นักฟิสิกส์เริ่มความพยายามครั้งใหม่เปิดประตูสู่เอกภพคู่ขนาน



ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอกริดจ์ของสหรัฐฯ (Oak Ridge National Laboratory ) กำลังจะเริ่มทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของเอกภพคู่ขนาน (Parallel Universe) และค้นหาช่องทางที่เปิดประตูไปสู่เอกภพดังกล่าว ซึ่งอาจมีความคล้ายคลึงกับเอกภพของเราในทุกทางเหมือนภาพสะท้อนในกระจก




ดร. เลอาห์ บรูซซาร์ด ผู้นำทีมนักฟิสิกส์ในโครงการดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีว่า แม้การทดลองในครั้งนี้จะฟังดูแปลกประหลาดเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ทีมของตนต้องการจะทดสอบถึงความเป็นไปได้ ในเรื่องที่อนุภาคมูลฐานของอะตอมอย่างนิวตรอน (Neutron) น่าจะสามารถเดินทางข้ามไปมาระหว่างเอกภพของเราและเอกภพคู่ขนานได้

การระเบิดขยายตัวครั้งใหญ่หรือเหตุการณ์บิ๊กแบงเมื่อ 14,000 ล้านปีก่อน นอกจากจะให้กำเนิดเอกภพหรือจักรวาลของเราแล้ว ยังให้กำเนิดพหุภพ (Multiverse) ซึ่งก็คือเอกภพอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากเอกภพของเราอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งบางครั้งเรียกว่า "เอกภพคู่ขนาน"

ในพหุภพนั้นอาจมีเอกภพคู่ขนานที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ เหมือนกับในเอกภพของเราแบบคู่แฝด เช่นมีอนุภาคมูลฐาน ดวงดาว หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตและมนุษย์แต่ละคนเหมือนกัน คล้ายกับเป็นภาพสะท้อนในกระจก แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเอกภพคู่ขนานนั้นจะมีความเป็นไปได้แตกต่างออกไปจากเอกภพของเรานับไม่ถ้วนแบบ

ก่อนหน้านี้มีปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจอธิบายได้อยู่หลายประเด็น ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ถึงความเป็นไปได้ที่เอกภพคู่ขนานจะมีอยู่จริง เช่นในกรณีที่เอกภพของเรามีไอโซโทปลิเทียม -7 อยู่น้อยกว่าปริมาณที่ควรจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์บิ๊กแบง หรือในกรณีของรังสีคอสมิกพลังงานสูงที่เดินทางมาจากนอกกาแล็กซี ซึ่งตรวจพบว่าทรงพลังรุนแรงเกินกว่าจะเดินทางอยู่แต่ภายในขอบเขตของเอกภพที่สังเกตได้ (Observable Universe)

ในช่วงทศวรรษ 1990 มีการทดลองจับเวลาที่อนุภาคนิวตรอนใช้ในการสลายตัวกลายเป็นโปรตอน หลังนิวตรอนถูกนำออกจากนิวเคลียสของอะตอม แต่ผลที่ได้หลังจากนั้นกลับผิดคาด เมื่อพบว่าเวลาที่นิวตรอนใช้ในการสลายตัวแต่ละครั้งนั้นไม่เท่ากันเสียทีเดียว นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำอธิบายต่อปรากฏการณ์นี้ได้ เว้นเสียแต่ว่ามีนิวตรอนบางส่วนที่เกิดหลุดเข้าไปในเอกภพคู่ขนานและกลายเป็นอนุภาคในเอกภพอื่นครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาปรากฎตัวยังเอกภพของเราอีกครั้ง

คำบรรยายภาพ มีความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์บิ๊กแบงได้ให้กำเนิดเอกภพอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากเอกภพของเราด้วย


การทดลองครั้งล่าสุดที่ทีมนักฟิสิกส์ของสหรัฐฯ จะเริ่มเดินหน้าในเดือนนี้ จะใช้วิธียิงลำอนุภาคนิวตรอนไปยังกำแพงที่กั้นไม่ให้พวกมันผ่านไปได้ และจะติดตั้งเครื่องตรวจจับนิวตรอนไว้ที่ด้านหลังกำแพงดังกล่าว

