นักวิทย์ฯ ยังฉงน "โอมูอามูอา" ไม่ใช่ดาวหาง แต่อาจเป็นยานจากดาวอื่น



นักดาราศาสตร์ยังสงสัย "โอมูอามูอา" ที่เคยเคลื่อนผ่านระบบสุริยะและโลกของเรา อาจจะไม่ใช่ดาวหาง แต่เป็นยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว เพราะมีรูปทรงและอัตราความเร็วเคลื่อนที่ที่ประหลาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ต่างลงความเห็นว่า "โอมูอามูอา" (Oumuamua) วัตถุประหลาดรูปทรงคล้ายซิการ์ ที่เพิ่งโคจรผ่านระบบสุริยะจักรวาลและโลกไปเมื่อไม่นานนี้ อาจจะไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อย หรือดาวหาง แต่อาจจะเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้ว่าเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ระบุว่า วัตถุแปลกปลอมคล้ายซิการ์ ซึ่งทางองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA ได้ตรวจพบเจอเมื่อปี 2017 ก่อนจะโคจรเข้าใกล้ระบบสุริยะจักรวาล นักวิทยาศาสตร์ต่างให้ความสนใจเกี่ยวกับรูปร่างและรูปทรงของมัน

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า โอมูอามูอา น่าจะเป็นดาวหาง หรือ ดาวเคราะห์น้อย ที่หลงทิศทางเข้ามาสู่วงโคจรของระบบสุริยะ แต่แนวคิดต่างๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปหลังจากได้เฝ้าติดตามดูวัตถุดังกล่าว ทำให้ทฤษฎีที่เชื่อว่า มันน่าจะเป็นยานอวกาศสำรวจของมนุษย์ต่างดาว เคลื่อนตัวเข้ามาสำรวจระบบสุริยะในย่านนี้

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้จำกัดนิยามเรียก โอมูอามูอา ไว้ว่า "วัตถุแปลกปลอมที่เคลื่อนที่ในห้วงอวกาศลึก" จากข้อมูลพบว่า หลังจากที่โอมูอามูอาเคลื่อนตัวผ่านพลูโตไป กลับพบว่าเส้นทางและความเร็วของวัตถุดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยจะมีปฏิกิริยาเช่นนั้น

ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานที่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังอธิบายไม่ได้ แต่เชื่อว่าโอมูอามูอาไม่น่าจะเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อาจจะเป็นยานสำรวจของมนุษย์ต่างดาวที่ออกสำรวจระบบสุริยะต่างๆ และผ่านมาใกล้โลก

ขอขอบคุณข้อมูล :RT.com

‘อสุรกายแห่งโดเวอร์’ สิ่งมีชีวิตลึกลับที่เหมือนกับเอเลี่ยน



‘อสุรกายแห่งโดเวอร์’ สิ่งมีชีวิตลึกลับที่เหมือนกับเอเลี่ยน คำบอกเล่าของผู้ที่พบโดยบังเอิญในเวลาไล่เลี่ยกัน!

เรื่องราวการพบเจอสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ลักษณะเหมือน “เอเลี่ยน” การปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตที่อาจเป็นเกรย์เอเลี่ยน สปีชีส์หนึ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็นเอเลี่ยนที่เคยมาเยือนโลก

ตำนาน ‘อสุรกายแห่งโดเวอร์’ (Dover Demon) เริ่มเป็นที่รู้จักกันในช่วงปี 1970 จากคำบอกเล่าของผู้คนเมืองโดเวอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา มีรายงานการพบสิ่งมีชีวิตที่หาคำตอบไม่ได้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ถึง 2 เหตุการณ์ซ้อนในสองวันติดต่อกันจนกลายเป็นตำนานประจำเมืองแห่งนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักทฤษฎีสัตว์ลึกลับไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตในตำนานอย่างบิ๊กฟุตและเนสซีแห่งล็อคเนสเลยทีเดียว


กล่าวกันว่า “มันมีลักษณะไม่ต่างจากมนุษย์ต่างดาว” คำบอกเล่าของผู้พบเจอทั้งสองนั้นเหมือนกันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ “มันมีหัวโตกลม ดวงตากลมขนาดใหญ่ ร่างกายผอมเพรียว แขนและขายาว นิ้วมือและนิ้วเท้ายาวกว่าสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นได้ทั่วไป”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 1977 บิลล์ บาร์ทเล็ทท์และกลุ่มเพื่อนได้ขับรถผ่านถนนฟาร์มสตรีท เวลาราวสี่ทุ่ม บิลล์ซึ่งเป็นคนขับรถเห็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ห่างออกไป จนกระทั่งไฟหน้ารถได้ส่องไปที่สิ่งมีชีวิตตัวนั้น เขาพบว่ามันไม่ใช้สัตว์ที่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต เพราะมันเหมือนกับร่างกายของเด็กทารกหัวโตค่อยๆ หมุนคอหันมามองทางเขา จนกระทั่งบิลล์ได้ขับเลยไป แต่เพื่อนที่ร่วมรถมาด้วยกับมองไม่เห็นเพราะเป็นช่วงเวลาเพียงครู่เดียวบังเอิญพบ




