10 สุดยอดสิ่งเร้นลับที่ยังไม่คลี่คลาย


สุดยอด 10 อันดับสิ่งเร้นลับที่ยังไม่คลี่คลาย

10. ผลพลาเซโบ (Placebo Effect)
ผลพลาเซโบ คือ ปรากฎการณ์ที่คนเราทานบางสิ่งที่เขาคิดว่าคือยา (แต่ไม่ใช่ยาจริง) เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แล้วเขามีอาการดีขึ้น. พลาเซโบเป็นสารเฉื่อย (โดยมากเป็นเม็ดแป้ง) เมื่อทานเข้าไป (โดยมีผู้แนะนำว่าจะรักษาอาการเจ็บป่วยได้) ทำให้เขาหายป่วยเพียงเพราะว่าเขาเชื่อว่าสิ่งนั้นคือยาที่สามารถรักษาโรคได้จริงๆ.

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีคำตอบ. อาจเป็นเพราะการเชื่อมต่อของสมองกับร่างกายเป็นสิ่งลึกลับซับซ้อนที่เรายังไม่เข้าใจ. ดังดำว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”. ร่างกายและจิตของคนเรายังมีสิ่งเร้นลับอยู่อีกมาก.

9. แพนสเปอเมีย (Panspermia)
ชีวิตบนโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์บอกเราว่าชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเกิดสภาวะเหมาะสมเป็นถิ่นที่อยู่ แต่กระนั้นพวกจุลชีพดูเหมือนจะโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้? สมมุติฐานอันหนึ่งคือแพนสเปอเมีย, ซึ่งกล่าวว่า “เม็ดพันธ์แห่งชีวิต” ปรากฎอยู่ทุกที่ในเอกภพ, และชีวิตบนโลกเริ่มขึ้นเมื่อ “เม็ดพันธ์” นี้เดินทางมาถึงโลก, บางทีมากับอุกาบาต. สมมุติฐานนี้บอกต่อไปว่าเม็ดพันธุ์นี้ยังถูกนำไปยังถิ่นอื่นๆ ในเอกภพอีกด้วย.

ความเชื่อที่คล้ายกันนี้คือต้นกำเนิดนอกโลก (exo-genesis) ตามความเชื่อของบางศาสนา. ความเชื่อนี้บอกว่าชีวิตถูกนำมายังโลกเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว, แต่ไม่ได้กล่าวว่าถูกนำไปยังถิ่นที่อยู่อื่นๆ ด้วยหรือไม่. หลายคนเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวนำชีวิตมายังโลกของเรา, ตามทฤษฎีของ อีริค ฟอน ดานิเคน (Erich Von Daniken). แม้ว่าหลายคนยังสงสัยว่าชีวิตดำรงอยู่กระจัดกระจายในเอกภพได้อย่างไร และ ถูกพาไปยังดวงดาวต่าง, มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ารูปแบบของชีวิตบางอย่าง, เช่นสปอร์บางชนิดของแบคทีเรียสามารถดำรงอยู่ได้ในอวกาศ, ในสภาวะหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว.


8. การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass extinctions)
นับตั้งแต่การดับสูญของไดโนเสาร์, จนถึงการหายไปของสิ่งมีชีวิตในยุคเปอร์เมียน (Permian Era), การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นอยู่แม้กระทั่งในตอนนี้. บางครั้ง, สาเหตุการเกิดนั้นมันชัดเจน. เรากำลังทำลายชั้นบรรยาชีพ (ไบโอสเฟียร์) และชั้นบรรยากาศ, และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า, 50% ของชีวพันธุ์ทั้งหมด (living species) จะสูญพันธุ์. แต่บางครั้ง,เหตุผลที่แท้งจริงยังครุมเครือ. อาจเป็นเพราะการแก่งแย่งกับชีวพันธ์อื่นๆ, การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งใหญ่, หรือแรงกระแทกจากดาวเคราะห์น้อยหรืออุกาบาตุ (เหตุผลประการหลังนี้ได้รับการเชื่อถืออยูมาก).

กระนั้นก็ตามคำถามบางคำถามยังคงหาคำตอบไม่ได้. นั่นคือทำไมว่าบางชีวพันธุ์เท่านั้นที่ดับสูญ, และชีวพันธุ์อื่นอยู่รอด, บางชนิดดำรงอยู่กระทังถึงทุกวันนี้ (ตัวอบ่างที่โด่งดังคือ ปลาซีลาแคนท์ ที่คิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วนั่นเอง). ในช่วงที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์, ในสมัยนั้นก็ยังมีจระเข้กับเต่าอยู่เลย, และมันยังดำรงพันธุ์อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้, ในขณะที่ไดโนเสาร์, พเทอโรซอรัส (pterosaurus), สัตว์เลื้อยคลานในทะเลและชีวพันธุ์อื่นๆ ดับสูญ. หลายคนเชื่อว่าชีวพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปเพราะว่ามันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ (อาจจะเกิดขึ้น) สิ่งแวดล้อมใหม่ได้ , แต่หลายคนก็ยังไม่เชื่อ. จนกระทั่งถึงทุกวันนี้, การสูญพันธุ์ก็ยังเป็นปริศนาคาใจอยู่, และถ้าไม่มีเครื่องจักรเวลาที่จะนำเราย้อนกลับไปในอดีต, บางทีเราอาจหาคำตอบที่แท้จริงได้. ทฤษฎีอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมก็มี:- ปรากฎการณ์หินภูเขาไฟละลายท่วม (flood basalt events), ฝนดาวตกขนาดเล็ก (smaller asteroid showers), ภาวะโลกร้อน/เย็น, ระดับน้ำทะเลลด.

7. สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) [Wikipedia]
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา คือน่านน้ำในมหาสทุทธแอตแลนติกเหนือซึ่งเรือบินและเรือจำนวนมากได้หายไปอย่างประหลาดโดยไร้ร่องรอย. หลายปีที่ผ่านไปก็มีอธิบายออกมาเพื่อไขปัญหาการหายไปอย่างลึกลับนี้, มีทั้ง อากาศที่เลวร้าย, การลักพาตัวไปโดยชีวพันธ์นอกโลก, การบิดเบี้ยวของกาลเวลา (time warps), และ การที่กฎต่างๆ ทางฟิสิคส์ไม่ทำงาน.

แม้ว่าจะมีเอกสารจำนวนมากที่ถูกกล่าวว่าเป็นรายงานการสาบสูญที่กล่าวเกินจริงไป, แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบาบการหายไปเของเรือบินและเรือจำนวนมากในบริเวณนั้นอยู่ดี.

6. ญาณ (Intuition)
คุณเคยเรียนรู้บางสิ่งโดยไม่ได้รู้เลยว่าคุณรู้มันได้อย่างไร? นั่นล่ะคือญาณ. บางครั้งก็เรียกมันว่าสัมผัสที่หก หรือ กัทฟีลลิ่ง (gut feelings – ยากจะหาคำแปล คล้ายกับเป็นการรู้โดยใช้ความรู้สึกล้วนๆ), ญาณคือความสามารถในการได้มาซึ่งตวามรู้โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน หรือไม่มีเหตุผลใดๆ. บางคนอ้างว่าเขารู้ตัวว่ามีบางคนจ้องมองเขาอยู่, และเมื่อเขาหันมองไปรอบๆ และก็พบว่ามีคนจ้องเขาอยู่จริงๆ. หรือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมองผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม และ ด้วยวิถีบางอย่างเขารู้ว่าใครคืออาชญากร, และต่อมาก็พบว่าเขาคาดเดาได้ถูกต้อง. ถึงแม้ว่ามีบางคนกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้คือความบังเอิญ, บางคนก็เชื่อว่าสมองคนมีความสามารถพิเศษที่จะรับความรู้รอบตัวเขาได้อย่างไม่รู้ตัว. นี่ก็เป็นสิ่งลี้ลับอีกประการหนึ่งของจิตมนุษย์.

5. 2012
อะไรที่ทำให้ปีนี้พิเศษกว่าปี่อื่นๆ? เพราะว่าปีนี้เป็นปีที่โอลิมปิคจัดที่ลอนดอนหรือเปล่า? ก็ไม่ใช่. อารยธรรมมายาโบราณ, จากอเมริกากลาง, มีปฏิทินพิเศษที่ถูกต้องแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ใจ. และปฏิทินนี้ทำนายว่าจุดจบของวัฏจักรชีวิตมนุษย์ขาติคือ คือ วันที่ 21 ธันวาคม 2012, ซึ่งเป็นวันสุริยะสถิตย์ของฤดูหนาว (winter solstice) วันนี้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด (ปีหนึ่งมีสองวัน อีกวันหนึ่ง คือวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันสุริยะสถิตย์ของฤดูร้อน).

ชาวมายันยังเชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์และดาราวิทยา (astrology – โหราศาสตร์) (พวกเขาได้ทำนายการเกิดคราสที่เกิดขึ้นภายหลังนับร้อยๆ ปี ได้อย่างแม่นยำมาก). ดังนั้นเองผู้คนต่างเชื่อกันว่าคำทำนายของชาวมายันเกี่ยวกับจุดจบของโลกน่าจะถูกต้องเช่นกัน.

มีสื่งอื่นๆ ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ อยากรู้อยากเห็น คือว่ามีปรากฎการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญๆ ที่จะเกิดในปี 2012. นอกเหนือไปจากคราสและอุกาบาตที่เกิดขึ้นตามปกติแล้ว, ระบบสุริยะจักรวาลทั้งหมดจะเคลื่อนผ่านศูนบ์กลางของดาราจักร, บางลิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้งในทุกๆ 26,000 ปี. และ, มีโอกาสเสี่ยงที่มีการสับขั้วของดาวเคราะห์ของเรา. ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม, แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปรากฎการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว. นอกจากนั้น, ปฏิทินอินเดีย, กลียุค (Kali Yuga), จบลงในราวเวลาเดียวกันนี้. บังเอิญตรงกัน? ผมคิดว่าไม่ใช่.

4. ชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Life on exoplanets)
ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีทั้งหมด 277 ดวงตามที่บันทึกไว้ถึงปัจจุบัน. อย่างไรก็ตาม, ยังไม่มีการยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงใดดวงหนึ่งใน 277 ดวงนั้น, หรือแม้แตในเอกภพ. กระนั้น, เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องลี้ลับ. เรื่องนี้แตกต่างจาก จานบิน หรือ ยูเอฟโอ เพราะ ยูเอฟโอคือวัตถุบินลึกลับ, หมายถึงมีการพบบางลิ่งที่ไม่สามารถระบุได้บินอยู่เหนือโลกมนุษย์.

ดาวเคราะห์นอกที่ดูเหมือนว่าน่าจะมีสิ่งสนับสนุนการเกิดของสิ่งมีชีวิตได้แก่ Gliese 581 d และ HD 189733 b, ดาวดวงหลังนี้มีไอน้ำและสารอืนทรีย์.