ตามปกติแล้ว เครื่องตรวจจับอนุภาคนิวตรอนในการทดลองนี้จะต้องแสดงผลเป็นศูนย์ กล่าวคือไม่พบนิวตรอนทะลุผ่านกำแพงมาได้เลย แต่หากมีกรณีผิดปกติซึ่งพบว่ามีนิวตรอนหลุดลอดผ่านมาได้ ก็อาจเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุภาคนั้นเกิดการ "สั่น" (Oscillating) จนสามารถข้ามเส้นแบ่งระหว่างเอกภพ ผ่านเข้าไปในเอกภพคู่ขนานและกลับออกมาได้

นอกจากนี้ ทีมผู้วิจัยยังจะติดตั้งสนามแม่เหล็กพลังสูงไว้ที่ข้างใดข้างหนึ่งของกำแพงในการทดลองแต่ละครั้ง และจะปรับความแรงของสนามแม่เหล็กให้แปรเปลี่ยนไปหลาย ๆ ระดับ เพราะคาดว่าอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นิวตรอนเกิดการสั่นจนสามารถข้ามไปยังเอกภพอื่นได้

อย่างไรก็ตาม ดร. บรูซซาร์ดบอกว่าไม่ได้คาดหวังจะพบกับปรากฏการณ์ที่เปิดประตูสู่เอกภพคู่ขนานได้ทันทีในครั้งนี้ และคาดว่าผลการตรวจจับพฤติกรรมประหลาดของนิวตรอนจะเป็นศูนย์

"แต่หากเกิดมีการค้นพบอะไรใหม่ ๆ อย่างนั้นขึ้นมา โฉมหน้าของวงการฟิสิกส์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว" ดร. บรูซซาร์ดกล่าว

ถอดรหัสจักรกลอายุกว่า 2000 ปี ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์




กลไกแอนทิคีเธรา (Antikythera Mechanism) เป็นเครื่องคำนวณทางดาราศาสตร์ของชาวกรีก ถูกตั้งชื่อตามเกาะแอนทิคีเธรา (บริเวณที่ค้นพบ) ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งของประเทศกรีกในปี 1901 เครื่องกลนี้ได้รับสมญาว่าเป็น “เครื่องกลที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่รู้จักกันในโลกยุคโบราณ”


ชาวกรีกโบราณใช้ กลไกแอนทิคีเธรา (Antikythera Mechanism) สำหรับติดตามเส้นทางโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และอาจรวมถึงดาวเคราะห์อีกหลายดวง หากจะถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็คงจะผิดนัก


ไมค์ (Mike Edmunds) ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ยกย่องว่าอุปกรณ์นี้ล้ำเลิศทั้งในแง่เทคนิคและการออกแบบ เขาเคยกล่าวไว้ว่ามันมีคุณค่ามากกว่าภาพโมนาลิซ่าซะอีก


นี่คือภาพโมนาลิซ่า เผื่อว่าใครไม่เคยเห็นหรือไม่รู้จัก ภาพนี้ไม่สามารถประเมินค่าได้อีกแล้วในปัจจุบัน และมันเป็นสมบัติของประเทศฝรั่งเศล (มีเงินเท่าไหร่ก็ขอซื้อไม่ได้แล้ว)


กลับมาที่เจ้ากลไกแอนทิคีเธรา มันประกอบไปด้วย วงล้อ ฟันเฟือง หน้าปัดที่จารึกชื่อเดือนและสัญลักษณ์จักรราศี สามารถใช้คำนวณทางดาราศาสตร์ขั้นซับซ้อน และใช้เป็นปฏิทิน รวมถึงพยากรณ์ปรากฏการณ์จันทรคราสและสุริยคราสได้อีกต่างหาก


ทีมนักวิจัยนานาชาติใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์และซีทีสแกนชั้นสูงถอดรหัสคำจารึก เพื่อไขความลับของกลไกซับซ้อนของนี้ การวิเคราะห์ยืนยันทฤษฎีที่ว่า กลไกแอนทิคีเธรา มีอายุย้อนไประหว่างช่วง 100 – 150 ปีก่อนคริสตกาล (ราว 2100 ปีก่อน)



และจากโมเดล 3D ของกลไกแอนทิคีเธรา ทำให้รู้ว่ามันคือคอมพิวเตอร์อนาลอกที่คนโบราณใช้คาดคะเนตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้า