ถัดมาเพียงวันเดียว 22 เมษายน 1977 จอห์น แบกซ์เตอร์ ได้เดินเท้ากลับจากบ้านแฟนที่ถนนมิลเลอร์ฮิลล์ ผู้เห็นเหตุการณ์รายนี้เล่าว่า กลางดึกวันนั้นเขาเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเดินสวนมาหาเขาบนถนน แต่ด้วยความมืดเขาจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นตัวอะไร ทีแรกเขานึกว่าเป็นเพื่อนบ้านจึงตะโกนสอบถาม แต่สิ่งมีชีวิตนั้นหยุดอยู่กับที ก่อนที่จะวิ่งหนีลงข้างทางที่เป็นพุ่มไม้ไป จอห์นตัดสินใจที่จะวิ่งตามสิ่งมีชีวิตนั้นไป จนกระทั่งเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตนี้อย่างชัดเจน มันใช้นิ้วมือที่ยาวของมันพันรอบต้นไม้ และยืนจ้องเขาที่อยู่ห่างออกไปราว 10 เมตร เมื่อเห็นชัดแล้วเขาก็วิ่งกลับบ้านแบบไม่คิดชีวิต

นักวิจัยปรากฎการณ์ลึกลับ ได้ขอให้ผู้พบเห็นอสุรกายแห่งโดเวอร์วาดภาพให้ดู ซึ่งมันก็มีลักษณะตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้กลุ่มนักวิชาการปรากฏการณ์สันนิษฐานว่า อสุรกายตนนี้อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เกรย์เอเลี่ยน (Grey Alien) เนื่องจากมีลักษณะที่ตรงกันตามคำบอกเล่าเป็นอย่างมาก


อย่างไรก็ตามปริศนานี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไขไม่มีใครพบอสุรกายแห่งโดเวอร์อีกเลย นักวิชาการบางรายได้ออกมากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าความจริงแล้วมันอาจเป็นเพียงลูกกวางมูส, ลูกม้า, ลูกวัว, ลูกลิง หรือสัตว์ในท้องที่ที่ยังตัวเล็กอยู่เท่าและถูกพบเจอในความมืดที่ถูกตีความไปต่างๆ นานาเท่านั้น

9 ความมจริงเกี่ยวกับโลกของเรา ที่่คุณครูไม่เคยสอนในโรงเรียนมาก่อน

ในขณะที่มนุษย์กำลังค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในจักรวาล และเราก็มักจะทึ่งกับความเป็นไปได้ของดวงดาวเหล่านั้น แต่เราอาจลืมไปว่า โลกของเราใบนี้นี่แหละ คือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาลที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า 1 ใน 14 ล้านแบบ ที่ทำให้ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง สร้างสิ่งมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาได้แบบโลกของเรา และนี่คือความจริงบางเรื่องที่คุณครูไม่เคยสอนเรามาก่อน


1. ดวงจันทร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกมาก่อน

ทฤษฎีที่ยอมรับกันมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ทฤษฎีการชนครั้งใหญ่ กล่าวว่ามีวัตถุขนาดดาวอังคารโคจรมาชนโลก ในช่วงที่โลกกำลังก่อตัวขึ้นใหม่ๆ ทำให้เนื้อโลกบางส่วนที่ยังร้อนอยู่กระเด็นออกไป และรวมตัวกันเป็นดวงจันทร์ แรงไทดัลทำให้ดวงจันทร์มีรูปร่างเป็นทรงรีอยู่เล็กน้อย โดยมีแกนหลัก (แกนด้านยาว) ของวงรีชี้มายังโลกเสมอ



2. สนามแม่เหล็กของโลกกำลังเปลี่ยน

เราเคยเชื่อกันว่าสนามแม่เหล็กของโลกเป็นสิ่งคงที่ แต่อย่างไรก็ตาม มันสามารถเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ได้ อ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่า สนามแม่เหล็กโลกได้เคลื่อนที่ไปแล้วประมาณ 600 ไมล์ ตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 19 และจุดศูนย์กลางของมันอยู่ทางซีกโลกใต้เหนือมหาสมุทรแอนตาร์กติก ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งมันจะเคลื่อนที่ช้าลงอีกครั้ง



