สุดยอด 10 อันดับสิ่งเร้นลับที่ยังไม่คลี่คลาย
10. ผลพลาเซโบ (Placebo Effect)
ผลพลาเซโบ คือ ปรากฎการณ์ที่คนเราทานบางสิ่งที่เขาคิดว่าคือยา (แต่ไม่ใช่ยาจริง) เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แล้วเขามีอาการดีขึ้น. พลาเซโบเป็นสารเฉื่อย (โดยมากเป็นเม็ดแป้ง) เมื่อทานเข้าไป (โดยมีผู้แนะนำว่าจะรักษาอาการเจ็บป่วยได้) ทำให้เขาหายป่วยเพียงเพราะว่าเขาเชื่อว่าสิ่งนั้นคือยาที่สามารถรักษาโรคได้จริงๆ.
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีคำตอบ. อาจเป็นเพราะการเชื่อมต่อของสมองกับร่างกายเป็นสิ่งลึกลับซับซ้อนที่เรายังไม่เข้าใจ. ดังดำว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”. ร่างกายและจิตของคนเรายังมีสิ่งเร้นลับอยู่อีกมาก.
9. แพนสเปอเมีย (Panspermia)
ชีวิตบนโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์บอกเราว่าชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเกิดสภาวะเหมาะสมเป็นถิ่นที่อยู่ แต่กระนั้นพวกจุลชีพดูเหมือนจะโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้? สมมุติฐานอันหนึ่งคือแพนสเปอเมีย, ซึ่งกล่าวว่า “เม็ดพันธ์แห่งชีวิต” ปรากฎอยู่ทุกที่ในเอกภพ, และชีวิตบนโลกเริ่มขึ้นเมื่อ “เม็ดพันธ์” นี้เดินทางมาถึงโลก, บางทีมากับอุกาบาต. สมมุติฐานนี้บอกต่อไปว่าเม็ดพันธุ์นี้ยังถูกนำไปยังถิ่นอื่นๆ ในเอกภพอีกด้วย.
ความเชื่อที่คล้ายกันนี้คือต้นกำเนิดนอกโลก (exo-genesis) ตามความเชื่อของบางศาสนา. ความเชื่อนี้บอกว่าชีวิตถูกนำมายังโลกเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว, แต่ไม่ได้กล่าวว่าถูกนำไปยังถิ่นที่อยู่อื่นๆ ด้วยหรือไม่. หลายคนเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวนำชีวิตมายังโลกของเรา, ตามทฤษฎีของ อีริค ฟอน ดานิเคน (Erich Von Daniken). แม้ว่าหลายคนยังสงสัยว่าชีวิตดำรงอยู่กระจัดกระจายในเอกภพได้อย่างไร และ ถูกพาไปยังดวงดาวต่าง, มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ารูปแบบของชีวิตบางอย่าง, เช่นสปอร์บางชนิดของแบคทีเรียสามารถดำรงอยู่ได้ในอวกาศ, ในสภาวะหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว.
8. การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass extinctions)
นับตั้งแต่การดับสูญของไดโนเสาร์, จนถึงการหายไปของสิ่งมีชีวิตในยุคเปอร์เมียน (Permian Era), การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นอยู่แม้กระทั่งในตอนนี้. บางครั้ง, สาเหตุการเกิดนั้นมันชัดเจน. เรากำลังทำลายชั้นบรรยาชีพ (ไบโอสเฟียร์) และชั้นบรรยากาศ, และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า, 50% ของชีวพันธุ์ทั้งหมด (living species) จะสูญพันธุ์. แต่บางครั้ง,เหตุผลที่แท้งจริงยังครุมเครือ. อาจเป็นเพราะการแก่งแย่งกับชีวพันธ์อื่นๆ, การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งใหญ่, หรือแรงกระแทกจากดาวเคราะห์น้อยหรืออุกาบาตุ (เหตุผลประการหลังนี้ได้รับการเชื่อถืออยูมาก).