โดยเมื่อหมุนปุ่มที่อยู่ด้านนอกของเครื่อง เฟืองภายในก็จะเริ่มคำนวณการเคลื่อนไหวของดาวบนท้องฟ้าตามทฤษฏีดาราศาสตร์ของกรีก โดยมีกลไกย่อยซึ่งช่วยลดความผิดพลาดจากวงโคจรที่ไม่สม่ำเสมอของดาวเคราะห์บางดวงด้วย นับว่าเป็น CPU ที่ทรงพลังทีเดียว


ผลคำนวณที่ออกมาตรงหน้าปัดจะบอกการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ พระจันทร์และดาวเคราะห์พี่น้องโลกอีกห้าดวงที่ชาวกรีกรู้จักในเวลานั้น โดยหน้าปัดจะแสดงผลในระบบปฏิทินของทั้งอียิปต์และกรีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีปุ่มเปลี่ยนภาษา


ดร.เดเร็ค (Dr.Derek J. de Solla Price) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษถึงกับบอกว่ามันตรงกันข้ามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารู้จักทั้งหมด และไม่น่าเป็นไปได้ที่มันจะมีอยู่จริง (ความรู้ในสมัยนั้นไม่น่าจะสามารถสร้างกลไกแบบนี้ขึ้นมาได้) แม้เขาจะมองเห็นมันที่วางอยู่ซึ่งๆ หน้าก็ตามที ในขณะที่ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ในกรุงเอเธนส์


ดร.เดเร็ค ลองศึกษาฟันเฟืองภายในของมันก็ทึ่งในเทคนิค differential gear (ภาษาไทยเรียก เฟืองดอกจอก) ทั้งๆ ที่ฟันเฟืองแบบนี้กว่าคนยุคปัจจุบันจะคิดได้ก็ ปี 1575 จากการประดิษฐ์นาฬิกานั่นเอง การที่จะสร้างฟันเฟืองเช่นนี้ได้ ผู้สร้างต้องมีความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ในขั้นสูงทีเดียว ใครเป็นคนสร้างล่ะ?


ไม่มีใครรู้ว่า ใครคือผู้ออกแบบกลไกนี้ แต่มีการคาดเดาว่า น่าจะเป็นอาร์คีเมดีส (Archimedes) หรือฮิปปาร์คัส (Hipparcus) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์คนสำคัญของกรีก ตามลำดับ
อาร์คีเมดีส (Archimedes)


ปัจจุบัน กลไกนี้ซึ่งอยู่ในสภาพแยกส่วนออกเป็นชิ้นๆ ได้มีการจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติกรุงเอเธนส์


เครดิต gotoknow.org

เเสงเกลียวนอร์เวย์ (2009 Norwegian spiral anomaly)




เเสงเกลียวนอร์เวย์ (2009 Norwegian spiral anomaly) วันที่ 9 ธันวาคม 2009 ทางภาคเหนือของนอร์เวย์ (Northern Norway) มีปรากฏการณ์ที่ยากจะหาคำตอบได้ คํ่าคืนนั้นบนท้องฟ้าปรากฏลำแสงลึกลับ รูปวงเกลียวขนาดใหญ่ มีสีฟ้าอ่อน ส่งผลให้เกิดกลุ่มเมฆ กลุ่มควันเป็นรูปใยแมงมุมขนาดใหญ่บนท้องฟ้า 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวอยู่นาน 10 นาที ก่อนที่จะหายไป ปัจจุบันมีการปกปิดข่าว เเละไม่ได้รับคำอธิบาย
โฆษกกระทรวงกลาโหม และเจ้าหน้าที่หอสังเกตการณ์ธรณีวิทยาทรอมโซนอร์เวย์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่แสงลึกลับคือผลลัพธ์จากการยิงทดลองขีปนาวุธ รุ่น บูลาวา โดยเรือดำน้ำดมิทรีดอนสกอยของรัสเซีย แต่การทดลองล้มเหลวจึงเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือรัสเซียแถลงยืนยันว่า ช่วงเกิดแสงประหลาดเรือดมิทรีไม่ได้ยิงขีปนาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

จอร์เกน โรด โอเดการ์ด นักดาราศาสตร์นอร์เวย์ กล่าวว่า "ความคิดแรกผม คิดว่ามันคือดาวตก หรือสะเก็ดระเบิดดาวเทียมที่พุ่งเผาไหม้ผ่านชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อดูลักษณะการหมุนวนแบบกังหันของแสงแล้วคิดว่า ไม่น่าใช่ทั้งสองอย่าง เพราะขัดกับหลักฟิสิกส์ สิ่งที่เกิดขึ้นแปลกพิสดารและลึกลับมาก ตั้งแต่เกิดมาผมก็ยังไม่เคยเจอ บางทีมันอาจเกิดจากขีปนาวุธรัสเซียก็ได้ แต่ผมไม่รับประกันคำตอบข้อนี้นะ"