3. แรงโน้มถ่วงบนโลกไม่ได้เท่ากันทุกที่

เนื่องจากโลกไม่ได้เป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์ จึงทำให้เกิดการผันผวนของแรงโน้มถ่วงขึ้นในสถานที่ๆ แตกต่างกันบนโลกใบนี้ หนึ่งในสถานที่ๆ นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีความผิดปกติของแรงโน้มถ่วงก็คือ อ่าวฮัดสัน ในประเทศแคนาดา ซึ่งแรงโน้มถ่วงที่นี่จะต่ำกว่าสถานที่อื่นบนโลก แต่มนุษย์เองก็ไม่สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างนี้ได้


4. โลกอาจมีดวงจันทร์อย่างน้อย 2 ดวง

นักวิทยศาสตร์บางคนเชื่อว่า โลกเราอาจมีดวงจันทร์ดวงที่ 2 ซ่อนอยู่โดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อน อ้างอิงจากทีมนักวิทยาศาสตร์ภาควิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยยอร์ค ในประเทศแคนาดา ระบุว่า มีวัตถุในจักรวาลอื่นๆ ที่กำลังโคจรรอบโลกของเราอยู่ มันไม่ใช่วัตถุเดิมวัตถุเดียว แต่มันเป็นวัตถุชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เชื่อกันว่าสนามแรงโน้มถ่วงของโลกเราบางครั้งก็ดึงดูดดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เข้ามาและโคจรรอบโลกของเราไม่กี่รอบ ก่อนที่จะลอยหายไปในอวกาศ



5. มีแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์เหมือนกับบนโลก

ในขณะที่แผ่นดินไหวบนโลกเรียกว่า เอิร์ธเควก (Earthquake) บนดวงจันทร์เองก็มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า มูนเควก (Moonquake) เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการเกิดแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ถือเป็นปรากฏการณ์หายากที่ไม่ได้เกิดบ่อยเหมือนกับบนโลกมนุษย์ และมักจะเกิดในชั้นดินที่ลึกมากใกล้กับแกนของดวงดาว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุการเกิดมูนเควก น่าจะมาจากแรงดึงดูดของโลกและดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยสำคัญ



6. ทองคำที่ซ่อนอยู่

ถ้าสมมุติว่าเรานำทองคำที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกมาฉาบพื้นผิวบนโลกทั้งหมด เราจะได้โลกพื้นผิวทองคำที่มีความหนาถึง 1.6 ฟุต หรือราวๆ 48.76 เซ็นติเมตร เลยทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่ทองคำที่เราเห็นกันอยู่ตามร้านทองในเยาวราช หรือทองคำแท่งที่มีอยู่มากมายมหาศาลตามเซฟธนาคารใหญ่ๆ ของโลก

โดยศาสตราจารย์เบอร์นาร์ด วูด นักธรณีวิทยจากมหาวิทยาลัยแม็กไควรี ในซิดนีย์ ได้ระบุว่า “ทองคำส่วนใหญ่บนโลกเรานี้ มากกว่า 99% อยู่ในแกนโลก” ว่าแต่ใครจะอาสาเข้าไปยังแกนโลกเพื่อเอาทองคำเหล่านี้ออกมาได้ล่ะ ?


7. โลกเราเคยเป็นสีม่วงมาก่อน

พืชในสมัยอดีตเมื่อนานมาแล้วไม่ได้เป็นสีเขียว เพราะมันใช้โมเลกุลไวแสงชนิดอื่นที่เรียกว่า Retinal แทนคลอโรฟิลด์ โดยปกติคลอโรฟิลด์จะดูดซับความยาวคลื่นแสงสีน้ำเงินและสีแดงจากดวงอาทิตย์ และสะท้อนออกมาเป็นแสงสีเขียว นั่นทำให้พืชปัจจุบันมีสีเขียว แต่ Retinal จะดูดซับแสงสีเขียวและสะท้อนออกมาเป็นแสงสีม่วงแดงแทน



8. จุดที่ร้อนที่สุดและจุดที่หนาวที่สุดในโลก

สถานที่ๆ ร้อนที่สุดในโลกอยู่ในเมือง Aziziya ประเทศลิเบีย ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซลเซียส ส่วนจุดที่หนาวเย็นที่สุดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่แอนตาร์กติกา คือ -73 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่เคยวัดได้ต่ำที่สุดบนโลกนี้ อยู่ที่สนานี Vostok ของรัสเซีย โดยมีอุณ -89.2 องศาเซลเซียส ซึ่งวัดได้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1983



9. ยุคน้ำแข็งขนาดเล็กอาจเกิดขึ้นในปี 2019

การเกิดยุคน้ำแข็งขนาดเล็ก (Little Ice Age) เคยเกิดมาแล้วในศตวรรษที่ 15 โดยมีสาเหตุมาจากจำนวนจุดดับบนดวงอาทิตย์ จำนวนภูเขาไฟระเบิด และการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในทะเล เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกลดต่ำลงเข้าสู่ภาวะ Global Cooling จนกลายเป็นยุค Mini Ice Age โดย ณ เวลานั้น ชาวไวกิ้งจำเป็นต้องทิ้งเกาะกรีนแลนด์ เพราะมันกลายเป็นสถานที่ๆ หนาวเกินกว่าจะอยู่อาศัยได้