ยังมีคำถามอื่นอีกเช่นว่ามีดวงจันทร์โคจรรอบดาวเหล่านี้หรือไม่. บางคนเชื่อว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตแม้ในระบบสุริยะของเราที่เรายังไม่รู้. ดวงจันทร์บางดวง, อย่างเช่นไครตันของเนปจูน หรือ ยูโปของดาวเสาร์, อาจเป็นไปได้ว่ามี, หรือเคยมี, สิ่งมีชีวิตอยู่, และยังมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลบนดาวอังคาร. กระนั้น, ยังไม่มีผู้ใดทราบ.

3. เส้นนาซคา (Nazca Lines)
ที่เจาะเป็นร่องลึกเข้าไปในผิวโลกบนทุ้งราบนาซคาในเปรูคือสัญญลักษญ์มหึมาวาดเป็นเส้นตรงไม่ขาดตอน. บางเส้นมีควายยาวหลายร้อยเมตร. เส้นเหล่านี้ดูเหมือนว่าลากขึ้นมาโดยมือยักษ์เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว. และที่แปลกประหลาดก็คือ, สามารถมองเห๋นเส้นเหล่านี้ได้จากบนอากาศเท่านั้น. แล้วชาวนาซคานโบราณวาดมันขึ้นมาทำไม?

นักค้นคว้ากล่าวว่าชาวนาซคานโบราณต้องสร้างบอลลูนลมร้อนหรือว่าวขึ้นมาเพื่อมองดูผลงานของตน. อันที่จริง, มีการทดลองและพิสูจน์ได้ว่าชาวนาซคานสามารถสร้างบอลลูนที่ใช้งานได้. ตัวสัญญลักษณ์เหล่านี้คือรูปสัตว์และต้นไม้. กระนั้นบางอันเป็นแถบยาวๆ บนพื้นดินโดยไม่มีความหมายอะไรเลย.

นักเขียนนาม อีริค ฟอน ดานิเคน (Erich Von Daniken) เชื่อว่าเส้นเหล่านี้คือทางสำหรับลงจอดสำหรับยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว, และมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นอาจเป็นผู้ทำมันขึ้นมาเอง. เส้นนาซคานี้อาจทำขึ้นมาสำหรับไว้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นก็ได้.

มาเรีย รีข (Maria Reiche), นักดาราศาสตร์, กล่าวว่าเส้นเหล่านี้อาจใช้เป็นปฏิทิน, หรือใช้เพื่อติดตามเส้นทางของดวงดาวและดาวเคราะห์. มีรูปวาดเป็นรูปลิงที่มีหางม้วนที่ดูคล้ายเส้นโคจรของระบบสุริยะของเรา.

นอกจากนั้นยังมีทฤษฎีที่ครุมเคลือกล่าวว่ามีคนยักษ์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว. แน่นอน, เหล่านี้คือสิ่งลิ้ลับที่ยังคำตอบไม่ได้.

2. โครงสร้างหินขนาดยักษ์ (Megalithic structures)
โครงสร้างหินขนาดยักษ์ ที่จัดว่าเป็นสิ่งเร้นลับนี้ อาจเป็นอนุสาวรีย์ หรือเป็นแค่ก้อนหินที่กระจัดกระจายเป็นรูปแบบใดแบบหนึ่ง. สิ่งที่เร้นลับจริงๆ เกี่ยวกับสมัยโบราณคือ, คนเหล่านั้นสร้างสิ่งใหญ่โตมหึมาเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร? ผู้คนสมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยีที่จำเป็นในการสร้างมันขึ้นมาได้.

กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด. ตัวอย่างที่ใหญ่กว่านั้นคือปิรามิดยักษ์ที่กิซา, หรือปิรามิดในตัวของมันเอง. บางครั้ง วัตถุประสงค์ในการสร้างก็ไม่ชัดเจน (สโตนเฮนจ์), ในขณะที่บางที, โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างนั้นลึกลับและเหมือนว่าดูเหนือธรรมชาติ (ปีระมิด). สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ใช้หินขนาดยักษ์, โดยเฉพาะในกรณีของ สโตนเฮนจ์ และ กองหินคาร์แมค. แต่ก็มีโครงสร้างหินยักษ์บางแห่งก็ไม่ลึกลับ (เช่น Great Zimbabwe), แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดูเหมือนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คนยุคโบราณจะสร้างมันขึ้นโดยพวกเขาเอง. เอาละ, หลายคนอาจจะคิดว่ามนุษย์ต่างดาวช่วยคนสมัยโบราณนั้นสร้างมันขึ้นมา. แม้แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังพูดอะไรแปลกกว่านี้.

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าอาจจะมีอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปแล้วที่ก้าวหน้าสูงมาก, และถ่ายทอดความรู้ในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับอารยธรรมรุ่นหลัง. แต่ก็ไม่มีหลักฐานสำคัญอันใดที่จะสนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน. ตัวอย่างโครงสร้างหินยักษ์อื่นๆ ได้แก่: หินรูปศรีษะที่เกาะอีสเตอร์ (Easter Island Heads), ปิรามิดดวงอาทิตย์ ในเมโสอเมริกา, ปิรามิดอื่นๆ ในอเมริกากลางและใต้, รูปปั้นขนาดใหญ่มหึมาแห่งโรด (Colossus of Rhodes).

1. กำเนิดของเอกภพ (Creation of the Universe)
เอกภพไพศาลและไม่ล่วงรู้. เอกภพมีสิ่งเร้นลับมากมาย. และบางทีสิ่งที่เร้นลับที่สุดของเอกภพเองคือเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นผู้สร้าง. นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีการระเบิดขนาดมหาศาลเกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว เรียว่า บิกแบงก์ (The Big Bang).

ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป, และนักวิทยาศาสตร์กำลังมองหาร่องรอยของพลังงานที่เหลือจากการระเบิดมหึมาที่ให้กำเนิดดวงดาวแสนล้านดาง. กระนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ที่สัมบูรณ์. แต่การกำเนิดของเอกภพเป็นบางสิ่งที่ใหญ่เกินไปที่จะเกิดขึ้นมาง่ายๆ แบบนี้.

ศาสนิกชนต่างกล่าวว่า พระเจ้า/พระอัลล่าห์/พระวิษณุ สร้างเอกภพขึ้นมา. แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าไม่ใช่ มันมีบิกแบงก์, แล้วก็มีพลังงานจากการการะบิดเคลื่อนที่ผ่านเอกภพ, และนักวิทยาศาสตร์พยายามหาจุดระเบิดอยู่ (epicentre). ฉนั้น, การโต้เถียงดำเนินต่อไป. ศาสนา vs. วิทยาศาสตร์ อาจเป็นการขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้. แต่ศาสนาคืออะไร? มีศาสนามากมายหลายแบบ. และความแตกต่างระหว่างศาสนาคริสต์กับตำนานวิทยากรีกคืออะไร? ไม่มีใครเชื่อในตำนานวิทยากรีกอีกต่อไป. แต่วิทยาศาสตร์ล่ะคืออะไร? และคณิตศาสตร์คืออะไร? คือสิ่งที่สร้างโดยมนุษย์. ดังนั้นก่อนที่จะกล่าวมนุษย์สร้างพระเจ้าและวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง, ชาวบ้านควรตระหนักว่ามนุษย์สร้างวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเช่นเดียวกันl. และ บางที, เอกภพอาจเป็นบางอย่างที่จิตเราสร้างมันขึ้นมาก็ได้.

10 เรื่องเร้นลับในอวกาศ


เรื่องน่าขันเกี่ยวกับการค้นพบ คือว่ามันมักมีความลี้ลับใหม่ๆ ตามมาด้วยปีนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อการพบในวิทยาศาสตร์อวกาศที่เด่นมากมายสร้างปัญหาให้นักดาราศาสตร์ที่มองหาความหมาย

ต่อไปนี้เป็น 10 เรื่องลี้ลับที่นักดาราศาสตร์กำลังครุ่นคิดใน พ.ศ.2546

1) พลังงานมืด

ไม่มีใครทราบว่ามันเป็นอะไรกันแน่แต่มันเป็นการผลักดัน ขณะที่แรงโน้มถ่วงยึดสิ่งต่างๆ เข้าหากันในแต่ละแห่ง(ภายในดาราจักรและระหว่างดาราจักรในกระจุกดาราจักร) มีแรงที่ไม่รู้จักกำลังทำงานอยู่เบื้องหลังและทั่วเอกภพเพื่อดึงให้ทุกสิ่งออกห่างจากกัน เพิ่งสังเกตกันได้ไม่นานมานี้ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร็วเพิ่มขึ้นเมื่อไม่พบร่องรอยว่ามันคืออะไรก็เรียกมันว่าพลังงานมืด ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่าพลังงานมืดกำลังทำงานอยู่ การคำนวณได้ทำให้ดีขึ้นแรงผลักมีอิทธิพลต่อเอกภพ มี 65% มวลมืดหรือมวลสารมืด(dark matter) ที่แปลกและไม่สามารถเห็นได้มี 30% ของเอกภพทำให้เอกภพมีแค่ 5% ของมวลและพลังงานตามปกติ

การขยายตัวด้วยความเร่งให้แนวคิดว่า ดาราจักรทั้งหมดจะมีชะตากรรมแบบไม่มีที่สิ้นสุด หาจุดจบไม่ได้

2) น้ำบนดาวอังคาร

ดาวอังคารยังปกปิดความลี้ลับไว้ได้ไม่เปิดเผยกันง่ายๆ มีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารหรือไม่? ใครจะตอบได้ถูก ในเมื่อนี่ยังเป็นคำถามของนาซ่าและนักวิทยาศาสตร์ดาวอังคาร แต่ก่อนตอบคำถามนี้มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำเหลวที่ชีวิตต้องการทั้งๆ ที่มีการค้นพบสำคัญเกี่ยวกับน้ำแข็ง ในพ.ศ.2545 แต่ก็ไม่มีใครนึกภาพออกว่ามันอยู่ในสภาวะเหลวได้อย่างไร มีร่องรอยเมื่อเดือนธันวาคมเป็นริ้วรอยมืดบนผิวเป็นเกลือ และน้ำไหล แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายไม่มั่นใจหรอก

ตอนนี้ยานอวกาศโอเดเซย์(Odyssey ของนาซ่า) กำลังโคจรรอบดาวอังคาร จะตามล่าหลักฐานมาให้

3) ใจกลางทางช้างเผือก

บางสิ่งบางอย่างกำลังถูกกลืนที่หลุมดำใจกลางดาราจักรทางช้างเผือก การเฝ้าดูดวงดาวโคจรรอบหลุมดำของทางช้างเผือกดำเนินไปแม้เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นหลุมดำที่นั่นบริเวณรอบหลุมดำมีความกัมมันต์หรือความปั่นป่วนรุนแรงจากหอสังเกตการณ์จันทรา ที่แสดงแล้วเมื่อต้นพ.ศ.2545 แต่หลุมดำก็ไม่ได้สวาปามมวลมากพอจนคายรังสีเอกซ์พลังงานสูง อย่างที่เห็นในหลุมดำมวลมากพฤติกรรมของหลุมดำแสดงความแตกต่างมากมายจนนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจ การศึกษาเมื่อเดือนมกราคม 2545 บอกว่าหลุมดำ 2 หลุมรวมกันอาจทำตัวเหมือนเป็นสวิทช์ปิดเปิดของความเป็นกัมมันต์ มีประกาศการสังเกตการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน แสดงหลุมดำ 2 หลุมกำลังรวมกันจะต้องอธิบายความแตกต่างระหว่างหลุมดำแบบธรรมดาของเราและหลุมใหญ่ที่สว่างไสวรอบดาราจักรไกลๆ