โครงการเฮสดาเลน (Project Hessdalen) โดยองค์กรวิจัยยานอวกาศแห่งนอร์เวย์ (UFO-Norge) และองค์กรวิจัยยานอวกาศแห่งสวีเดน (UFO-Sweden) ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าหาที่มาที่ไปของปรากฏการณ์แสงประหลาดที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่า แสงเหล่านี้เกิดจากอะไรกันแน่ ในบางงานวิจัยบอกว่า แสงนี้เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซออกซิเจน และโซเดียมในชั้นบรรยากาศที่มีความไวต่อแสง หรือไม่ก็เกิดการรั่วไหลของแก๊สปริศนาในชั้นบรรยากาศโลก แต่นี่เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ออกมา และในรายงานการพบเห็นแสงไฟจากอดีตจนถึงปัจจุบันกลับพบว่า ความถี่ในการเกิดแสงลดจำนวนลงเรื่อยๆ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ลึกลับที่เต็มไปด้วยปริศนา และน่าค้นหาเสียจริง
ทฤษฎีการสมคบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมาย ดังนี้

นักวิจัยยูเอฟโอเชื่อว่า มันเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่วาร์ปมาขัดขวางอาวุธนิวเคลียร์ที่กำลังเเอบพัฒนาอยู่ที่ฐานทัพใต้ดินเเถวนั้น

เป็นจรวดมิสไซล์ที่ถูกยิงมาจากเรือดำน้ำขีปนาวุธ (RSM-56 Bulava) ของรัสเซีย แต่ระเบิดเกิดผิดพลาด เสียสมดุล และหมุนวนในอากาศจนทำให้เกิดควันเป็นวงกลมรูปใยแมงมุมดังกล่าว เเต่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียปฏิเสธว่าไม่มีการยิงจรวดในพื้นที่นั้น

โครงการสร้างอาวุธเพื่อควบคุมลมฟ้าอากาศ (High Frequency Active Auroral Research Program) การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ โดยต้องการลดประชากรมนุษย์โลก สาเหตุคือยิ่งประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น ยิ่งกัดกินทรัพยากรโลกเร็ว เเละนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องจักรวาลมากนัก จึงจำเป็นต้องลดประชากร เพื่อให้ขยายเวลาที่โลกจะถูกทำลาย โดยทำวิจัยการลดประชากรมนุษย์โลก 0.01% โดยสร้างเเผงจำลองภัยพิบัติ

โครงการบลูบีม (Project Blue Beam) พัฒนาโดยนาซ่า (NASA) เป็นความพยายามที่จะทดลองเทคโนโลยีจิตวิทยาจำลองผ่านคลื่นวิทยุความถี่ต่ำ วัตถุประสงค์คือ การสร้างระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ซึ่งเป็นความต้องการหลักที่จะทำให้โลกเกิดการปกครองแบบเสรีภาพของกลุ่มอิลลูมินาติ (Illuminati)

ทดสอบเปิดประตูมิติหรือการจำลองหลุมดำ เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider) มีเป้าหมายที่จะสร้างอนุภาคโปรตอน อิเล็กตรอนโวลต์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของทฤษฎีทางฟิสิกส์ เช่น การกำเนิดจักรวาล การเดินทางข้ามเวลา เเละอนุภาคพระเจ้า

อ้างอิง : wikipedia

ยูเอฟโอ วอชิงตัน ดี.ซี. 1952




ยูเอฟโอ วอชิงตัน ดี.ซี. 1952 (1952 Washington, D.C. UFO incident) ชาวอเมริกาจำนวนมากสังเกตเห็นยูเอฟโอลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การพบเห็นในวันนั้นไม่ได้มีแค่คำบอกเล่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายด้วย โดยเหตุการณ์พบเห็นยูเอฟโอเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ระหว่างวันที่ 19-20 และ 26-27 กรกฎาคม 1952