กระนั้นก็ตามคำถามบางคำถามยังคงหาคำตอบไม่ได้. นั่นคือทำไมว่าบางชีวพันธุ์เท่านั้นที่ดับสูญ, และชีวพันธุ์อื่นอยู่รอด, บางชนิดดำรงอยู่กระทังถึงทุกวันนี้ (ตัวอบ่างที่โด่งดังคือ ปลาซีลาแคนท์ ที่คิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วนั่นเอง). ในช่วงที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์, ในสมัยนั้นก็ยังมีจระเข้กับเต่าอยู่เลย, และมันยังดำรงพันธุ์อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้, ในขณะที่ไดโนเสาร์, พเทอโรซอรัส (pterosaurus), สัตว์เลื้อยคลานในทะเลและชีวพันธุ์อื่นๆ ดับสูญ. หลายคนเชื่อว่าชีวพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปเพราะว่ามันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ (อาจจะเกิดขึ้น) สิ่งแวดล้อมใหม่ได้ , แต่หลายคนก็ยังไม่เชื่อ. จนกระทั่งถึงทุกวันนี้, การสูญพันธุ์ก็ยังเป็นปริศนาคาใจอยู่, และถ้าไม่มีเครื่องจักรเวลาที่จะนำเราย้อนกลับไปในอดีต, บางทีเราอาจหาคำตอบที่แท้จริงได้. ทฤษฎีอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมก็มี:- ปรากฎการณ์หินภูเขาไฟละลายท่วม (flood basalt events), ฝนดาวตกขนาดเล็ก (smaller asteroid showers), ภาวะโลกร้อน/เย็น, ระดับน้ำทะเลลด.
7. สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) [Wikipedia]
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา คือน่านน้ำในมหาสทุทธแอตแลนติกเหนือซึ่งเรือบินและเรือจำนวนมากได้หายไปอย่างประหลาดโดยไร้ร่องรอย. หลายปีที่ผ่านไปก็มีอธิบายออกมาเพื่อไขปัญหาการหายไปอย่างลึกลับนี้, มีทั้ง อากาศที่เลวร้าย, การลักพาตัวไปโดยชีวพันธ์นอกโลก, การบิดเบี้ยวของกาลเวลา (time warps), และ การที่กฎต่างๆ ทางฟิสิคส์ไม่ทำงาน.
แม้ว่าจะมีเอกสารจำนวนมากที่ถูกกล่าวว่าเป็นรายงานการสาบสูญที่กล่าวเกินจริงไป, แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบาบการหายไปเของเรือบินและเรือจำนวนมากในบริเวณนั้นอยู่ดี.
6. ญาณ (Intuition)
คุณเคยเรียนรู้บางสิ่งโดยไม่ได้รู้เลยว่าคุณรู้มันได้อย่างไร? นั่นล่ะคือญาณ. บางครั้งก็เรียกมันว่าสัมผัสที่หก หรือ กัทฟีลลิ่ง (gut feelings – ยากจะหาคำแปล คล้ายกับเป็นการรู้โดยใช้ความรู้สึกล้วนๆ), ญาณคือความสามารถในการได้มาซึ่งตวามรู้โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน หรือไม่มีเหตุผลใดๆ. บางคนอ้างว่าเขารู้ตัวว่ามีบางคนจ้องมองเขาอยู่, และเมื่อเขาหันมองไปรอบๆ และก็พบว่ามีคนจ้องเขาอยู่จริงๆ. หรือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมองผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม และ ด้วยวิถีบางอย่างเขารู้ว่าใครคืออาชญากร, และต่อมาก็พบว่าเขาคาดเดาได้ถูกต้อง. ถึงแม้ว่ามีบางคนกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้คือความบังเอิญ, บางคนก็เชื่อว่าสมองคนมีความสามารถพิเศษที่จะรับความรู้รอบตัวเขาได้อย่างไม่รู้ตัว. นี่ก็เป็นสิ่งลี้ลับอีกประการหนึ่งของจิตมนุษย์.
5. 2012
อะไรที่ทำให้ปีนี้พิเศษกว่าปี่อื่นๆ? เพราะว่าปีนี้เป็นปีที่โอลิมปิคจัดที่ลอนดอนหรือเปล่า? ก็ไม่ใช่. อารยธรรมมายาโบราณ, จากอเมริกากลาง, มีปฏิทินพิเศษที่ถูกต้องแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ใจ. และปฏิทินนี้ทำนายว่าจุดจบของวัฏจักรชีวิตมนุษย์ขาติคือ คือ วันที่ 21 ธันวาคม 2012, ซึ่งเป็นวันสุริยะสถิตย์ของฤดูหนาว (winter solstice) วันนี้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด (ปีหนึ่งมีสองวัน อีกวันหนึ่ง คือวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันสุริยะสถิตย์ของฤดูร้อน).
ชาวมายันยังเชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์และดาราวิทยา (astrology – โหราศาสตร์) (พวกเขาได้ทำนายการเกิดคราสที่เกิดขึ้นภายหลังนับร้อยๆ ปี ได้อย่างแม่นยำมาก). ดังนั้นเองผู้คนต่างเชื่อกันว่าคำทำนายของชาวมายันเกี่ยวกับจุดจบของโลกน่าจะถูกต้องเช่นกัน.