และจากงานวิจัยล่าสุดยังพบว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 230 ปี ซึ่งถ้านับตามรอบเวลาจะพบว่ามันได้เริ่มต้นไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2014 ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงอีกในปี ค.ศ. 2019 ทั้งหมดเป็นผลจากจุดดำบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกินเวลา 33 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 2020-2053 และจะมีผลให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไป


ที่มา : brightside

8 ปริศนาเกี่ยวกับ “โลก” ที่ดูเหมือนง่ายแต่นักวิทยาศาสตร์ยังไขไม่ออกจนทุกวันนี้



มนุษย์ศึกษาความเป็นไปของโลกมาอย่างยาวนาน หลายๆ คำถามได้รับคำตอบแล้ว เช่น โลกเป็นทรงกลมหรือแบน โลกมีความยาวรอบโลกประมาณ 40,000 กิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12,700 กิโลเมตร หรืออีกหลายเรื่องที่มีผลการศึกษาออกมาแล้ว

แต่ในทางตรงกันข้ามหลายๆ คำถามเกี่ยวกับโลกนั้นยังไม่มีคำตอบ ดังเช่น 8 ปริศนาเกี่ยวกับโลกที่ขอนำเสนอในวันนี้ ที่ดูเหมือนจะง่ายแต่นักวิทยาศาสตร์ยังไขไม่ออกจนทุกวันนี้

#1 น้ำมาจากไหน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า โลกควรจะมีแต่หินแห้งๆ หลังจากที่โลกเกิดจากการรวมตัวกันของธาตุหนักเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน แต่ว่าไอ้เจ้า H2O หรือน้ำเนี่ยมาจากไหน เพราะหินต่างๆ ที่หลงเหลือจากการระเบิดครั้งใหญ่หายไปจนหมดแล้ว จึงไม่มีหลักฐานสำหรับการสำรวจ



#2 มีอะไรอยู่ที่ใจกลางโลกกันแน่

ในปี 1940 นักวิทยาศาสตร์พบว่าเหล็กกับนิเกิลบนผิวโลกมีน้อยมาก จึงคิดว่าทั้งสองอย่างน่าจะอยู่ใจกลางโลก แต่หลักทฤษฏีแรงโน้มถ่วงในปี 1950 บอกว่าทั้งเหล็กและนิเกิลเบาเกินกว่าจะเป็นใจกลางโลกได้ จนถึงปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงหาว่าอะไรที่อยู่ในใจกลางโลกกันแน่



#3 ดวงจันทร์มาได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์เคยตรวจพบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีของดวงจันทร์ที่เหมือนโลก จึงสรุปว่าดวงจันทร์อาจจะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่หลุดออกมาจากโลก แต่ถูกปฏิเสธไปเพราะโลกไม่น่าจะมีวัตถุที่ใหญ่ขนาดนั้นได้



#4 สิ่งมีชีวิตมาจากไหน

ส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอย่าง กรดอะมิโนและวิตามินได้รับการตรวจพบทั้งจากเศษน้ำแข็งบนอุกกาบาตหรือแม้แต่ในที่ที่สภาพแวดล้อมเลวร้ายสุดขั้ว การค้นหาว่าส่วนประกอบพวกนี้กำเนิดขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกได้อย่างไรเป็นหนี่งในเรื่องที่ยากที่สุดของวงการชีววิทยา เพราะไม่มีร่องรอยที่ชัดเจน



#5 ออกซิเจน มาได้ยังไง

ไซยาโนแบคทีเรีย ปลดปล่อยอ็อกซิเจนออกมาในรูปของเสีย และทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยอ็อกชิเจนเมื่อ 2400 ล้านปีก่อน แต่หลักจากนักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจฟอสซิลหินบนโลก พบว่าระดับของอ็อกซิเจนบนโลกพุ่งและลดลงอย่างรวดเร็วมาตลอดและมีมาก่อนแล้วกว่า 3 พันล้านปี จึงหาข้อสรุปไม่ได้ซักทีว่าอะไรทำให้เกิดออกซิเจนบนโลก



#6 ระเบิดแคมเบรียนเกิดขึ้นได้อย่างไร

Cambrian Explosion หรือ Biological Big Bang เกิดหลังจากโลกมีอายุได้ 4 พันล้านปี มีสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นพร้อมกันมากมาย หน้าตาประหลาดๆ เป็นสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังอาศัยอยู่ในทะเล มีสมอง เส้นเลือดและหัวใจ เป็นสาเหตุของออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นรึเปล่า ไม่มีใครให้คำตอบได้