4) กำเนิดของชีวิต

มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่จะทำงานด้วยได้โลกไม่ได้มีการบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ขาดแคลนความคิดกว้างไกลตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เห็นกันว่าชีวิตสามารถอยู่รอดได้ด้วยการเดินทางจากดาวอังคารมายังโลก มันอยู่ในชิ้นส่วนที่หลุดจากดาวอังคารหลังถูกดาวเคราะห์น้อยชนเข้าให้เมื่อพฤศจิกายนนี้พบว่าหินจากดาวอังคารมายังโลกราวเดือนละก้อนมีแมลงเล็กๆ ภายในฝุ่นของดาวหางรายงานที่ได้รับการสนับสนุนเมื่อเดือนธันวาคมพบว่า มีสัตว์เล็กๆ จากอวกาศเข้ามาในบรรยากาศโลก นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าชีวิตบนโลกอาจอยู่ในซุปร้อนของสารชีวะเคมีส่วนที่เป็นน้ำและสารอินทรีย์อาจมาจากอวกาศ โลกคงไม่ต่างจากเครื่องฟักไข่หรือเครื่องเพาะเชื้อ ชีวิตที่นี่อาจเริ่มต้นในที่ไกลแห่งใดแห่งหนึ่ง อาจเคยอยู่บนดาวอังคารหรืออยู่รอบๆ ดาวดวงอื่นมาก่อน

5) ความลับของดวงจันทร์

ไม่มีวัตถุท้องฟ้าในที่ใดที่จะศึกษาได้ดีกว่าดวงจันทร์ เราไปที่นั่น เลือกเฟ้น และนำหินกลับบ้าน แต่ดวงจันทร์ก็ยังคงเก็บความลี้ลับไว้มากมาย ที่ดูแปลกกว่าเก่า คือเรื่องหินบนดวงจันทร์ที่เคยเป็นของโลกมาก่อน มันหลุดออกจากโลกไปได้เมื่อหลายพันล้านปี เมื่อดาวเคราะห์น้อยชนโลกเข้าให้ ที่ๆ เก็บข้อมูลของโลกอยู่บนดวงจันทร์ ?! ความพยายามเพื่อหาปริมาณ เมื่อเดือนกรกฎาคมพบ มวล 11,000 ปอนด์ จากโลกอยู่ห่างกันไม่กี่นิ้วตามพื้นผิวทุกตารางไมล์บนผิวดวงจันทร์ หินโลกบนดวงจันทร์น่าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบของโลกได้ ตอนโลกอายุยังน้อย บรรยากาศโลกและอาจเป็นกำเนิดของชีวิตด้วย ที่จะได้ข้อมูลนี้หาไม่ได้จากที่อื่นใดอีกนอกจากดวงจันทร์ เพราะโลกไม่เหมือนดวงจันทร์ ดวงจันทร์เงียบสงบไม่มีการเคลื่อนไหวภายใน แต่โลกนำมวลจากภายในขึ้นมาที่ผิวใหม่มีการพับหินดินที่เปลือกโลกเข้าไปข้างในและหลอมละลายเกินกว่าจะรับรู้ได้ไม่มีใครแน่ใจว่าควรให้มวลของโลกอยู่ที่ดวงจันทร์นั่นต่อไปหรือควรเอามันกลับคืนมา การวิจัยครั้งใหม่นี้จะบังคับให้มนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ครั้งใหม่ จอห์น อาร์มสตรอง จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันบอกว่า นี่จะเป็นวิธีเร็วและถูกที่สุดที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับกำเนิดดาวเคราะห์ และการเกิดระบบสุริยะทั้งหมด

6) เราโดดเดี่ยวหรือไม่

เราค้นพบดาวเคราะห์ของระบบดาวอื่นที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีและดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรใกล้ดาวของมันมากกว่าของระบบสุริยะของเราซึ่งเห็นว่าแปลก เราชักสงสัยว่าระบบสุริยะของเรามาตรฐานจริงหรือ? อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายนพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าดาวพฤหัสบดีในวงโคจรรอบดาวอื่น ตอนนี้มีความพยายามที่จะค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเล็กกว่านั้น

การศึกษา พ.ศ.2545 คาดว่ามีดาวเคราะห์เล็กๆ หลายพันล้านดวงโคจรรอบดาวทั้งหลาย สงสัยกันว่าจะมีดาวเคราะห์หินในวงโคจรคล้ายโลกของไหม? ความลี้ลับนี้คงพิสูจน์กันไม่ได้ จนกว่าจะมียุคใหม่ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นโคจร

การศึกษาพ.ศ. 2545 พบว่ามีโอกาสของสิ่งมีชีวิตนอกโลก บนดาวเคราะห์คล้ายโลก และ 1 ใน 3 นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ กำลังพูดถึงอีที ก็จะตื่นเต้นกันมากที่มีโอกาสจะพบจุลชีพ

7) ดวงอาทิตย์ปริศนา

ถ้าอยากค้นหาอาชีพที่อนาคตสดใส น่าจะเลือกเป็นนักฟิสิกส์ดวงอาทิตย์ น่าประหลาดที่เรายังไม่เข้าใจไดนามิกส์ของดาวที่เราโคจรรอบ

ตอนนี้ ภาพใหม่ของดวงอาทิตย์ใน พ.ศ.2545 มีรายละเอียดมากที่สุด เปิดเผยโครงสร้างที่คล้ายคลองจากบริเวณสว่างไปยังใจกลางจุดมืดของดวงอาทิตย์ โครงสร้างแปลกนี้ได้รับเชื้อเพลิงจากความร้อนมหาศาลและพลังงานสนามแม่เหล็ก แต่ถ้าจะไปให้ไกลกว่านั้น เช่นการกำเนิดยังเป็นความลี้ลับอยู่ ปรากฏการณ์พลศาสตร์และโครงสร้างบนดวงอาทิตย์ทั่วไปยังไม่เข้าใจ แม้สังเกตการณ์กันมานานมากแล้วก็ตาม

8) อายุของเอกภพ

นักวิทยาศาสตร์เห็นด้วยกับวิธีการทั่วไปว่าเอกภพเริ่มแรกวิวัฒนาการแบบใด แต่เขาเริ่มโต้เถียงกันเมื่อเห็นหัวข้อของอายุเอกภพ อายุของเอกภพราว 12-15 พันล้านปี แต่มีการทบทวนหรือการทำให้ละเอียดยิ่งขึ้นที่ประกาศเป็นระยะๆ ช่วงห่างกันไม่กี่เดือน กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลให้อายุเอกภพเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2545 มีค่า 13-14 พันล้านปี เราบอกไม่ได้ว่าคำตอบสุดท้ายจะมีได้เมื่อไร แต่ก็หวังจะได้ใน พ.ศ. 2546 คำถามที่อยากให้ตอบมีว่า อะไรเกิดขึ้นตอนเริ่มต้นเอกภพ? อะไรเกิดก่อนขณะนั้น?

นี่เป็นคำถามที่นักเอกภพศาสตร์จะโต้แย้งกันตลอดไป เพราะไม่มีการสังเกตการณ์ได้โดยตรง และไม่มีการพิสูจน์ใดๆ

9) ดาวเคราะห์หายไป 2 ดวง

มีภาพน่าประหลาดใจเมื่อนักวิทยาศาสตร์เก่ง สร้างภาพจำลองคอมพิวเตอร์ครั้งล่าสุด ใส่ทฤษฎีเก่าแก่ที่ยอมรับกันมาหลายทศวรรษที่บอกว่าระบบสุริยะของเราเกิดได้อย่างไร แต่แล้วคอมพิวเตอร์กลับให้แผนภาพที่มีแค่ดาวเคราะห์ 7 ดวง?!

ดาวเคราะห์ที่หายไปคือยูเรนัสและดาวเนปจูน

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะแบบจำลองมาตรฐานของการเกิดดาวเคราะห์ ต้องการมวลมาชนกันและยึดติดกันแน่นหลายล้านปี เมื่อแกนใหญ่เกิดขึ้น ก๊าซถูกดึงเพื่อสร้างดาวเคราะห์ใหญ่ อย่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ แต่ไกลกว่านั้นตรงที่เนปจูนและยูเรนัสอยู่ กลับไม่มีมวลมากพอจะสร้างดาวเคราะห์ใดได้ นักทฤษฎีอลัน บอสส์ จากสถาบันคาร์เนจีที่วอชิงตันให้ความคิดใหม่เรื่องกลไกที่สร้างดาวเคราะห์ยักษ์น้ำแข็ง บอสส์นึกภาพดาวเคราะห์ใหญ่ทั้งสี่ในระบบสุริยะของเราที่ไม่ได้มีวิวัฒนาการมาจากแกนหิน เมื่อใช้แบบจำลองมาตรฐาน แต่มันยุบตัวจากก้อนก๊าซใหญ่และก้อนฝุ่น การแก้ปัญหา

บอสส์จำต้องให้ระบบสุริยะเริ่มแรกของเราอยู่ในส่วนอื่นของอวกาศ เขาเลือกบริเวณที่ดาวเกิดกันหนาแน่น บริเวณแบบนี้รังสีเหนือม่วงจากดาวดวงใกล้ๆ แผ่ออกไปผลักมวลออกจากยูเรนัสและเนปจูนจนมีน้ำหนักน้อยลงเหลือเท่าที่เห็น

ต่อมาระบบสุริยะได้เดินทางจากที่วุ่นวายนั้นมายังบริเวณในปัจจุบัน อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ในดาราจักร ความคิดทั้งหมดดูดี แต่นักดาราศาสตร์อื่นสงสัย เรามีทฤษฎีเก่าแก่ที่ทำงานได้ไม่ดีนัก และมีทฤษฎีใหม่จากความคิดที่รุนแรงและกว้างไกล ในพ.ศ. 2546 ในขณะที่นักดาราศาสตร์บางคนกำลังยุ่งคอยมองหาดาวเคราะห์รอบดาวอื่นๆ

บางคนก็พยายามหาว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้อย่างไร

10) เราจะรอดในหรือไม่?