มีสื่งอื่นๆ ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ อยากรู้อยากเห็น คือว่ามีปรากฎการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญๆ ที่จะเกิดในปี 2012. นอกเหนือไปจากคราสและอุกาบาตที่เกิดขึ้นตามปกติแล้ว, ระบบสุริยะจักรวาลทั้งหมดจะเคลื่อนผ่านศูนบ์กลางของดาราจักร, บางลิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้งในทุกๆ 26,000 ปี. และ, มีโอกาสเสี่ยงที่มีการสับขั้วของดาวเคราะห์ของเรา. ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม, แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปรากฎการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว. นอกจากนั้น, ปฏิทินอินเดีย, กลียุค (Kali Yuga), จบลงในราวเวลาเดียวกันนี้. บังเอิญตรงกัน? ผมคิดว่าไม่ใช่.
4. ชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Life on exoplanets)
ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีทั้งหมด 277 ดวงตามที่บันทึกไว้ถึงปัจจุบัน. อย่างไรก็ตาม, ยังไม่มีการยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงใดดวงหนึ่งใน 277 ดวงนั้น, หรือแม้แตในเอกภพ. กระนั้น, เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องลี้ลับ. เรื่องนี้แตกต่างจาก จานบิน หรือ ยูเอฟโอ เพราะ ยูเอฟโอคือวัตถุบินลึกลับ, หมายถึงมีการพบบางลิ่งที่ไม่สามารถระบุได้บินอยู่เหนือโลกมนุษย์.
ดาวเคราะห์นอกที่ดูเหมือนว่าน่าจะมีสิ่งสนับสนุนการเกิดของสิ่งมีชีวิตได้แก่ Gliese 581 d และ HD 189733 b, ดาวดวงหลังนี้มีไอน้ำและสารอืนทรีย์.
ยังมีคำถามอื่นอีกเช่นว่ามีดวงจันทร์โคจรรอบดาวเหล่านี้หรือไม่. บางคนเชื่อว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตแม้ในระบบสุริยะของเราที่เรายังไม่รู้. ดวงจันทร์บางดวง, อย่างเช่นไครตันของเนปจูน หรือ ยูโปของดาวเสาร์, อาจเป็นไปได้ว่ามี, หรือเคยมี, สิ่งมีชีวิตอยู่, และยังมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลบนดาวอังคาร. กระนั้น, ยังไม่มีผู้ใดทราบ.
3. เส้นนาซคา (Nazca Lines)
ที่เจาะเป็นร่องลึกเข้าไปในผิวโลกบนทุ้งราบนาซคาในเปรูคือสัญญลักษญ์มหึมาวาดเป็นเส้นตรงไม่ขาดตอน. บางเส้นมีควายยาวหลายร้อยเมตร. เส้นเหล่านี้ดูเหมือนว่าลากขึ้นมาโดยมือยักษ์เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว. และที่แปลกประหลาดก็คือ, สามารถมองเห๋นเส้นเหล่านี้ได้จากบนอากาศเท่านั้น. แล้วชาวนาซคานโบราณวาดมันขึ้นมาทำไม?
นักค้นคว้ากล่าวว่าชาวนาซคานโบราณต้องสร้างบอลลูนลมร้อนหรือว่าวขึ้นมาเพื่อมองดูผลงานของตน. อันที่จริง, มีการทดลองและพิสูจน์ได้ว่าชาวนาซคานสามารถสร้างบอลลูนที่ใช้งานได้. ตัวสัญญลักษณ์เหล่านี้คือรูปสัตว์และต้นไม้. กระนั้นบางอันเป็นแถบยาวๆ บนพื้นดินโดยไม่มีความหมายอะไรเลย.
นักเขียนนาม อีริค ฟอน ดานิเคน (Erich Von Daniken) เชื่อว่าเส้นเหล่านี้คือทางสำหรับลงจอดสำหรับยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว, และมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นอาจเป็นผู้ทำมันขึ้นมาเอง. เส้นนาซคานี้อาจทำขึ้นมาสำหรับไว้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นก็ได้.
มาเรีย รีข (Maria Reiche), นักดาราศาสตร์, กล่าวว่าเส้นเหล่านี้อาจใช้เป็นปฏิทิน, หรือใช้เพื่อติดตามเส้นทางของดวงดาวและดาวเคราะห์. มีรูปวาดเป็นรูปลิงที่มีหางม้วนที่ดูคล้ายเส้นโคจรของระบบสุริยะของเรา.
นอกจากนั้นยังมีทฤษฎีที่ครุมเคลือกล่าวว่ามีคนยักษ์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว. แน่นอน, เหล่านี้คือสิ่งลิ้ลับที่ยังคำตอบไม่ได้.