#7 เมื่อไหร่ที่จะทำนายแผ่นดินไหวได้แม่น

ปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีอยู่ช่วยได้แค่พยากรณ์เท่านั้น บอกความน่าจะเป็นไปได้ในการเกิดแผ่นดินไหว แต่มนุษย์ยังบอกไม่ได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ เวลาไหน หรืออันตรายแค่ไหน ซึ่งคล้ายกับพยากรณ์อากาศที่ไม่ได้ถูกต้องไปซะทุกครั้ง



#8 การแปรสัณฐานแห่งธรณีภาคเริ่มต้นเมื่อไหร่

Plate Tectonic หรือการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก แบ่งแผ่นเปลือกโลกออกเป็น 7 ส่วน เกิดขึ้นเมื่อไหร่กันแน่ เพราะหลักฐานที่ว่าเริ่มเมื่อไหร่นั้นได้ถูกทำลายหายไปนานแล้ว มีเพียงเจ้าเพทาย (Zircon) เท่านั้นที่พอจะเป็นหลักฐานที่รอดจากการถูกทำลายเมื่อ 4.4 พันล้านปีก่อนมาได้



ทั้ง 8 เรื่อง ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

สุดประหลาด….! เกิดพายุหมุนพร้อมกันบนโลก 10 ลูก


นักวิชาการเกิดความประหลาดใจเมือเห็นภาพ กราฟฟิกพายุที่ปรากฎบนแผนที่โลก มีฝนเขตร้อนที่ก่อตัวสร้างพลังงานพร้อมๆ กันมากถึง 10 ลูกในเวลาเดียวกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์กำลังขึ้นฝั่งถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ขณะที่พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดก็กำลังเคลื่อนตัวปกคลุมฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ นับเป็นพายุ 2 ลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่กำลังสร้างความเสียหายให้กับโลกใบนี้ในเวลานี้

จากสภาพอากาศอันเลวร้ายของพายุหมุนเขตร้อนในระยะนี้ ยังทำให้ผู้สื่อข่าวพยากรณ์อากาศอาวุโสต้องประหลาดใจกับสภาพอากาศของโลกในช่วงนี้ เพราะตลอดชีวิตการทำงานสายนี้ของเขา แทบเคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อพบว่ามีหย่อมฝนเขตร้อนที่ก่อตัวสร้างพลังงานพร้อมๆ กันมากถึง 10 ลูกในเวลาเดียวกัน

“ทิม เฮลเลอร์” ผู้สื่อข่าวพยากรณ์อากาศช่อง ABC News ได้โพสต์ภาพในทวิตเตอร์ของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ก.ย.) อินโฟกราฟฟิกเผยให้เห็นหย่อมฝนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก รวมทั้งสิ้น 8 ลูก

ประกอบด้วย พายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ที่กำลังเข้าสู่ชายฝั่งสหรัฐอเมริกา พายุเฮอร์ริเคนเฮเลนาที่พัดขึ้นทางทิศเหนือใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติก รวมทั้งยังมีพายุโซนร้อนไอแซคและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงอีก 2 หย่อม

ส่วนบริเวณมหาสมุทรแปฟิกซิกนั้น มีพายุโซร้อนโอลิเวีย พายุดีเปรสชั่นพอล และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงนอกชายฝั่งเม็กซิโก ทั้งนี้หากรวม พายุซุเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดและพายุโซนร้อนบารีจัต ที่อยู่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกไกล จะพบว่ามีหย่อมฝนเกิดขึ้นพร้อมกันเรียงรายถึง 10 ลูกทีเดียว

ผู้สื่อข่าวพยากรณ์อากาศอาวุโสรายนี้ ยังต้องโพสต์ว่า ตลอดการทำงานพยากรณ์อากาศทางโทรทัศน์มา 35 ปี เขาไม่เคยพบเห็นสภาพอากาศแบบนี้มาก่อน เกิดหย่อมฝนและพายุพร้อมๆ กันหลายนี้มากมายเพียงเท่านี้


ขอบคุณข้อมูลจาก :RT.com
ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์ :  Tim Heller ABC13‏Verified account

พบยานลึกลับ!! สถานีสังเกตุการณ์ดวงอาทิตย์ถูกสั่งปิดตัวลงถึง 6 แห่งในเวลาเดียวกัน

หอสังเกตการณ์พลังงานแสงอาทิตย์แห่งชาติใน Sunspot มลรัฐนิวเม็กซิโกและสำนักงานไปรษณีย์สหรัฐที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ถูกอพยพและปิดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2018 เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์กล่าว แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะบอกถึงเหตุผลการปิดระบบอย่างกะทันหัน



จากนั้นนาซาพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561 โดยออกแถลงการณ์ว่ามีการเดินทางข้ามดวงจันทร์สองดวงที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์

นี่คือคำอธิบายของ NASA:

การขนส่งทางจันทรคติหรือยูเอฟโอรูปจานขนาดใหญ่?

"เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2018 หอสังเกตการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ขององค์การนาซา (SDO)  
เห็นภาพการเคลื่อนตัวผ่านของดวงจันทร์ 2 ครั้ง คือ ด้านหน้าระหว่างกล้องจากยาน และด้านหน้าของดวงอาทิตย์ และด้วยที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้กับกล้องของบาน SDO จึงทำให้เห็นภาพเงาดำใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ บดบังดวงอาทิตย์



ความจริงมันอาจไม่ใช่ดวงจันทร์ ที่จะสามารถกลับเส้นทางโคจรสวนทางกันได้แบบนั้น เพราะยาน SDO ได้เคลื่อนผ่านตำแหน่งของดสวงจันทร์ไปแล้ว ก่อนที่เงาดำนั้นจะบดบังการมองเห็นดวงอาทิตย์

เป็นที่ทราบกันว่ามีการปิดหอสังเกตการณ์พลังงานแสงอาทิตย์อีก 6 แห่ง (ออสเตรเลีย,ชิลี, สเปน, ฮาวาย และเพนซิลเวเนีย) เราทราบว่ามีการสั่งปิดกล้องทั้งหมดนี้ลงในเวลาเดียวกับหอดูดวงอาทิตย์ในนิวเม็กซิโก

  • ประเทศออสเตรเลีย : AXIS 232D Network Dome Camera located in Sydney Australia
  • ประเทศชิลี : Webcams located at SOAR Observatory – The Southern Astrophysical Research Telescope located in Chile
  • ประเทศสเปน : BRT Tenerife Telescope Webcam located in Spain
  • เกาะฮาวาย : Webcam located at Mauna Kea observatory at the University of Hawaii Hilo
  • เกาะฮาวาย : Webcam from the Canada-France-Hawaii Telescope observatory in Hawaii
  • รัฐเพนซิลวาเนีย : Webcam at JAT Observatory in Fairless Hills, Pennsylvania

แต่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2018 Maria G. Hill จาก Salem, Indiana ได้ถ่ายภาพบางสิ่งบางอย่างได้ในบริเวณใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเป็น UFO รูปจานขนาดใหญ่ มีกองยานขนาดกลาง และมียูเอฟโอขนาดเล็กอีกมากมายที่มาพร้อมยูเอฟโอรูปจานขนาดใหญ่



Gina เขียนบน Facebook ของเธอเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2018 ที่ Salem, Indiana "นี่คือสิ่งที่ปรากฏในกล้องของฉันหลังจากที่ฉันถ่ายภาพดวงอาทิตย์ในท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเมื่อเช้านี้ด้วย iphone 8 พร้อมอะแดปเตอร์เลนส์กล้อง "



"วัตถุคล้ายประตูกลมสีเขียวอยู่ตรงกลางของรูกลม หรือรูหนอน หรือรูงู อยู่ด้านบนขวาบนแผ่นดิสก์ที่เป็นวงกลม ฉันแน่ใจว่านี่คือสัญลักษณ์แสดงถึงงูและแผ่นดิสก์ ภาพและวิดีโอทั้งหมดอยู่ใน timeline ของฉัน "จีน่ากล่าว


นอกจากนี้ในวิดีโอ Gina พูดคุยเกี่ยวกับดิสก์ UFO ขนาดใหญ่และกองเรือของ UFO ที่มีขนาดเล็ก



หากวัตถุในภาพไม่ได้เป็นภาพสะท้อนจากเลนส์หรือวัตถุที่สะท้อนอยู่ในเลนส์ของกล้อง หากเป็นยานแม่ลำใหญ่และกองทัพยูเอฟโอขนาดเล็ก (ดูภาพด้านบน) เมื่อลองมอบภาพทั้งหมดดีๆ ก็จะเห็นเหตุผลที่ทำไมถึงต้องมีการสั่งปิดสถานีสังเกตุดวงอาทิตย์ถึง 7 แห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน

ที่มา : http://ufosightingshotspot.blogspot.com/2018/09/6-more-solar-observatories-closed-and.html

พบหลักฐานการมีอยู่ของหลุมดำขนาดเล็กนับหมื่นที่ใจกลางทางช้างเผือก


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ณ บริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้นเป็นพื้นที่ที่มีดาวฤกษ์อยู่ใกล้ชิดกันมาก อีกทั้งมีฝุ่นแก๊สร้อนจัดมากมายซึ่งเป็นแหล่งก่อตัวสำหรับของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่มีอายุสั้นเมื่อดาวฤกษ์เหล่านั้นสิ้นอายุขัยลงก็จะกลายเป็นหลุมดำจึงกล่าวได้ว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้อาจมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลุมดำกับดาวฤกษ์มากมาย