ไม่มีข่าวดาราศาสตร์อวกาศไหนใน พ.ศ. 2545 ที่ตื่นเต้นมากไปกว่าโลกมีโอกาสชนดาวเคราะห์น้อยครั้งแล้วครั้งเล่า ดาวเคราะห์น้อยที่มีข่าวจะชนโลกใน ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) เป็นการสร้างข่าวของสื่อมวลชนเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งนักดาราศาสตร์คนสำคัญก็ได้ประกาศปฏิเสธกันไปแล้ว

เท่าที่ทราบมาตอนนี้ยังไม่เห็นมีหินอวกาศก้อนไหนจะชนโลกได้ แต่มีดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากมายที่ยังไม่ได้ค้นพบ วัตถุเล็กๆ เหล่านี้นับล้านแห่งอาจจะทำลายดาวเคราะห์ของเราได้ และจะไม่มีรายชื่อของพวกมันอีกนานหลายทศวรรษอีกด้วย

น่าฉงนและยากที่จะนึกภาพออกว่า ผลจะออกมาอย่างไร เมื่อดาวเคราะห์น้อยพุ่งมายังโลก บางดวงอาจแข็งเหมือนหินหรือโลหะ ดวงอื่นๆ คงคล้ายยางเมื่อเป็นมวลที่ยึดกันไว้หลวมๆ การระเบิดมันจะมีผลที่ตามมาต่างๆ กันขึ้นกับส่วนประกอบของแต่ละดวง

ดาวเคราะห์น้อยคู่หรือที่มีดาวบริวารค้นพบแล้วมากกว่า 30 แห่ง มีคู่อื่นอีกมากมายที่รอคอยการค้นพบ การหักเหให้มันเบนจากเส้นทางที่พุ่งมายังโลกหรือการทำลายดาวเคราะห์น้อยคู่ เป็นเรื่องน่ากลัวและน่าท้าทายยิ่งนัก สำหรับวิศวกรที่ยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการอย่างไรดีกับดาวเคราะห์น้อยที่ไร้คู่

เรื่องลี้ลับของเราใน พ.ศ. 2546 นี้บางเรื่องคล้ายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่น่าจะทราบแล้วเพราะศึกษามานาน แต่มันก็ยังคงลี้ลับต่อไปและดูจะลี้ลับยิ่งขึ้นเสียอีก

ปริศนาการระเบิดลึกลับที่ "Tunguska?? "


ไม่ใช่เป็นเรื่องยอดนิยมแต่เป็นเรื่องสำคัญ แม้โอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก อย่างไรก็ต้องเกิดอีกบนโลกใบนี้ในไม่ช้า ด้วย The Tunguska event (กรณีทังกัสก้า) เป็นกรณีศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ สถาบันสำคัญของโลกเฝ้าติดตามสืบสวน สำรวจมาตลอด 100 ปี และยังดำเนินการสำรวจต่อไปอีกเพื่อตอบปริศนาจากแดนไกล

วัน ที่ 30 มิถุนายน เมื่อ 100 ปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดกับโลกของเราใบนี้ นั่นคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า " การระเบิดที่ทังกัสก้า " หรือ " Tunguskaexplosion " หรือ " Tunguska Event " ในขณะที่ในภาษารัสเซียเรียกว่า" ตุนกุสสกี้ ฟีโนเมน " หรือปรากฏการณ์ทังกัสก้า

ประเมินว่ามีอำนาจระเบิดเท่า TNT 10-20 Megatons สามารถทำลายล้างเมืองใหญ่ให้สิ้นซากราบเป็นหน้ากอง มากกว่า 1,000 เท่า เทียบเท่าการทิ้งระเบิดเมือง Hiroshima ประเทศญี่ปุ่นในสงครามโลก ครั้งที่ 2 มีผู้เสียชีวิตกว่า 200,000 คนในสงครามครั้งนั้น


การระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นที่แม่น้ำพอดกาเมนนายา ทังกัสกา (บางที่เรียกโปดคาเมนนายาทังกัสก้า)} (Podkamennaya Tunguska River) แคว้นคราสนายาร์ส์ค ในไซบีเรียดินแดนในครอบครองที่หนาวเหน็บทุรกันดารอันขึ้นชื่อของรัประเทศรัส เซีย วันนั้นเป็นวันที่ 30 มิ.ย.1908(ในยุคนั้น ถือกันว่าเป็นวันที่ 17 มิถุนายน เนื่องจากรัสเซียยุคนั้นใช้ปฏิทินแบบเก่า ซึ่งช้ากว่าปฏิทินแบบที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายวัน)


เวลาประมาณ 7 โมง 14 นาที ชาวบ้านที่อยู่ที่นั้นเห็นลูกไฟดวงมหึมา รูปร่างลักษณะเป็นรูปกรวยหรือกระบอก กลม แล่นมาด้วยความเร็วสูงประมาณ 42 กิโลเมตรต่อ วินาทีมีหางเป็นลำแสงยาว ส่งเสียงดังกึกก้อง พุ่งผ่านท้องฟ้าทิ้งควันดำเป็นทาง

วัตถุดัง กล่าวแล่นมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วจู่ๆก็เปลี่ยนทิศอย่างกระทันหันมุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือแทน แต่แรกบินอยู่บนความสูงประมาณ 80 กิโลเมตรแล้วเปลี่ยนระดับความสูงลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร และได้ชะลอความเร็วลงเหลือประมาณ 1 กิโลเมตรต่อ วินาที ชาวบ้านบางคนรู้สึกร้อนวูบที่มากระทบผิวกายด้วยเมื่อลูกไฟดวงนั้นเข้าใกล้พื้นโลก มันก็ระเบิดออกเหนือป่าทึบ ส่งเสียงดังสะเทือนไปไหลเกือบครึ่งค่อนโลกถึงขนาดบางคนแทบจะล้มทั้งยืนเลยที เดียว ไฟป่าลุกขึ้นติดเป็นบริเวณกว้างส่งควันหนารูปเห็ดขึ้นไปบนอวกาศนานนับเดือน ดูเหมือนผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ใช้กำจัดที่ไซบีเรียเท่านั้น หากเมืองอื่นๆ ของรัสเซียที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ก็เกิดพายุลมกระโชกและเสียงดังสนั่น กึกก้อง ผู้โดยสารรถไฟทรานส์ไซบีเรียรู้สึกได้ว่าตัวรถไฟโยนคลอนเหมือนถูกผลัก สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลลิบลัยถึงอเมริกาและ อินโดนีเซียสามารถจับคลื่นสะท้อนขนาดมหึมาที่แล่นออกไปทั้งโลก อีกทั้งยังทำให้เกิดความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์ ซึ่งรับรู้ได้ไกลถึงประเทศอังกฤษเลยทีเดียวและในคืนนั้นท้องฟ้าก็ดูสว่างไสวเป็นพิเศษขนาดที่นักกอฟล์ บางคนสามารถเล่นหวดลูกได้จนถึงเที่ยงคืนจนไม่กลับบ้าน

ที่สต็อกโฮล์ม ช่างภาพสามารถถ่ายรูปได้ในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องใช้แฟลชลูกไฟดังกล่าว เผาผลาญต้นไม้เป็นล้านๆต้น กินพื้นที่มากกว่า 100 ตารางกิโลเมตร จากเหนือไปใต้ และอีกกว่า 40 กิโลเมตร จากทิศตะวันออกไปตะวันตก จากสภาพความเสียหายดังกล่าว นักวิชาการคำนวณเอาไว้ว่า วัตถุดังกล่าวมีมวลประมาณ 3-10 ล้านตัน


ด้วยความรุนแรงที่ สเปซดอตคอมระบุว่า เทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 10-20 เมกะตัน เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นกว่า 1,000 เท่าเลยทีเดียว และสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่โดยรอบ 2,150 ตาราง กิโลเมตร แรงระเบิดเผาผลาญต้นไม้ในป่าแถบไซบีเรียไป 80 ล้านต้น


พยานหลักฐานผู้เห็นเหตุการณ์ 100 ปีที่แล้ว

คำให้การของ S. Semenov
บันทึกโดย Leonid Kulik's ปี ค.ศ. 1930

หลังรับประทานอาหารมื้อเช้า ผมนั่งอยู่หน้าบ้าน ในเมือง Vanavara (ห่างจากจุดเกิดเหตุ 65 กิโลเมตรไปทางใต้) ทันใดนั้นมองเห็นลูกไฟ แตกออกเป็น 2 ลูกกลางท้องฟ้า มีขนาดสูงและกว้างใหญ่ เหนือบริเวณถนน Onkoul's Tunguska ตำแหน่งประมาณ 50 องศา ผุดขึ้นโตเต็มท้องฟ้ามองเห็นเต็มไปด้วยไฟ พุ่งไปทางทิศเหนือ

ชั่วขณะหนึ่งผมรู้สึกร้อน เหงื่อออก โดยไม่รู้ว่าไฟอะไรทำให้ร้อนผ่าว บนท้องฟ้าเริ่มปิด และมีเสียงดังเหมือนอยู่ห่างไม่กี่หลา ผมรู้สึกเหมือนเสียสติ แต่ภรรยาผมวิ่งออกมาจูงผมเข้าบ้าน หลังจากได้ยินเสียงอึกทึก ผมจึงหมอบลง ด้วยความกลัวเพราะถ้าหินตกลงมาจากฟ้า พุ่งชนกระแทกกันจนเกิดไฟไหม้สะท้านสะเทือนบนพื้นดิน อาจได้รับอันตราย

แต่เมื่อฟ้าเริ่มเปิด มีกระแสลมร้อนพัดเข้ามาในบ้าน มีความเสียหายเล็กน้อยบนพื้นทางเดินเป็นวงๆ และหน้ากระจกแตกละเอียด รอยไหม้บริเวณกลอนโลหะที่ประตูโรงนา

คำให้การของ Chuchan of Shanyagir tribe
บันทึกโดย I.M.Suslov ปี ค.ศ. 1926

วันนั้นเราและน้องออกล่าสัตว์อยู่บริเวณริมแม่น้ำ ขณะนอนงีบในกระท่อม ทันทีทันใดเราทั้งสองต้องสะดุ้งตื่นตกใจขึ้น จากเสียงนก กระรอกและลมกรรโชกจนเราสามารถได้ยินเสียงนกบินว่อน อยู่เหนือศรีษะ

เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเหมือนทุกครั้งออกมาล่าสัตว์ เราตกใจอีกครั้งรู้สึกร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟ เราทั้งคู่ตื่นตกใจมาก ตะโกนร้องหาพ่อและแม่ แต่ไม่มีคำตอบกับได้ยินเสียงอึกทึก (เสียงครั้งแรก) และได้ยินเสียงต้นไม้ล้ม

เราทั้งคู่จึงออกวิ่งท่ามกลางเสียงบางอย่างชนดังสนั่น เสียงหินเคลื่อนที่ มีลมแรงกระแทกกันโดยรอบ จนผลักตัวเราเหมือนเป็นเพียงกิ่งไม้ แต่เมื่อเราตั้งสติได้มองเห็นความประหลาด ต้นไม้กำลังล้ม เพลิงลุกไหม้ตามกิ่งไม้ มีความสว่างไสวแสงจ้าเหมือนมองดวงอาทิตย์ เราจึงรีบหลับตาเพราะกลัวอันตราย

