยันด้วยตัวเองเมื่อวันจันทร์ (27)ว่า ในจักรวาลยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอยู่ พร้อมระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับผู้มาเยือนจากนอกโลกอย่างแน่นอนภายในระยะเวลา 20 ปีนับจากนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.โดยอ้างข้อมูลจากนักดาราศาสตร์ชั้นนำของรัสเซียที่ระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอนภายในปี ค.ศ. 2031 หรืออีก 20 ปีนับจากนี้

รายงานข่าวระบุว่า อังเดร ฟิงเคิลสไตน์ นักดาราศาสตร์ชื่อดังซึ่งทำงานให้กับรัฐบาลรัสเซียออกมายืนยันด้วยตัวเองเมื่อวันจันทร์ (27)ว่า ในจักรวาลยังมีสิ่งมีชีวิต อื่นๆอยู่ รูปแบบของชีวิตไม่ได้มีแต่บนโลกของเราเท่านั้น พร้อมระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับผู้มาเยือนจากนอกโลกอย่างแน่นอนภายในระยะเวลา 20 ปีนับจากนี้

ฟิงเคิลสไตน์เปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างที่เขาเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วย “การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก” ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยเขาได้ย้ำกับที่ประชุมว่า นอกจากโลกของเราแล้ว ในจักรวาลยังมีดาวอีกหลายดวงที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ “มนุษย์ต่างดาว ” จะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์คือมี 2 แขน, 2 ขา และ 1 ศีรษะ

การเปิดเผยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของรัสเซียรายนี้เป็นการตอกย้ำกระแสความเชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้วารสารทางวิชาการ “The Journal of Cosmology” ฉบับเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาได้ตีพิมพ์บทความที่อ้างว่ามีการค้นพบซากไมโครฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตนอกโลกปะปนมากับอุกกาบาตที่ตกลงสู่พื้นโลกมาแล้วเช่นกัน.

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

เม็กซิโกเปิดเผยภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาว


ฮือฮา!เม็กซิโกเปิดเผยภาพถ่ายที่ระบุว่าเป็นมนุษญ์ต่างดาว ผู้เชี่ยวชาญยันไม่มีการตกแต่งภาพใดๆ

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2558 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน งานเปิดตัวภาพถ่ายของมนุษย์ต่างดาวจัดขึ้นในงานที่มีชื่อว่า “มาเป็นประจักษ์พยาน” ณ หอประชุมแห่งชาติในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก โดยมีนายไฮเม มอสซาน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอ และจัดรายการเกี่ยวกับยูเอฟโอในเม็กซิโกเป็นพิธีกร เขาได้นำภาพของมนุษย์ต่างดาว หรือเอเลี่ยน ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนมาเปิดเผย เพื่อที่จะยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง โดยภาพถ่ายที่นำมาให้ดูกันนั้นเป็นของนายเบอร์นาร์ด เอ เรย์ นักธรณีวิทยาที่ถ่ายไว้ในช่วงปี 2490-2492 แสดงให้เห็นถึงร่างของมนุษย์ต่างดาวที่ตายไปแล้ว หลังมีจานบินลึกลับตกที่เมืองรอสเวลล์ รัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ เมื่อปี 2490 จนทำให้ผู้คนตั้งข้อสงสัยกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวบนโลกนี้จริงหรือไม่



สำหรับภาพถ่ายทั้งหมดที่นำมาเปิดเผยนี้ พบอยู่ในกล่องที่ห้องใต้หลังคาของบ้านหลังหนึ่งในเมืองเซโดนา รัฐแอริโซนา นายมอสซาน กล่าวว่า ใช้เวลาวิเคราะห์ภาพถึง 5 ปี จึงยืนยันได้ว่าเป็นภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวของจริง เพราะไม่มีการใช้เทคนิคตกแต่งภาพใดๆ แน่นอน และยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนอีกด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง

อย่างไรก็ดี เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวนั้น ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน แม้กระทั่งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ(นาซา) ก็ยังไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเคยพบมนุษย์ต่างดาวบนโลกใบนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวของสหรัฐฯ บอกว่าได้เห็นภาพถ่ายแล้ว เชื่อว่าไม่ใช่ซากศพมนุษย์ มัมมี หรือหุ่นจำลอง แต่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า เป็นภาพของมนุษย์ต่างดาวจริงๆ



ที่มา TNN24

ไขปริศนา “ดาวลึกลับ” ที่พัก “มนุษย์ต่างดาว”



ดาวลึกลับ

ที่อยู่ห่างไกลจากโลกราว 1,500 ปีแสง ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างถกเถียงกันอยู่ถึงเรื่อง “มนุษย์ต่างดาว” ว่าอาจเป็นดาวที่พักของพวกมัน