ผู้ที่พบเห็นยูเอฟโอเป็นคนแรกคือ เจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ในหอบังคับการบินเเห่งสนามบินวอชิงตัน เมื่อเรดาร์ตรวจพบอากาศยานที่ไม่สามารถระบุชนิดได้จำนวน 7 ลำ กำลังมุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองด้วยความเร็วสูง ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่รีบวิทยุไปยังกองทัพอากาศเพื่อให้ช่วยตรวจสอบอากาศยานทั้ง 7 ลำ เมื่อทำการตรวจสอบกลับไม่พบว่ามีอากาศยานใดๆ บินอยู่ในบริเวณดังกล่าวเลย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินเป็นอย่างมาก เนื่องจากในตอนแรกเรดาร์ยังคงตรวจจับสัญญาณวัตถุได้ แต่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นอากาศยานลึกลับทั้ง 7 ลำ กลับหายไปจากหน้าจอเรดาร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่อากาศยานจะสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้มากขนาดนั้น

เหตุการณ์ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากที่เจ้าหน้าที่ประจำหอบังคับการบินรายงานการพบเห็นวัตถุประหลาดในวันที่ 19 กรกฎาคม อากาศยานลึกลับก็มาปรากฏให้เห็นอีกครั้งในเวลา 00.30 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม นักบินประจำสายการบินหนึ่งรายงานกลับมายังหอบังคับการบินว่า "พบเห็นวัตถุประหลาดมีแสงสีส้มและสีขาว จำนวน 7 ดวง เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง วัตถุประหลาดนี้หายตัวไปในความมืด"

วันที่ 20 กรกฎาคม 1952 เเฟ้มที่ถูกปกปิดเป็นความลับได้ถูกเขียนบันทึกขึ้นโดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เขียนจดหมายถึง ประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน เอกสารระบุว่า "ท่านครับ อารยธรรมใดก็ตามที่เดินทางมายังโลกนี้ได้ คงไม่สำเร็จเเน่ๆ ถ้าคิดจะยิงพาหนะที่พวกเขาเดินทางมา" ทฤษฎีสมคบคิดระบุว่าจดหมายนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่เดอะเพนตากอนไม่อนุญาตให้ใครอ่านจนถึงปัจจุบัน

วันที่ 26-27 กรกฎาคม 1952 มีรายงานการพบเห็นยูเอฟโอลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ในครั้งนี้มีผู้คนเห็นเป็นจำนวนมาก และหลายคนก็สามารถบันทึกภาพได้ โดยหลายคนที่เคยพบเห็นครั้งแรกในวันที่ 19-20 กรกฎาคม ต่างระบุว่า "วัตถุประหลาดเหล่านี้ยังคงบินในตำแหน่งเดิม เหมือนกับที่มันปรากฏให้เห็นครั้งแรกยังไงอย่างงั้น"

แม้การปรากฏตัวของยูเอฟโอจะเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ ทั้งหนังสือพิมพ์ และวิทยุโทรทัศน์ แต่เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐแถลงข่าว ผู้คนกลับรู้สึกว่ากองทัพกำลังปกปิดความจริงเเก่ประชาชน เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ออกมาระบุว่า "สิ่งที่หลายคนพบเห็นระหว่างวันที่ 19-20 และ 26-27 กรกฎาคม แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ยูเอฟโอแต่อย่างใด แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นบรรยากาศ ซึ่งหลายคนพยายามมองให้มันเป็นยูเอฟโอของมนุษย์ต่างดาวกันไปเอง ส่วนเรื่องที่เรดาร์ตรวจจับยูอฟโอได้นั้น น่าจะเป็นเพราะเรดาร์ทำงานผิดพลาดซะมากกว่า"

หลายคนไม่เชื่อคำอธิบายที่ดูไม่สมเหตุสมผลนี้ และประชาชนส่วนใหญ่จนถึงทุกวันนี้เชื่ออย่างสนิทใจว่าวัตถุประหลาดที่บินอยู่เหนือกรุงวอชิงตัน ดี.ซี 1952 คือยานอวกาศที่มาจากต่างดาว และทางการสหรัฐกำลังปกปิดความจริงเเก่ประชาชน

อ้างอิง : wikipedia

3 วิธีทางทฤษฎี ทำโลกให้เป็นยานอวกาศเพื่อเคลื่อนย้ายหนีภัยพิบัติ





มนุษย์จะต้องทำอย่างไร หากจำเป็นต้องย้ายโลกทั้งใบเพื่อหนีภัยพิบัติในห้วงอวกาศ ? คำถามที่ฟังดูเหลือเชื่อเหมือนกับในภาพยนตร์ไซ-ไฟของจีนเรื่อง The Wandering Earth หรือ "โลกพเนจร" ซึ่งมนุษย์พยายามขยับย้ายตำแหน่งโลกหนีการขยายตัวของดวงอาทิตย์ที่กำลังสิ้นอายุขัย กลับมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีอยู่อย่างน้อยสามวิธีด้วยกัน