ทันทีทันใด เกิดได้ยินเสียงเหมือนฟ้าลั่น (เสียงครั้งที่สอง) ทั้งๆทีเป็นเช้าสดใสไม่มีเมฆ มีเพียงแสงอาทิตย์สาดส่องอ่อนๆ และทันทีทันใดเสียงฟ้าลั่นเกิดขึ้นซ้ำเราและน้องรู้สึกกังวลกระท่อมจะพัง มีอันตรายจากเศษวัสดุ ทั้งๆที่อยู่ห่างออกมาแล้ว บัดนั้นเรายังมองเห็นแสงวาวจากที่อื่น ตามด้วยเสียงอึกทึกดังสนั่นติดตามมาอีก 3 ครั้ง แล้วลมพัดกรรโชก มีเสียงฟาดปะทะกับของต้นไม้ ต้นไม้ล้มลงราบมี
เพลิงลุกไหม้ ในความทรงจำครั้นนั้น จำได้ว่าเสียงฟ้าลั่นนั้นดังกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน

นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ Sibir (ฉบับ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1908) หนังสือพิมพ์ Siberian Life (ฉบับ 27 กรกฎาคม ค.ศ.1908) และหนังสือพิมพ์ Krasnoyaretz (ฉบับ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1908) บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวทำนองเดียวกัน


ถึง แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่สถานการณ์การเมืองโลก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติ รัสเซียไปจนถึงสงครามกลางเมืองต่างๆ ก็ได้เบียดบังความสนใจชาวโลกอีกทั้งป่าทังกัสก้ามีอาณาบริเวณ 750,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นป่าทึบมาก ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลโซเวียตรัสเซีย(ในสมัยนั้น)เข้าใจว่า เป็นเพียงปรากฏการณ์อุกกาบาตขนาดใหญ่ตกธรรมดา จึงไม่ได้ส่งทีมสำรวจเข้าไปแต่อย่างใด


จนกระทั้ง 20 ปีต่อมา จึงได้เริ่มมีการส่งทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าไปสำรวจ โดยมีศาสตราจารย์ลีโอนิด กูลิก (Leonid Kulik) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแร่ประจำสถาบันวิทยาศาสตร์โซเวียตเป็น หัวหน้าชุดสำรวจ พวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ ไล่ไปตั้งแต่ ทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ ธารน้ำแข็งอันเชี่ยวกราก รวมไปถึงการเดินทางที่ลำบากยากเย็น ท้ายที่สุดพวกเขาก็บรรลุถึงจุดหมาย เมื่อเดือนเมษายน ปี 1927 ภาพที่พบ ทำให้คูลิกและลูกทีมตะลึงงันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ภาพของต้นไม้ที่ถูกเผาเกรียมจนเป็น ถ่าน บ้างก็ยืนต้นตรงบ้างก็ล้มระเนระนาดเป็นทางยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ซากไม้ล้มไปทางเดียวกันโดยชี้ปลายออกจากศูนย์กลางที่ประมาณ 25 กิโลเมตรทางเหนือแม่น้ำทังกัสนา ความเสียหายประเมินได้นับล้านๆต้น แต่เรื่องที่แปลกก็คือ

อุกาบาตรที่ว่าหายไปไหน??

ณ ที่เกิดเหตุไม่เห็นมีอุกกาบาตขนาดยักษ์ปรากฏอยู่ตามที่คาดกันไว้ มันหายไปไหน ทั้งที่ขนาดมันต้องไม่ใช่เล็กๆเป็นแน่ ดังนั้นทีมสำรวจจึงได้พยายามขุดหาร่องรอยของอุกกาบาตอย่างสุดชีวิต

แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบ......ณ จุดศูนย์กลางของการระเบิดนั้น ไม่มีแม้แต่อุกกาบาตก้อนจิ๋ว หรือแร่ อะไรที่คาดว่าจะมาจากอวกาศแต่อย่างใด กูลิกถึงกับ งง เขากลับมา ที่นั้น 3 ครั้งในช่วง 12 ปีต่อมาเพื่อหาร่องรอยของอุกกาบาตร แต่ผลสุดท้ายก็ล้มเหลว

อีก 10 ปี ต่อมา ก็มีการสำรวจอีก 3 รอบ และ ก็ไม่พบหลุมอุกาบาตแต่อย่างใด ส่วนการสำรวจในยุค 50 และ 60 ก็พบสะเก็ดธาตุนิเกิ้ล และ อิริเดียม อยู่แถบนี้มาก โดยธาตุ 2 ตัวนี้ เรามักจะพบในอุกาบาต ซึ่งเรื่องนี้ชี้ว่า สะเก็ดธาตุที่พบ มาจากอวกาศ

รายงานของทังกัสกากลายเป็นที่แพร่หลายของนักวิทยาศาสตร์และนักดารา ศาตร์ ก่อให้เกิดการตื่นตัวค้นหาสาเหตุมาอธิบาย ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ สรุปออกมาแล้วรวมถึง 77 ทฤษฎี โดยที่เด่นๆ มีดังต่อไปนี้....

อุกกาบาตขนาดเล็ก เมื่อ ทศวรรษก่อน นักวิจัยหลายคนคาดเดาว่า อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นน่าจะมีความกว้างราวๆ 30 เมตร และมีมวล 560,000 ตัน แต่เมื่อจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ล่าสุดบ่งชี้ว่า อุกกาบาตที่เป็นสาเหตุของความเสียหายใหญ่โตนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เคยคาดไว้ มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร ส่วนที่มันมีแรงระเบิดมหาศาลก็เพราะเกิดก๊าซที่ร้อนยิ่งยวดและมีความเร็วเหนือเสียง ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงกว่าที่คิด

ระเบิดใต้แผ่นดิน มีบางทฤษฎีว่า การระเบิดในทุ่งทังกัสกานั้นน่าจะเกิดขึ้นจากใต้แผ่นดินนี่เอง โดยโวล์ฟกัง คุนด์ท (Wolfgang Kundt) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จาก มหาวิทยาลัยบอนน์ (University of Bonn) ในเยอรมนี และนักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความเห็นว่า เปลวไฟซึ่งสว่างถึงขั้นที่ชาวลอนดอน สามารถอ่านหนังสือในย่ามค่ำคืนได้อย่างสบายๆ นอกจากนั้นนั้นก็มีหลักฐานจากลักษณะของต้นไม้และสารเคมีที่ผิดปกติ ซึ่งน่าจะเกิดจากการปะทุของก๊าซธรรมชาติในคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) หินภูเขาไฟซึ่งรู้จักกันดีว่าบางครั้งเราอาจพบเพชรในหิน ชนิดนี้ ซึ่งของเหลวนี้อยู่ใต้โลกลึกลงไป 3,000 กิโลเมตร ก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักเก็บไว้ในรูปของเหลว และเมื่อสัมผัสอากาศก็กลายเป็นก๊าซที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่า แล้วเกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

เป็นส่วนหนึ่งของดาวหาง อีกทฤษฎีที่น่าสนใจ คือ อุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกาอาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางเองเค (Encke) ซึ่งสายธารฝุ่นของดาวหางดวงนี้ ทำให้เกิดฝนดาวตกเบตาทอริดส์ (Beta Taurids) ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี และเป็นช่วงเดือนใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์ทังกัสกา ซึ่งมันอาจหลงเข้ามาในระบบสุริยจักรวาลและเข้าสู่โลก โดยส่วนประกอบของมันจะเป็นพวกแก๊สและฝุ่นรวมตัวกันเป็นมวลมหึมาเมื่อถูกแรง เสียดทานของบรรยากาศจะระเบิดแตกกลางฟ้าจนเป็นจุลมหาจุณจนเป็นเหตุที่คูลิ กไม่พบอุกกาบาตหรือหลุมอุกกาบาตเลย

อุกกาบาต นั้นฝังลึกบนพื้นดิน ทฤษฏีนี้เป็นของ จูเซปเป ลองโก (Giuseppe Longo) และคณะจากมหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) อิตาลี พวกเขาสันนิษฐานจากทะเลสาบเชกโก (Lake Cheko) ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทังกัสกา อีก ทั้งตำแหน่งของทะเลสาบยังอยู่กึ่งกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่อุกกาบาตลึกลับตกสู่โลกนอกจากนั้นก็ยังมีสัญญาณเรดาร์นั้นแสดงให้เห็นถึงวัตถุที่มีความหนาแน่นสูง อยู่ก้นทะเลสาบโดยฝังลึกลงไป 10 เมตร

 ฝีมือมนุษย์(ระเบิดปรมาณู) Aleksander Kazansev เป็นนักวิทยา ศาสตร์รัสเซียคนแรก ที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์มองเห็นความเกี่ยวพัน ระหว่างระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่าและภัยพิบัติปริศนาที่ทังกัสก้า หลักฐานที่ยืนยันว่า การระเบิดที่ทังกัสก้า เป็นผลจากระเบิดปรมาณูนั้นเนื่องจากได้มีการสำรวจในบริเวณศูนย์กลางการระเบิด พบว่าต้นไม้สดๆได้ถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความร้อนราว 5000 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปอีก 15-18 กิโลเมตร จะไม่สามารถลุกเป็นไฟได้อย่างเด็ดขาด ลูกอุกกาบาตที่ไหนกันครับ จะมีความร้อนได้ขนาดนั้น นอกจากนี้สภาพต้นไม้ที่ทุก สิ่งทุกอย่างเอนระเนระนาดเพราะแรงระเบิด คลื่นความร้อน และพิษสงของกัมมัตภาพรังสี เพลิงและควันรูปดอกเห็ดที่เกิดจากการระเบิด ฝนสีดำที่ตกลงมาหลังการระเบิด สิ่งที่เกิดขึ้นในฮิโรชิม่าเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

ฝีมือมนุษย์ต่างดาว(ยานอวกาศ) นอกจากนี้ นักออกแบบเครื่องบินชาวรัสเซีย ชื่อ แอล.ยู. โมนอตสคอฟ ได้เสนอความคิดเห็นว่า แรงระเบิดดังกล่าวเป็นยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานปรมาณู ซึ่งมาตกลงที่ป่าทังกัสก้า เนื่องจากมีผู้พบเห็นยานดังกล่าวชะลอความเร็วเป็น 0.7-1 กิโลเมตรต่อ วินาทีซึ่งนับว่าเป็นความเร็วปกติของเครื่องบินเจ็ต เพราะถ้าหากเป็นดาวกตกแล้ว ความเร็วปกติของมันก็น่าจะอยู่ที่ 20-60 กิโลเมตรต่อวินาที

แบล็คโฮลจิ๋ว นักวิทยาศาสตร์บางท่านเสนอว่า การระเบิดที่ทังกัสก้า อาจจะมาจากแบล็คโฮลขนาดจิ๋วที่เราเรียกกันว่า mini-black hole ที่บังเอิญโคจรผ่านโลก แล้วก็พุ่งเข้ามาชนแบบพอดิบพอดี อันว่าพิษสงของแบล็คโฮลนั้นเราก็รู้ๆกันอยู่ การพุ่งชนแบบนี้ทำให้เกิดแรงระเบิดขึ้น แบล็คโฮลเจ้ากรรมกะทะลุออกไปอีกซีกหนึ่งของโลก หรือไม่ก็ผ่าน Hyper Space แบบที่เราเรียกกันว่า warp หายแว่บไปเลย ถึงได้ไม่มีหลักฐานเหลือให้คูลิกเห็น