ปริศนาดาวลึกลับ KIC 8462852 ที่อยู่ห่างจากโลกมนุษย์ของเราประมาณ 1,500 ปีแสง ตอนนี้กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการผันผวนของแสงที่ผิดปกติจนทำให้เรานักวิทยาศาสตร์ออกมาแสดงความคิดเห็นกันต่างๆนานาว่า อาจจะมีอารยธรรมมนุษย์ต่างดาวอยู่ที่นั่นก็เป็นได้

เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวและดาวลึกลับได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ เมื่อล่าสุด พบว่าดาวดวงนี้มีการผันผวนแสงที่ผิดปกติ ทำให้เหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างคาดการณ์ไปต่างๆนานา ถึงเพื่อนบ้านร่วมจักรวาลอย่างมนุษย์ต่างดาว

นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานอวกาศของสหรัฐฯ สตีป ฮาวเวลล์ ปัจจุบันได้ทำงานอยู่ในทีมตามล่าหาดาวเคราะห์ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตคล้ายกับโลกด้วยการค้นหาจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศแคปเลอร์ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเขาได้ออกมาเผยว่าดาดาว KIC 8462852 ว่าปัจจุบันมีแนวโค้งของเส้นที่แปลกประหลาดไปจากเดิม ซึ่งดูแล้วไม่เหมือนกับแนวของแสงของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะหรือดาวคู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฮาวเวลล์ ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าบนดาวดวงนั้นมีมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่ เพราะอาจเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป ควรมีเหตุและผลมากกว่านี้ ที่สอดคล้องกันจนสามารถการันตีและยืนยันได้ว่าบนดาวดวงนั้นมีสิ่งมีชีวิตลึกลับอยู่จริง

จากการรายงานของโบยาเจียนที่สำรวจความเป็นไปได้หลากหลายทางธรรมชาติ เช่น ความผิดพลาดของกล้องแคบเลยอ่ะการกรอกกลุ่มซ้อนกันของดาวเคราะห์น้อยหรือการชนกระแทกที่ทำให้เกิดเศษชิ้นส่วนดาวหางในอวกาศที่เป็นบริเวณกว้าง ได้เผยกับนิตยสารดิ แอตแลนติก ว่า “ดาวเคไอซี 8462852 ดวงนี้มีความแตกประหลาดเป็นอย่างมาก จากการสังเกตของแคปเลอร์เผยให้เห็นดาวเคราะห์หรือดวงดาวที่อยู่ห่างไกลด้วยการสังเกตทางผ่านหรือแสงมัวสลัว เมื่อดาวดวงหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวดวงนี้ จะเกิดเป็นแสงประกายประหลาดขึ้นจากดาวดังกล่าว จากร้อยละ 15-22 ในช่วงเวลาที่ผิดปกติ ถ้าหากดาวดวงนี้มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดีที่เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะนั้น ซึ่งปกติแล้วแสงจากดาวพฤหัสบดีจะสลัวเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น ในช่วงที่ถูกดาวอีกดวงเคลื่อนผ่าน ระหว่างมันกับกล้องเคปเลอร์

โดยรายงานเรื่องนี้ ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ Monthly Notices of the Royal Astronomical Society ของประเทศอังกฤษ ที่เขียนโดยทาบีธา โบยาเจียน ที่เพิ่งสำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐ และนักวิทยาศาสตร์ร่วมทีมอีกหลายคน ได้อธิบายถึง “ดาวลึกลับ” ดวงนี้ว่า มันมีรูปแบบของแสงที่ผิดปกติไปจากดาวดวงอื่นๆ อีกทั้งยังเหมือนว่าดาวลึกลับดวงนี้จะมีสสารอยู่วนอยู่รวบๆ ตัวมัน

แต่นายเจสัน ไรท์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนน์ สเตท ของสหรัฐ บอกว่าตนและทีมกำลังเตรียมเขียนรายงานในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการตีแพร่เรื่องราว ข้อมูล หลักฐานจากการคำนวณและคาดการณ์เกี่ยวกับดาวดงนี้ว่า รูปแบบแสงของดาวดวงนี้ เป็นเหมือนสัญญาณอะไรบางอย่างของมนุษย์ต่างดาวที่เกิดขึ้น โดยเขาได้สร้างทฤษฎีว่า โครงสร้างของดาวลึกลับขนาดใหญ่มหึมานี้ อาจเป็นแสงอาทิตย์ของดาวดวงนี้” ถึงอย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ได้ถูกเผยแพร่ลงอินเตอร์เน็ตเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นก่อนที่จะถูกลบทั้งหมดออกจากระบบออนไลน์

ก่อนหน้านี้ เคยมีการค้นพบดวงดาวในลักษณะนี้เช่นกัน คือ ดาวเคไอซี 4110611 ที่มีลักษณะของแสงแปลประหลาดเช่นกัน แต่หลังจากหลังศึกษาและวิจัยกว่าหลายปี กลับพบว่าที่จริงแล้วมันเป็นเพียง ระบบดาว 5 ดวง ที่ส่องแสงเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นนักวิทยาศษสตร์ยังคงหาคำตอบต่อไปเพื่อหาคำตอบที่ชัดจริง

 
biz.