ดร. มัตเตโอ เชรีออตติ อาจารย์ด้านระบบวิศวกรรมอวกาศจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ของสหราชอาณาจักร ระบุถึงวิธีขยับโลกที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎีไว้ในบทความล่าสุดของเขา ซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์ The Conversation ว่า "เป็นเรื่องยากที่เราจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งของโลก แม้เพียงจะให้ออกห่างจากดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสัก 50% จนมาอยู่ในระยะเดียวกับวงโคจรของดาวอังคารก็ตาม"

ดร.เชรีออตติบอกว่า ในอดีตมนุษย์สามารถค้นพบวิธีเคลื่อนย้ายวัตถุอวกาศขนาดเล็กเช่นดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ ทั้งวิธีรุนแรงเด็ดขาดเช่นใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ หรือใช้วิธีพุ่งชนด้วยความเร็วสูงให้เส้นทางโคจรของเป้าหมายเบี่ยงเบนออกไป แต่แน่นอนว่าวิธีเหล่านี้ไม่สามารถจะนำมาใช้กับโลกของเราเองได้

แม้แต่วิธีการที่นุ่มนวลซึ่งจะค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุอวกาศไปทีละนิด เช่นวิธีใช้ยานลากจูงประจำการบนดาวเคราะห์น้อย หรือการลากจูงด้วยความโน้มถ่วงโดยให้ยานอวกาศบินวนเวียนอยู่ใกล้กับวัตถุอวกาศนั้น ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้ลากจูงโลกของเราซึ่งมีขนาดใหญ่มหึมาได้

แต่นอกจากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น ยังพอมีหนทางอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งมีความเป็นไปได้พอสมควรเหลืออยู่บ้างดังนี้


Image copyright Reuters
ภาพยนตร์แนวไซ-ไฟ The Wandering Earth ประสบความสำเร็จอย่างสูงในจีน

1. เครื่องยนต์ขับดันลมไอออน


อันที่จริงแล้ว ทุกครั้งที่มีการยิงจรวดเพื่อนำส่งดาวเทียมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เราได้ทำให้ตำแหน่งของโลกเคลื่อนออกจากวงโคจรเดิมไปทุกขณะ เหมือนกับการยิงปืนที่ทำให้เกิดแรงถีบของปืนเข้าหาตัวผู้ยิง เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นน้อยนิดมากจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้

จรวดขนส่งอวกาศที่มีพลังแรงสูงสุดและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทุกวันนี้ ได้แก่จรวดฟอลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy)ของบริษัทสเปซเอกซ์ ซึ่งเมื่อลองคำนวณดูแล้ว เราจะต้องยิงปล่อยจรวดฟอลคอนเฮฟวี 300 ล้านล้านล้านครั้ง จึงจะสามารถผลักดันให้โลกขยับไปอยู่ในวงโคจรของดาวอังคารได้ แต่วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างและยิงจรวดจำนวนมหาศาลนี้คิดเป็น 85% ของมวลสารในโลก ทำให้ในที่สุดโลกจะมีมวลเหลือเพียง 15% ขณะที่ล่องลอยไปในอวกาศ

หากคิดจะใช้วิธีขับเคลื่อนโลกแบบนี้ เครื่องยนต์ขับดันลมไอออน (Ion drive) ขนาดยักษ์ ดูจะเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่า โดยใช้การขับไอพ่นที่เต็มไปด้วยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าในทิศทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่ต้องการจะเดินทางไป

จากการคำนวณเบื้องต้น เครื่องขับดันลมไอออนนี้จะต้องติดตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 1,000 กิโลเมตร ซึ่งจัดว่าอยู่สูงเหนือชั้นบรรยากาศของโลก แต่ต้องมีโครงสร้างแข็งเชื่อมต่อกับพื้นโลกเพื่อถ่ายทอดแรงขับดันด้วย เครื่องยนต์ขนาดยักษ์นี้จะต้องพ่นลมไอออนที่ความเร็วสูงถึง 40 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งวิธีนี้โลกจะสูญเสียมวลในรูปของไอออนไปราว 13%
เครื่องบินลมไอออนทำงานอย่างไร