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ พบว่าบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกมีหลุมดำมวลมหาศาล(Supermassive black hole) ซึ่งมีมวลมากกว่า 4 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์และมันไม่ได้อยู่โดยเดี่ยวแต่อย่างใด ผลการศึกษาบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยชาร์ลส์ เฮลีย์ (Charles Hailey) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยผลงานวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกอย่าง Natureเมื่อวันที่4เมษายนที่ผ่านมาทีมนักิจัยพบสัญญาณการมีอยู่ของหลุมดำขนาดเล็กนับ 10,000 แห่งที่ใจกลางทางช้างเผือกซึ่งตรงกับการคาดการณ์ของนักดาราศาสตร์ในอดีตที่ว่าโดยรอบหลุมดำขนาดใหญ่จะมีหลุมดำขนาดเล็กอยู่จำนวนมาก

ซึ่งแน่นอนว่าหลุมดำเป็นวัตถุที่ไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง ทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจจับสัญญาณที่มาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลุมดำกับดาวฤกษ์ที่อยู่ข้างเคียงเพราะแรงโน้มถ่วงของหลุมดำจะกลืนกินสสารจากดาวฤกษ์ให้กำลังค่อยๆหมุนวนตกลงสู่หลุมดำ ระหว่างนั้นสสารเหล่านั้นจะมีการปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมาทำให้เราทราบการมีอยู่ของหลุมดำได้

ชาร์ลส์ เฮลีย์ (Charles Hailey)กล่าวว่า

“ทีมเราได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ขององค์การนาซา(NASA) ที่เฝ้าสังเกตการณ์นานกว่า 12 ปี ซึ่งแต่เดิมนักดาราศาสตร์มองหาหลักฐานของหลุมดำจากการประทุของรังสีเอ็กซ์ที่สว่างวาบออกมาซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกมากจนปริมาณรังสีเอ็กซ์ไม่เข้มพอที่จะมองเห็นได้และคงต้องใช้เวลานานมากในการตรวจพบซึ่งอาจกินเวลานับร้อยปี” แต่ในครั้งนี้ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์จากแหล่งกำเนิดทั้งหมด 92 แหล่งซึ่งเป็นแหล่งที่ยังไม่ชัดเจนของความยาวคลื่นในย่านรังสีเอกซ์ จึงทำให้ทีมนักวิจัยมองเป็นลักษณะคล้ายจุดของแสงได้ทั้งสิ้น26 จุดภายในบริเวณใกล้เคียงกับหลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black hole)ที่ระยะประมาณ3.26 ปีแสง(แสดงดังในภาพที่ 2) โดยที่แต่ละจุดใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา(Chandra X-ray Observatory)วัดปริมาณของโฟตอนอย่างน้อย 100โฟตอน ภายใน 12 วัน

ชาร์ล เฮลีย์ (Charles Hailey)และทีมนักวิจัยได้ยืนยันว่า แหล่งที่มาไม่ได้เป็นสัญญาณของการระเบิดจากดาวนิวตรอน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นหลุมดำและถ้าเป็นเช่นนั้น หลุมดำคู่ (binary black holes) เปรียบได้กับส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งและหลุมดำที่อยู่โดดเดียวอาจมีอยู่มากมายนับ10,000 แห่งในศูนย์กลางของทางช้างเผือกซึ่งเราจะไม่สามารถมองเห็นมันได้เลยถ้ามันไม่ได้ทำปฏิสัมพันธ์กับดาวฤกษ์ (แสดงดังในรูปที่ 3) นอกจากนี้สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ใหม่เหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลใหม่แต่อยู่ในฐานข้อมูลการค้นพบของกล้องโทรทรรศน์จันทราทั้งสิ้น นอกจากนี้ชาร์ล เฮลีย์ ยังกล่าวอีกว่า “เขากำลังรู้สึกว่า หลุมดำคู่ ยังหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง” ซึ่งเป็นเรื่องยากในการค้นหาด้วยต้องต่อสู้กับสัญญาณรังสีเอ็กซ์พื้นหลังที่มาจากแก๊สฝุ่น คงต้องใช้เวลาในการค้นหาเป็นอย่างมากมันจึงไม่แปลกที่สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดให้เราเฝ้าค้นหาความลึกลับดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงต่อไปอีกว่าสัญญาณเหล่านี้อาจมาจากซากของดาวฤกษ์ เช่น พัลซาร์(pulsar) ซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วในระดับมิลลิวินาทีแทนที่จะเป็นหลุมดำนับว่าเป็นเรื่องยากและคงต้องศึกษากันต่อไปในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้และนั่นหมายความว่า จำนวนของหลุมดำที่คาดว่าจะมีนับพันแห่งอาจจะเป็นแค่ในระดับร้อยแห่งถึงกระนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่เศษส่วนหนึ่งใน ณ ใจกลางที่เราตรวจพบเมื่อเทียบกับทั้งหมดในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของกาแล็กซีทางช้างเผือกเรา