ล่าสุด Christopher Chyba แห่งองค์การ NASA ได้ลองทำคอมพิวเตอร์ซิมูเลเตอร์ จำลองสถานการณ์การระเบิดที่ทังกัสก้า โดยอาศัยพื้นฐานและทฤษฎีที่ว่า ป่าทังกัสก้าถูกชนด้วยดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก โดยให้การระเบิดอยู่เหนือพื้นดินไป วัตถุนั้นจำลองขนาดไว้ราวๆร้อยฟุต ซึ่งผลที่ออกมาได้แรงระเบิดใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริงมาก แถมการระเบิดบนอากาศแบบนั้น ยังไม่มีเศษหรือหลักฐานเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยหลงเหลืออีกด้วย การทดลองของ Christopher Chyba จึงดูน่าเชื่อถือ และเป็นแนวคิดใหม่ที่มาแรงอีกแนวคิดหนึ่ง ทว่า อย่าง ไรก็ตามเมื่อขาดวัตถุพยานที่แน่ชัด นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ไม่ยอมรับสมมุติฐานทั้งหลายนี้มากนัก จนเป็นเหตุให้หลายๆคนตั้งทฤษฏีที่พันลึกยิ่งขึ้น เช่น บ้างก็ว่ามาจากจานบินลึกลับ ปฏิสสาร วันสิ้นโลกและหลุมดำแต่ก็ไม่มีทฤษฎีใดที่มีหลักฐานชี้ชัด ซึ่งเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากทั่วรัสเซียก็ได้รวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องนี้ในการ ประชุมว่าด้วยเรื่องทังกัสกาโดยเฉพาะ และมีการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากกว่าเทคนิคดั้งเดิม เพื่อหาสาเหตุที่ทำลายพื้นที่ไซบีเรียอันห่างไกล แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา

การเปิดเผย Tunguska event ข้อมูลสำรวจใหม่

จากภาพถ่ายที่มีในครั้งนั้น ได้สรุปผลว่าเกิด Electric discharge (การคายประุจุไฟฟ้า) ของดาวหางขนาดเล็ก หรือ ดาวเคราะห์น้อย ด้วยเหตุผลว่ามีผลกระทบทางกายภาพ โดยเปลี่ยนแปลงลักษณะวงกว้าง ด้วยความร้อนที่เผาไหม้ไปทั่วและบวกกับข้อมูลพยานที่เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น

ทั้ง นี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจชั้นลึกลงไป 164 ฟุต ของ Lake Cheko เป็นจุดตำแหน่งห่างจาก Epicenter (พื้นดินเหนือศูนย์กลางการสั่นสะเทือน) ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 8 กิโลเมตร วิเคราะห์ว่าเป็นจุดที่ตกชนปะทะของ อุกกาบาต หรือวัตถุอื่นใดๆ ที่เกิดขึ้นล้างผลาญ Tunguska event โดยภาพวิเคราะห์ 3D sonar ก้นทะเลสาบแสดง รูปทรงปล่องกรวย (Funnel-shaped)

เชื่อว่าเกิดจากวัตถุชนปะทะและปลดปล่อยพลังกระแสไฟฟ้า การสำรวจพื้นที่โดยระบบ ตรวจจับแรงสะเทือน (Seismic detectors) พบความแน่นทึบ ด้านล่างของทะเลสาบโดยไม่พบว่ามีเศษซาก ของอุกกาบาต จากการสะท้อนกลับของการวัด ซึ่งก่อนหน้านี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่พบสิ่งใดเช่นกัน

สามารถเพียงทราบถึงรูปทรงของ ปล่องหลุมทะเลสาบ จากการปะทะแบบ Low-velocity (อัตราความเร็วต่ำ) ความเห็นบางอย่าง ทางกายภาพยังมีความสงสัยถึุงขนาด ที่เล็กของปากปล่องหลุม Lake Cheko เพราะโดยทั่วไปปล่องหลุม การชนปะทะมักมีขนาดใหญ่มีอำนาจพลังงานเจาะลึกกว่า นับว่าเป็นเรื่องประหลาดทำไมจึงไม่มีการพบเศษซากใดๆ มีความสัมพันธ์กับปล่องหลุม

แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม ให้ความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 1947 อุกกาบาต Sikhote-Alin หนัก 24 ตัน ชนปะทะพื้นที่ในประเทศ Russian เกิดร่องรอยกว่า 100 หลุมและบางหลุมกว้างเพียง 20 เมตร และใน ประเทศ Poland ก็มีกรณีเกิดขึ้นเช่นกัน

จึงเป็นการอธิบายเหตุผล ว่าเป็นไปได้อุกกาบาตขนาดใหญ่ สามารถให้เกิดปล่องหลุมขนาดเล็กได้ โดยมีชิ้นส่วนที่แตกออกพุ่งลงไปตามยถากรรม ซึ่งขุดขึ้นมาพิสูจน์ได้

การกลับไปสำรวจใหม่ โดยวางแผนขุดเจาะบริเวณส่วนก้นทะเลสาบ Lake Chekoหวังว่าจะพบ ชิ้นส่วนอุกกาบาต บริเวณแหล่งที่คายประจุ การแสดงความหนาแน่นก้นทะเลสาบ เป็นสัญญานของค่าประกายประจุไฟฟ้า (Electric arc) หลงเหลือในหลุมบ่อซึ่งก่อให้เกิด Fused sands (การหลอมละลายของเม็ดทรายหรือดิน)ที่มีลักษณะคล้ายเป็น Fulgurite (การรวมตัวคล้ายหลอด ทรงกระบอกเรียวยาวของหินเกิดจาก ฟ้าผ่าทำให้ไฟฟ้าผ่านหลอมละลายจนแห้งแข็ง)


ล่าสุดเมื่อปลายเดือนมิ.ย. ปีค.ศ. 2009 มีรายงานซึ่งจะลงตีพิมพ์ในวารสาร Jounal Geophysical Research Letters เป็นข่าวดังไปทั่ววงการวิทยาศาสตร์โลก ผลงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ นำโดย ไมเคิล เคลลีย์ ศึกษาการเดินทางของยานขนส่งอวกาศ Endeavour ขึ้น-ลงระหว่างโลกกับอวกาศ เมื่อเดือนส.ค. ปีค.ศ. 2007 และย้อนหลังไปเมื่อปีค.ศ. 1997 กับปี 2003 แล้วสรุปออกมาว่า การเดินทางของยานขนส่งอวกาศ ช่วงลงสู่บรรยากาศโลก จะปล่อยไอน้ำออกมาจากยานขนส่งอวกาศเป็นปริมาณมาก ซึ่งเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศชั้นสูงเทอร์โมสเฟียร์ของโลก (เทอร์โมสเฟียร์ เป็นชั้นบรรยากาศของโลก อยู่ระหว่างชั้นเอกโซสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ก่อนเข้าสู่อวกาศรอบโลก และชั้นมีโซสเฟียร์ ซึ่งอยู่ถัดจากชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลงมา ชั้นเทอร์โมสเฟียร์เริ่มต้นที่ระดับความสูงประมาณ 50 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวโลก) จะเผชิญกับอุณหภูมิต่ำเย็นเฉียบถึงลบ 117 องศาเซลเซียส

แล้วไอน้ำนี้ จะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปไกลถึงบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ จับกลุ่มเป็นแผ่นเมฆสว่างกินบริเวณพื้นที่กว้าง ทำให้ท้องฟ้าสว่างเป็นเวลาต่อกันหลายวัน หลังการเดินทางของยานขนส่งอวกาศ

คณะนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้จะคล้ายกับสิ่งที่เกิดกับการระเบิดที่ทังกัสกา เมื่อปีค.ศ. 1908 มาก โดยชี้นิ้วไปที่ดาวหาง เป็นต้น เหตุการระเบิดที่ทังกัสกาว่าเมื่อดาวหางเคลื่อนที่เข้าสู่บรรยากาศโลก ก็จะปล่อยไอน้ำแข็งออกมาเป็นปริมาณมาก แล้วไอน้ำแข็งของดาวหาง ก็จะสัมผัสกับบรรยากาศชั้นสูงของโลกที่เย็นจัด ทำให้ไอน้ำแข็งเคลื่อนที่กระจายกันไปไกลทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย และจึงทำให้ท้องฟ้าสว่างอยู่นานหลายวันหลังการระเบิด

หลักฐานใหม่จากการศึกษายานขนส่งอวกาศ จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนความคิดว่า ดาวหางเป็นเจ้าตัวร้ายต้นเหตุการระเบิดที่ทังกัสกา เมื่อปีค.ศ. 1908

แต่ไม่นานนี้ Edward Drobyshevski จากสถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ได้เสนอทฤษฎีใหม่ของทังกัสก้า ว่าเป็นเศษอุกกาบาตจากดาวหางที่วนเข้ามาใกล้โลกในช่วงนั้น ปัจจุบันเจ้าดาวหางดวงนี้ยังคงอยู่ นักวิทยาศาสตร์หามันเจอแล้วว่าเป็นดวงไหน (ชื่อของมันคือ 2005NB56 ซึ่งเข้าใกล้โลกในวันที่เกิดระเบิด) ขณะนี้มันอยู่ห่างจากโลกออกไป 100 ล้านไมล์ และจะกลับมาใกล้โลกอีกครั้งในปี 2045

ทฤษฎีนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่เสนอกันขึ้นมาแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดนัก ในแหล่งข่าวยังมีทฤษฎีอื่นๆเช่นกัน

" ปัจจุบันมีข้อทฤษฎีต่อเหตุการณ์มาทังกัสกามากกว่า 20 ข้อ ซึ่งก็ยังเป็นสิ่งให้เหล่ามนุษยชาติอย่างเราๆ ค้นหาความจริงกันต่อไป"


ที่มา : http://forum.mthai.com/view_topic.php?table_id=1&cate_id=34&post_id=26273
http://www.unigang.com/Article/2887
http://paidoo.net/article/117990.html
http://jusci.net/node/971

24 เรื่องแปลกๆจากทั่วโลก ไม่รู้ทำไปได้ไง


1.นักถ้ำมองโครตสกปรก

เป็น ชาวอเมริกันแต่ไม่ระบุชื่อเพราะญาติขอร้อง อายุ 37 ปี อยู่เมืองเลล์ เกลด รัฐฟลอริดา อาชีพเพาะปลูก เมื่อเวลาว่างชายคนนี้จะมีอาชีพพิเศษคือชอบแอบมองสาวทำธุระโดยการตะเวณดูตาม สุขาทั่วเมือง และยิ่งมองยิ่งติดใจจงตัดสินใจแช่ในถังส้วมหลุมเพื่อมองเห็นสาวทำธุระจะๆ ตา(ส้วมเมืองนอกเขาเป็นแบบนี้) เผลิญสาวคนหนึ่งเขาทำธุระปล่อยทุ่นส่วนตัวเสร็จ แล้วบังเอิญไปเห็นอะไรไม่รู้มีตาสองตาของคนจึงแจ้งตำรวจ แล้วเจ้าถ้ำมองคนนั้นก็ถูกตำรวจเรียกรถเครนพร้อมตะขอเกี่ยวนักถ้ำมองออกจาก หลุม จากนั้นก็หย่อนลงบึงน้ำเสียเลย