2. โครงสร้างหินขนาดยักษ์ (Megalithic structures)
โครงสร้างหินขนาดยักษ์ ที่จัดว่าเป็นสิ่งเร้นลับนี้ อาจเป็นอนุสาวรีย์ หรือเป็นแค่ก้อนหินที่กระจัดกระจายเป็นรูปแบบใดแบบหนึ่ง. สิ่งที่เร้นลับจริงๆ เกี่ยวกับสมัยโบราณคือ, คนเหล่านั้นสร้างสิ่งใหญ่โตมหึมาเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร? ผู้คนสมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยีที่จำเป็นในการสร้างมันขึ้นมาได้.
กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด. ตัวอย่างที่ใหญ่กว่านั้นคือปิรามิดยักษ์ที่กิซา, หรือปิรามิดในตัวของมันเอง. บางครั้ง วัตถุประสงค์ในการสร้างก็ไม่ชัดเจน (สโตนเฮนจ์), ในขณะที่บางที, โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างนั้นลึกลับและเหมือนว่าดูเหนือธรรมชาติ (ปีระมิด). สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ใช้หินขนาดยักษ์, โดยเฉพาะในกรณีของ สโตนเฮนจ์ และ กองหินคาร์แมค. แต่ก็มีโครงสร้างหินยักษ์บางแห่งก็ไม่ลึกลับ (เช่น Great Zimbabwe), แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดูเหมือนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คนยุคโบราณจะสร้างมันขึ้นโดยพวกเขาเอง. เอาละ, หลายคนอาจจะคิดว่ามนุษย์ต่างดาวช่วยคนสมัยโบราณนั้นสร้างมันขึ้นมา. แม้แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังพูดอะไรแปลกกว่านี้.
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าอาจจะมีอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปแล้วที่ก้าวหน้าสูงมาก, และถ่ายทอดความรู้ในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับอารยธรรมรุ่นหลัง. แต่ก็ไม่มีหลักฐานสำคัญอันใดที่จะสนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน. ตัวอย่างโครงสร้างหินยักษ์อื่นๆ ได้แก่: หินรูปศรีษะที่เกาะอีสเตอร์ (Easter Island Heads), ปิรามิดดวงอาทิตย์ ในเมโสอเมริกา, ปิรามิดอื่นๆ ในอเมริกากลางและใต้, รูปปั้นขนาดใหญ่มหึมาแห่งโรด (Colossus of Rhodes).
1. กำเนิดของเอกภพ (Creation of the Universe)
เอกภพไพศาลและไม่ล่วงรู้. เอกภพมีสิ่งเร้นลับมากมาย. และบางทีสิ่งที่เร้นลับที่สุดของเอกภพเองคือเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นผู้สร้าง. นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีการระเบิดขนาดมหาศาลเกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว เรียว่า บิกแบงก์ (The Big Bang).
ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป, และนักวิทยาศาสตร์กำลังมองหาร่องรอยของพลังงานที่เหลือจากการระเบิดมหึมาที่ให้กำเนิดดวงดาวแสนล้านดาง. กระนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ที่สัมบูรณ์. แต่การกำเนิดของเอกภพเป็นบางสิ่งที่ใหญ่เกินไปที่จะเกิดขึ้นมาง่ายๆ แบบนี้.
ศาสนิกชนต่างกล่าวว่า พระเจ้า/พระอัลล่าห์/พระวิษณุ สร้างเอกภพขึ้นมา. แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าไม่ใช่ มันมีบิกแบงก์, แล้วก็มีพลังงานจากการการะบิดเคลื่อนที่ผ่านเอกภพ, และนักวิทยาศาสตร์พยายามหาจุดระเบิดอยู่ (epicentre). ฉนั้น, การโต้เถียงดำเนินต่อไป. ศาสนา vs. วิทยาศาสตร์ อาจเป็นการขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้. แต่ศาสนาคืออะไร? มีศาสนามากมายหลายแบบ. และความแตกต่างระหว่างศาสนาคริสต์กับตำนานวิทยากรีกคืออะไร? ไม่มีใครเชื่อในตำนานวิทยากรีกอีกต่อไป. แต่วิทยาศาสตร์ล่ะคืออะไร? และคณิตศาสตร์คืออะไร? คือสิ่งที่สร้างโดยมนุษย์. ดังนั้นก่อนที่จะกล่าวมนุษย์สร้างพระเจ้าและวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง, ชาวบ้านควรตระหนักว่ามนุษย์สร้างวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเช่นเดียวกันl. และ บางที, เอกภพอาจเป็นบางอย่างที่จิตเราสร้างมันขึ้นมาก็ได้.



