นับว่าการศึกษาในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญในการยืนยันทฤษฎีการมีอยู่ของหลุมดำรอบใจกลางทางช้างเผือกตลอดจนข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวจะเป็นส่วนที่สำคัญในการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์วิทยุต่อไปในอนาคตซึ่งอาจจะทำให้เราสามารถแยกแยะระหว่างหลุมดำกับดาวนิวตรอนได้ดีมากยิ่งขึ้น

แหล่งที่มาข้อมูล
https://www.sciencenews.org/article/dozen-new-black-holes-found-milky-way-center?mode=topic&context=36

http://www.skyandtelescope.com/astronomy-news/galaxy-center-might-hold-thousands-black-holes/

https://www.sciencedaily.com/releases/2018/04/180404133532.htm

หลุมดำยักษ์ในทางช้างเผือกอาจไม่ได้มีเพียงดวงเดียว


ที่ใจกลางของดาราจักรมวลสูงเกือบทุกแห่งมีหลุมดำขนาดยักษ์อยู่ เรียกว่าหลุมดำมวลยวดยิ่ง บางครั้งหลุมดำยักษ์นี้ก็ไม่ได้อยู่ที่แก่นกลางของดาราจักรเสมอไป แต่กลับย้ายที่ไปตามตำแหน่งต่าง ๆ ภายในดาราจักร บางครั้งอาจไปอยู่ถึงส่วนที่เรียกว่า กลดดาราจักร ซึ่งอยู่ห่างจากแก่นกลางมาก

ยิ่งกว่านั้น มันอาจไม่ได้มีเพียงดวงเดียว

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์ปารีส และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ได้ศึกษาพลศาสตร์ของหลุมดำมวลยวดยิ่งภายในดาราจักรด้วยซอฟต์แวร์จำลองเหตุการณ์ทางเอกภพวิทยาชื่อโรมิวลัส พบว่า ดาราจักรที่มีมวลระดับดาราจักรทางช้างเผือกน่าจะมีหลุมดำมวลยวดยิ่งหลายดวง

นักดาราศาสตร์คาดว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นผลจากดาราจักรชนและหลอมรวมกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ และเชื่อว่าเป็นกระบวนการเติบโตของดาราจักรจากดาราจักรเล็กไปสู่ดาราจักรใหญ่ เมื่อดาราจักรขนาดเล็กกว่าชนเข้ากับดาราจักรขนาดใหญ่ หลุมดำมวลยวดยิ่งที่เคยอยู่ในใจกลางดาราจักรแต่ละแห่งไม่ได้หลอมรวมกันเป็นดวงเดียว แต่หลุมดำของดาราจักรที่เล็กกว่าจะโคจรรอบหลุมดำของดาราจักรที่ใหญ่กว่า เมื่อการชนและหลอมเกิดขึ้นซ้ำ จำนวนหลุมดำมวลยวดยิ่งในดาราจักรก็จะยิ่งมากขึ้นตาม

หากทฤษฎีนี้เป็นจริง ดาราจักรทางช้างเผือกของเราก็น่าจะมีหลุมดำมวลยวดยิ่งหลายดวงด้วย เรื่องนี้อาจทำให้หลายคนวิตกว่า หลุมดำเหล่านั้นอาจเข้ามาใกล้ระบบสุริยะของเราแล้วเขมือบกลืนกินเราไปหรือทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงได้ เรื่องนี้ ไมเคิล เทรมเมล จากศูนย์ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์เยลอธิบายว่า โอการที่จะเป็นเช่นนั้นมีน้อยมาก "เราประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มีประมาณหนึ่งครั้งในทุกหนึ่งแสนล้านปี หรือนานกว่าอายุของเอกภพถึงสิบเท่า"

การพิสูจน์ทฤษฎีนี้คงทำได้ไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุที่หลุมดำมวลยวดยิ่งพเนจรอยู่ห่างจากใจกลางดาราจักรและอยู่นอกระนาบของดาราจักร ทำให้ไม่มีแก๊สให้กลืนกิน หลุมดำที่ไม่มีแก๊สให้กลืนกินจะมืดสนิท การตรวจจับหลุมดำเหล่านี้จึงทำได้ยากมาก

ที่มา:
Milky Way's supermassive black hole may have 'unseen' siblings - phys.org

 
biz.