2.แล้วใครจะมาแทน

นาง ซินเธีย บรวน ชาวออสซี่ ได้ปลดเกษียณอายุงาน 62 ปีลง ที่โรงงานผลิตยาแห่งหนึ่ง จากสถิตทำงาน 34 ปีเต็ม โดยงานที่เธอทำสุดภาคภูมิใจคือ เธอสูดดมกลิ่นตด หรือก้นผู้ป่วยโรคริดสีดวงถวาร เนื่องจากบริษัทแห่งนี้ผลิดน้ำยาดับกลิ่นก้นและส่งใส่ว่าผลิตภัณฑ์เขาใช้ได้ กับผู้ป่วยหรือไม่

3. สถิตนี้ใครกล้าทำลาย

โด แนลด์ คิง วัย 38 ปี ชาวเมืองเคพทาวน์ ประเทศเซาธ์แอฟริกา เขามีสถิดอันดับโลกโครตภูมิใจคือ เขาเป็นสามีหรือผัวของสัตว์ตัวเมียไม่น้อยกว่า 600 ตัว โดยเมียสัตว์ของโดแนลด์มีทั้ง แพะ แกะ วัว ควาย ม้า หมา แมว แรด นกกระจอกเทศ ลามา ไฮยีน่า กวาง เต่าตะนุ ลิงชิมแปมซี กอริลล่า ตัวกินมด (โฮ้กล้ามั่วขนาดนี้เลยเรอะ)

4. อยากดัง

เลิฟ วีนี่ ดาราโนเนม ชาวลอนดอน ทำยังไงก็ไม่ดังเสียที วันหนึ่งเธอเข้าส้วมก็เกิดไอเดียสุดเจ๋ง เธอใช้เงินก้อนสุดท้ายทำอัมบั้มซีดี.ทันที โดยการอัดเสียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องน้ำขณะที่ตนเองเข้าใช้ ไม่ว่าเสียงแปรงฟัน เสียงขุยเสลด เสียงฉี่ ตด หาวเรอ เสียงอึตกกระทบกับน้ำ ผลคืออัลบัมเธอขายดีมากกว่า30000 แผ่น และราคาแผ่นพอๆ กับแผ่นป๊อบฮิตเลยทีเดียว (ดังสมใจเลย)

5. ตายสุดซวยที่สุดในโลก

อัน นี้เคยออกข่าวแล้วนะ บีทรีส วิลเลียมสัน อายุ 77 ปี พลเมืองอาวุโสชาวอังกฤษ วันหนึ่งเธอออกไปทำสวนหลังบ้าน ขณะที่เธอทำงานเพลินขณะนั้นก็มีของเสียก้อนหนึ่งตกลงมาจากห้องน้ำเครื่องบิน พอดีช่วงนี้อากาศหนาวจัดทำให้ของเสีย(ขี้) จับก้อนน้ำแข็งจนโตเท่าผลส้มตกลงหัวอย่างรุนแรง เธอล้มลงเสียชีวิตทันที (เฮ้อ..ทำมั้ยซวยยังงี้)

6. แข่งกินของสัปดนชิงแชมป์โลก

การ แข่งนี้เกิดขึ้นที่ออสเตเลีย ชื่อรายการ ไอแซล อีท แอนนีธิง คอนเทสต์ แปลว่าฉันจะ แ ด ก ทุกอย่างที่ขวางหน้า ของที่กินมีทั้ง คอไก่สดๆ ฉี่วัว1ถ้วย หนอน ไส้เดือนสด ไขมันคน 1 ถ้วยที่ดูดมาจากคลีนิก (แวะ )

7. สั่งขี้มูลไกลที่สุดในโลก

โจ อานนี่ เมสัน สาวสวย หุ่นดี แต่พฤติกรรมสุดอนาถ เพราะเธอมีความสามารถพิเศษคือสั่งขี้มูกขนาดเท่าเม็ดถั่วแดงไกลถึง 151 ฟุต 3 นิ้วครึ่งขนาดเท่าสนามฟุตบอล (โอโห ซูดยอด)

8.แมวฉันอยู่ในจานเป็ด

มา ร์ซา ชาวนิวยอร์ก เสียใจมากที่แมวตัวโปรดชื่อ พัลซั่ม หายตัวไป เธอเศร้ามากจึงเดิมมาที่ภัตราคารจีน "xxx๊ดลัค ยู แฮป"สั่งเป็ดทอดมากินเพราะคิดว่าเธอจะคลายเศร้าได้ พอดีตอนที่เธอกินอาหารอย่างอร่อย ตำรวจ 3 นาย มาร้านพร้อมหมายค้นว่าร้านนี้ลักแมวลักหมามาปรุงอาหารขายแก่ลูกค้า......และ แล้วมาร์ชาก็ตามตำรวจไปดูในครัวแล้วก็เห็นหัวแมวของเธอแขวนกับตะขอ และพ่อครัวก็ยอมรับว่าเป็ดทอดที่เธอกินเป็นแมวของเธอเอง............... อร่อย

9. ฉี่ก็มีดี

นัก วิจัยชาติไหนก็ไม่รู้เ พากันตกตะลึงว่าฉี่นั้นมีดี โดยพบคุณสมบัติที่ว่ามีฤทธิ์คล้ายยากล่อมประสาท ทำให้คนรู้สึกสุขสบายและมีความสุข เมื่อเห็นดังนี้นักวิจัยเลยนำไปสกัดเป็นแคปซูลขายในราคา 5 ดอลลาร์เสียเลย

10.มนุษย์ตดตายอย่างสมศักดิ์ศรี

โจ นาธาน กริกส์ ชาวอังกฤษ เขาป่วยเป็นโรคประหลาด เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินย่อยอาหารและกล้ามเนื้อทำให้เกิดแก๊สในท้องและตด เป็นประจำทุกระยะ 11 วินาที อยู่ดีไม่ว่าดีนายคนนี้ดันมีภรรยาและอยู่ 19 ปีเต็ม มีหรือที่เธอจะทนได้ เธอเลยจับสามีขังไว้ในตู้เก็บผ้าแบบปิดมิดชิด ปล่อยให้สามีตดตั้งแต่เช้าจนเย็น และวันต่อมาภรรยาเขาก็ลองจุดไฟเหย่ไปดู ปรากฏว่าบ้านระเบิดพังเป็นแถบ ตายกันทั้งสามีภรรยา

...หากชาติมีจริง ขอให้เราทั้ง2เกิดมาคู่กัน...

11.นักเลียสิวสถิตโลก

นาง สาวแซลลี่ ดาลตัน อายุ 19 ปี เมืองโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เปิดอาชีพเป็นนักเลียสิว โดยใช้ลิ้นสะกิดสิวให้หัวออก เธอทำทั้งหัวดำ หัวช้าง และเธอทำมาตั้งแต่ปี 1942 จนอายุ 21 ปี เธอทำสถิตเลียสิวแก่ผู้คนรวม 5000 คน

12.อาหารชวนอ้วกที่สุดในโลก

วง การอาหารโลกต้องบันทึกสถิตว่าเป็นอาหารที่ขยะแขยงของโลกที่เคยมีบันทึกมา เหตุเกิดที่ภัตตาคาร "โอมาร์" ในกรุงอัสตันบูล ประเทศตุรกี มีอาหารชนิดหนึ่งชื่อ "ซุปเห็ด" ดังมากคนต่อเข้าคิวไปกินจนแน่นร้านทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งเกิดสงสัยว่าทำไมเนื้อเห็ดมันเหนียวผิดปกติกว่า วันอื่นๆ จึงมีการตรวจสอบ ผลปรากฏว่าแท้ที่จริงเนื้อเห็ดที่เหนียวๆ นั้น เป็นเนื้อผิวหนังที่ตาย ตัดออกจากปลายแขน ปลายขา คนป่วยโรคเรื้อนนั้นเอง.....อ้วก! (สงสัย...คงอร่อยน่าดู )

13.หมอพยาบาลหนีกระเจิง

เหตุ เกิดที่ห้องผ่าตัดแห่งหนึ่งในนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อแพทย์และพยาบาลดูดไขมันจากหน้าทาง(ไลโปซัคั่น) จากสาวอ้วนคนหนึ่งชื่อ มาร์ธ คีเนอร์ หนัก 975 ปอนด์ หรือ 442 กิโลกรัม ระหว่างที่ดูดจู่ๆ เครื่องดูดไขมันเกิดทำงานผิดพลาดแทนที่จะพ่นไขมันลงถุงกลับพ่นกระจายไปทั้ง ห้อง แพทย์ และพยาบาล ต้องวิ่งหนีอุตลุด

14.เรื่องน่าเศร้าของช่างตัดผมตาบอด

ซา มูเอล โครเจอร์ อายุ 55 ปี เป็นช่างตัดผมอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ตาบอดทั้งสองข้าง วันนั้นแก่เดินถือเก้าอี้สำหรับเด็กสำหรับนั่งตัดผม ขณะนั้นเขาเดินอยู่ริมถนนในเมืองแอตแลนต้า ด้วยความซวย ซามูเอลเกิดล้มหน้าคะมำลงกับพื้น บังเอิญมีหมามาขี้ไว้เกินบะเริ่ม ก้อนขี้หมานั้นเข้าปากเขาเต็มๆๆ.....อ้วก! (เฮ้อ...ซวย)

15.อาหารนี้ช่วยรอดชีวิต

ด. ช. ทอมมี่ กรีลีย์ อายุ 10 ขวบ อาศัยอยู่ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เขาเกิดมาพร้อมโรคแพ้อาหารทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนมแม่ ขนมก็แพ้ ถ้ากินเข้าไปจะอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง แต่......มีอาหารอย่างหนึ่งที่ทอมมี่กินแล้วไม่อ้วก และสามารถเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง นั้นคือขี้มูลเหลวๆ จากปากหรือจมูกเด็กๆ นั้นเอง

16.มนุษย์ปืนใหญ่ลงผิดที่

โร เจอร์ เคนนีย์ เป็นนักแสดงผาดโผนเสี่ยงตาย เป็นมนุษย์ปืนใหญ่ยิงจากปากกระบอกปืนไปไกลถึง 100 ฟุต แล้วตกไปจุดที่คำนวณไว้อย่างแม่นยำ ครั้งหนึ่งในการแสดง เกิดความผิดพลาดจากแรงอัดกระบอกปืนทำให้ร่างเขาลอยพ้นตาข่าย และเวลานั้นช้างกำลังขี้พอดี หนาของโรเจอร์จึงพุ่งเข้าตูดช้างอย่างแม่นยำ (เจ๋งเป้ง...แม่นเปะ)

17.มนุษย์งู

เรื่อง นี้เคยออกข่าวมาแล้วช่อง 3 บรูโน่ โทรลอคซี่ ชาวอิตาลี กำลังฝึกฝนสมาธิแบบชาวตะวันออก วันๆ ไม่ทำการอะไร เอาแต่เล่นโยคะ อยู่มาวันหนึ่งเขารู้สึกว่าลิ้นของเขามันใหญ่ไป คับปากคับคอ เป็นอุปสรรคต่อการฝึกสมาธิเขาจึงใจกรรไกลคมๆ อ้าปากอาๆๆ แล้วตัดฉับลิ้นแยกเป็น 2 แฉก จบ..............