2. ล่องไปตามลำแสง


แสงไม่มีมวลแต่มีโมเมนตัม (Momentum) ทำให้เราสามารถใช้แผ่นสะท้อนแสงจับเอาโมเมนตัมจากแสงอาทิตย์มาใช้ในการขับเคลื่อนยานอวกาศได้ เสมือนกับใช้ "ใบเรือ" ล่องยานไปตามลำแสง ซึ่งหากนำวิธีนี้มาใช้ขับเคลื่อนโลก โลกก็จะไม่สูญเสียมวลจากการย้ายตำแหน่งเลยแม้แต่น้อย

หากจินตนาการว่าเราจะสร้างสถานีจับโมเมนตัมของแสงอาทิตย์ขึ้นในห้วงอวกาศใกล้กับโลก "ใบเรือ" หรือแผ่นสะท้อนแสงที่ใช้จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางโลก 19 เท่า เพื่อให้โลกเคลื่อนเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้ภายในระยะเวลา 1,000 ล้านปี

3. เกมบิลเลียดระหว่างดวงดาว


เกมบิลเลียดอวกาศนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นวิธีการที่ใช้ส่งยานอวกาศให้เพิ่มความเร็วและเปลี่ยนทิศทางได้ ด้วยการพุ่งเข้าเฉียดใกล้ดาวเคราะห์ต่าง ๆ และอาศัยแรงโน้มถ่วงรวมทั้งการแลกเปลี่ยนโมเมนตัมระหว่างกันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ หรือที่เรียกว่าวิธีแบบเครื่องยิงหนังสติ๊ก (Slingshot) นั่นเอง

หากมีดาวเคราะห์น้อยหรือวัตถุอวกาศที่ใหญ่พอพุ่งเฉียดเข้าใกล้โลก แรงกระทำระหว่างกันที่เกิดขึ้นระหว่างโลกและผู้มาเยือน นอกจากจะทำให้ดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนแปลงความเร็วและทิศทางแล้ว โลกก็ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันเล็กน้อยด้วย ซึ่งหลักการนี้อาจใช้เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนวงโคจรของโลกได้

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของดาวเคราะห์น้อยได้จริงเรียบร้อยแล้ว หากมนุษย์สามารถบังคับการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยที่พบได้หนาแน่นในบางส่วนของระบบสุริยะ แล้วกำหนดให้มันพุ่งเฉียดผ่านโลกในระยะที่ไม่เป็นอันตรายทุก 2,000-3,000 ปี ชาวโลกก็จะสามารถหนีการขยายตัวของดวงอาทิตย์ที่สิ้นอายุขัยไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่จะต้องใช้ดาวเคราะห์น้อยในการนี้กว่า 1 ล้านดวง

ดร. เชรีออตติลงความเห็นว่า วิธีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการทำโลกให้เป็นยานอวกาศมากที่สุดในขณะนี้ แต่ในอนาคตวิธีล่องไปตามลำแสงน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เมื่อได้พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายประชากรมนุษย์ให้หนีภัยพิบัติไปอยู่ในอาณานิคมต่างดาวในระยะใกล้ ๆ เช่นที่ดาวอังคาร น่าจะเป็นเรื่องง่ายกว่าการย้ายโลกทั้งใบให้ล่องลอยไปในอวกาศ โดยไม่รู้ถึงชะตากรรมในวันข้างหน้า

ขอบคุณที่มา : BBC Thai

พบวัตถุปริศนาเจาะทะลุทางช้างเผือกจนเป็นรูโหว่




ธารดาวฤกษ์ (Stellar stream) หรือกระแสของกลุ่มดาวฤกษ์ที่ไหลติดต่อกันเหมือนสายน้ำรอบกาแล็กซีทางช้างเผือก ไม่ได้เคลื่อนที่เป็นสายต่อเนื่องกันอีกแล้ว เนื่องจากพบรูโหว่คล้ายถูกยิงด้วยกระสุนยักษ์หลายรู ซึ่งยังคงเป็นปริศนาว่าช่องโหว่ในธารดาวฤกษ์นี้เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