18.ศิลปิน

เน็ด โทเลอร์ ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินสุดเพี้ยน แต่งานเขานั้นสวยงาม ตระการตา ความสัปดนเขาเริ่มขึ้นเมื่อเมียคลอดแฝด 3 ออกมา ด้วยความแป็นศิลปิน เขาเอาผ้าออมแบบใช้แล้วของเด็กแฝดมาจัดการคลุกเคล้ากับขี้แล้วผสมอะไร บางอย่าง สร้างผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ เช่น สร้อยลูกประคำ เข็มกลัดติดเสื้อ กิ๊ปหนีบผม ฯลฯ

19.มนุษย์หมาป่า

โร เบิร์ต จอห์นสัน หรือ เฟ็ช เกิดพลัดหลงพ่อมากลางป่า ฝูงหมาป่ามาเห็นเข้าจึงเก็บไปเป็นลูก ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั้ง 10 ขวบ จึงได้รับการช่วยเหลือออกมาอยู่กับสังคมมนุษย์เหมือนเดิม แต่นิสัยของโรเบิร์ตยังแก้ไม่หาย แม้ปัจจุบันนี้ เขาจะโตแล้ว เป็นถึงผู้บริหารนักการธนาคาร แม้ในขณะประชุม เขายังขอเวลานอกเพื่อที่จะเข้าห้องส่วนตัว อาเจียนของเก่าออกมาใส่จานแล้วเลียกลับเข้าไปเหมือนเดิม

20.คนสกปรกที่สุดในโลก

วิ ลลี่ เครเมอร์ แห่งเมืองยูยีน รัฐโอเรกอน ได้รับฉายาว่า คุณขี้เปียก เนื่องจากเขาสะสมก้อนประหลาดกลิ่มเหม็นเน่า หนักกว่า 27 ปอนด์ไว้ห้องนั่งเล่นเขา ก้อนเหม็นนั้นมาจากสิ่งละอันพันละน้อยจากสะดือ รูหู จากรูจมูก ขี้ไคล ผสมด้วยน้ำอสุจิ

21.ภารโรงขี้เล่น

ใน ห้องแล้บทดลองทางโภชาการแห่งหนึ่ง ในเมืองแฟรค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เมื่อนักวิจัยกลับบ้านแล้ว ก็ถึงเวลาที่ภารโรงมาทำความสะอาด วันรุ่งขึ้นนักวิจัย เข้ามาภายในเพื่อเข้าทำงานต่อ แทนที่จะทำงานกับด่าพ่อล้อแม่เพราะถาดงานวิจัยเกิดสลับปนไปหมด พร้อมถาดใส่ใส้เอแคลร์กับราสเบอรี่ ได้มีถาดก้อนสำลีซับเลือดซับหนองมาแทนเพราะภารโรงขี้เล่นแท้ ๆ (เฮ้อ...ซวย)

22.ดิ่งพสุธาลงผิดที่

แค เธอรีน เดลาแพลนเต้ เป็นนักดิ่งพสุธาหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพ ครั้งหนึ่งเธอดิ่งพสุธา ปรากฏว่าถูกลมกรรโชกเลยเป้าหมายออกนอกเมืองนับเป็นไมล์ ๆ เธอบังคับร่มลงในแปลงปลูกผักแปลงหนึ่ง โดยหล่นตูมลงถังปุ๋ยหมักที่เปิดฝาจนขึ้นอืด อย่างสุด ๆ
(เย่ แม่นจัง )

23.ฆ่าตัวตายแบบสกปรก

เคนท์ เกรียร์ วัย 56 ปี ชาวอังกฤษ ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบเรื้อรังหลายปี ทำให้เขาหายใจลำบาก มีเสลดพัดคอตลอดเวลา ความจริงรักษาหาย แต่เขาบอกตัวเองว่า "อยู่ไปก็รกโลก" จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายแบบพิสดาร เขาเติมน้ำจนเต็มอ่างอาบน้ำเด็กก้มหน้าปล่อยให้เสลด น้ำมูก ปะแน่นรูจมูก 2 รู และบางส่วนปิดหลอดลม จนหน้าเขาซุกลงในอ่างน้ำ แล้วเขาก็ตายอย่างสมใจนึกเพระขาดอากาศหายใจ

24.จิตแพทย์ก็บ้าเป็น

เมื่อ ปี 1992 มีจิตแพทย์ผู้วชาญโรคจิตในผู้สูงอายุชาวอเมริกันนำเสนอวิธีการบำบัดโรคจิต แก่คนไข้ของตนเอง โดยให้คนไข้แก้ผ้าแล้วนอนในอ่างอาบน้ำ จากนั้นหมอก็แก้ผ้าจนล่อนจ้อนก้มหน้าใช้ลิ้นตัวเองเลียร่างกายคนป่วยจนทั่ว ตัว กว่าจะรู้ว่าจิตแพทย์คนนั้นเป็นบ้า ด้วยให้คนป่วยโรคจิตแหละมาบอกว่า "หมอเป็นบ้าไปแล้วเจ้าค่า"


อังกฤษค้นพบ "โครงกระดูกยักษ์"


หนังสือประวัติศาสตร์โบราณวัตถุ History and Antiquities of Afterdate ของอังกฤษ มีรายงานการค้นพบโครงกระดูกขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษ เป็นประวัติการค้นพบที่เกิดขึ้นในสมัยกลาง-Middle Ages (นักประวัติศาสตร์ให้การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันในศตวรรษที่ 5 เป็นจุดเริ่มต้นของสมัยกลาง จนในศตวรรษที่ 15 ชาติต่างๆ ในยุโรปสามารถรวมตัวกันเป็นประเทศ รัฐ จนพัฒนาเป็นประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ให้การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ค.ศ.1453 เป็นจุดสิ้นสุดสมัยกลาง)


ใจความตอนหนึ่งของหนังสือระบุว่า การขุดครั้งนั้นที่ตำบลคัมเบอร์แลนด์ ได้ขุดเจอซากศพของมนุษย์ยักษ์โบราณ สุสานหรือหลุมศพนั้นอยู่ลึกลงไปจากระดับพื้นดินซึ่งเป็นไร่ข้าวโพดประมาณ 4 หลา (3 เมตร หรือ 12 ฟุต) ศพนั้นมีแต่โครงกระดูกอยู่ภายในเสื้อเกราะเหล็กแบบโบราณ ไม่ทราบว่าเป็นชุดเสื้อเกราะในยุคสมัยใด


จากโครงกระดูกวัดจากหัวกะโหลกถึงปลายนิ้วเท้าพบว่ามีความ ยาวถึง 4 หลาครึ่ง สองข้างของศพมีดาบและขวานขนาดมหึมาวางนอนอยู่ข้างละเล่ม หัวขวานเป็นเหล็กหนา 6 นิ้ว ส่วนดาบก็เป็นเหล็กสองคมยาว 2 หลา รวมกับตัวด้ามถืออีก 16 นิ้วเป็น 2 หลา 16 นิ้ว…ศพซึ่งมีแต่กระดูกพบว่ามีหัวกะโหลกหน้าผากกว้างถึง 18 นิ้ว มีกรามใหญ่และมีฟันยาวยื่นขนาด 6 นิ้ว กว้าง 2 นิ้ว


หนังสือบอกไว้ด้วยว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของโครงกระดูกยักษ์ที่พบนั้น ถูกพวกนักสะสมของเก่าหรือของแปลกๆ แย่งกันประมูลซื้อกันไปคนละชิ้นสองชิ้น กระจัดกระจายไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของใครต่อใครกันหมด จนไม่เหลือซากให้คนรุ่นหลังได้เห็นกัน เช่น บอกว่า เครื่องแต่งกายชุดเสื้อเกราะโบราณของศพได้ตกไปเป็นสมบัติส่วนตัวของ แซนด์แห่งเรดิงตัน (Sands of Redington) ส่วนอาวุธขนาดยักษ์ตกไปอยู่ในมือของนักสะสมของเก่าชื่อ ไวเบอร์แห่งเซนต์บีส์ (Wybers of St.Bees)


รายงานอีกชิ้นหนึ่งเป็นบันทึกเก่าแก่ของ ดร.มาซูเรียร์ เขียนไว้เป็นแพม เฟลต หรือเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่รวบรวมไว้เป็นข้อมูล ความตอนหนึ่งกล่าวว่า มีสุสานแห่งหนึ่งถูกขุดพบใกล้บริเวณปราสาทคูมองต์ในอังกฤษ สุสานนี้มีศพของมนุษย์ที่เหลือแต่โครงกระดูกที่มีความยาวตั้งแต่หัวกะโหลก ถึงปลายเท้าวัดได้ 25 ฟุต มีช่วงไหล่กว้างถึง 10 ฟุต…

รายงานกล่าวว่า ดร.มาซูเรียร์ได้พยายามของซื้อชิ้นส่วนของโครงร่างนั้น แต่เขาไม่มีเงินมากพอ และพวกคนงานนักขุดหาของเก่าก็โก่งราคา มีหลากพวกยื้อแย่งกันโดยหวังจะนำไปขายในตลาดมืดของเก่าซึ่งได้ราคาสูงกว่า เขาจึงได้มาเพียงกระดูกหน้าแข้งชิ้นเดียวและนำไปเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ Musee de Paleontologie กรุงปารีส


ยังมีหลักฐานการค้นพบมนุษย์ยักษ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรากษส หรือยักษ์ อีกจำนวนไม่น้อย อาทิ ค.ศ.1969 นักโบราณคดีชาวอิตาลี ขุดพบสุสานโครงกระ ดูก 50 โครง บรรจุรวมกันอยู่ในโลงศพใหญ่ที่ทำด้วยดินเผาซึ่งไม่มีลวดลายแกะสลัก หรือเขียนคำจารึกใดๆ ไว้ โดยขุดพบบริเวณตำบลเตอร์ราซินา ห่างจากกรุงโรมไปทางใต้ประมาณ 60 ไมล์ ดร.ลุยจิ คาวาลลูซซิ นักโบราณคดีตรวจสอบโดยละเอียดแล้วลงความเห็นไว้ในบันทึกทางโบราณคดีว่า

โครงกระดูกทั้ง 50 โครง มีความสูงไม่ต่ำกว่า 7 ฟุต โครงที่สูงที่สุดวัดจากหัวกะโหลกถึงปลายเท้าสูงถึง 9 ฟุต 8 นิ้ว ทั้งหมดตายเมื่ออายุ 35-40 ปีโดยประมาณ พวกเขายังมีฟันที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีเกือบทั้งหมด เราตั้งเป็นทฤษฎีขึ้นอธิบายไว้อย่างหยาบๆ ว่า พวกนี้อาจเป็นพวกนักรบป่าโบราณที่ถูกทหารโรมันเกณฑ์มาเป็นทาสทหาร และคงถูกฆ่าตายด้วยเหตุผลบางประการ แต่ที่น่าแปลกคือไม่พบเครื่องแต่งกายหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ ในบริเวณหลุมฝังศพนั้นเลย


 
biz.