ดร. แอนา โบนาคา นักวิจัยจากศูนย์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียนเพื่อฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (CfA) ของสหรัฐฯ นำเสนอการค้นพบดังกล่าวในที่ประชุมของสมาคมฟิสิกส์อเมริกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ดร. โบนาคาระบุว่า ระหว่างการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (GAIA) ทำแผนที่ดาราจักร ก็ได้พบว่าธารดาวฤกษ์ GD-1 มีรูโหว่ลักษณะประหลาด คล้ายกับว่ามีวัตถุลึกลับมวลมหาศาลซึ่งมีแรงโน้มถ่วงอันทรงพลัง สามารถพุ่งชนเอาชนะแรงโน้มถ่วงของกาแล็กซีทางช้างเผือก จนเจาะทะลุธารดาวฤกษ์ออกไปได้

แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ทรงประสิทธิภาพเข้าช่วย แต่นักดาราศาสตร์ก็ยังไม่สามารถจะไขปริศนาได้ว่าวัตถุอวกาศลึกลับนี้คืออะไรกันแน่ เพราะไม่พบวัตถุส่องสว่างหรือวัตถุที่สะท้อนแสงจนกล้องโทรทรรศน์ตรวจจับได้ เคลื่อนตัวออกไปจากกาแล็กซีทางช้างเผือกในวิถีที่ตรงกับแนวของ "รูกระสุน"ดังกล่าว

หากจะสันนิษฐานว่าต้นเหตุของรอยโหว่ยักษ์คือดาวฤกษ์ที่โคจรอย่างโดดเดี่ยวเร่ร่อนไปในห้วงอวกาศ ดาวประเภทนี้ก็มีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะทำให้เกิดรูโหว่แบบในธารดาวฤกษ์ GD-1 ซึ่งต้องอาศัยวัตถุมวลมหาศาลนับล้านเท่าของดวงอาทิตย์ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้น



Image copyright NASA/ESA/HUBBLE

ภาพกระจุกดาราจักร CL0024+17 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นร่องรอยที่คาดว่าเป็นวงแหวนของสสารมืด

หลุมดำมวลยิ่งยวดเป็นอีกตัวการหนึ่งที่น่าสงสัย แต่หลุมดำประเภทนี้มีอยู่แต่ที่แถบใจกลางดาราจักรซึ่งอยู่ห่างไกลจากธารดาวฤกษ์อย่างมาก ทั้งยังไม่พบหลักฐานว่ามีหลุมดำมวลยิ่งยวดในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ชนหรือรวมตัวเข้าด้วยกัน จนทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงต่อธารดาวฤกษ์ในขณะนี้

ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับ ดร.โบนาคา ก็คือสสารมืด (Dark matter) ซึ่งมีมวลมหาศาลและไม่สามารถจะมองเห็นได้ "ก้อนสสารมืดอาจพุ่งชนธารดาวฤกษ์ แต่เราก็ยังไม่อาจจะด่วนสรุปลงไปอย่างแน่นอนได้ ที่แน่ ๆ คือมีกระสุนยักษ์ของวัตถุความหนาแน่นสูงเจาะทะลุทางช้างเผือกออกไป"

สสารมืดและพลังงานมืดคือองค์ประกอบส่วนใหญ่ 95% ของจักรวาล แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตรวจจับสสารมืดโดยตรงได้ ทราบแต่ว่าสสารมืดมีแรงโน้มถ่วงอันทรงพลัง แต่ไม่สู้จะเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งมากนัก รวมทั้งไม่ตอบสนองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแสง

ขอบคุณที่มา : BBC Thai

"หลุมดำไม่ได้ดำอย่างที่พวกมันถูกวาดภาพไว้" สตีเฟน ฮอว์คิง อธิบายถึงลักษณะของหลุมดำ



"หลุมดำไม่ได้ดำอย่างที่พวกมันถูกวาดภาพไว้" ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้ล่วงลับ อธิบายถึงลักษณะของหลุมดำและกลไกของมัน

นักดาราศาสตร์จำนวนมากช่วยกันถ่ายภาพแรกของหลุมดำ ที่เผยให้เห็นแสงเจิดจ้า แม้ว่า ศ.สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ผู้โด่งดังไม่มีโอกาสได้เห็นภาพนั้น แต่เขามีส่วนอย่างมากในการทำให้พวกเราเข้าใจถึงปรากฏการณ์นี้ เรามาฟังคำบรรยายของเขาเกี่ยวกับความอัศจรรย์ของหลุมดำ และมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่พวกเราเคยคิด

"จากด้านนอก คุณไม่สามารถบอกได้ว่า มีอะไรอยู่ในหลุมดำ คุณโยนโทรทัศน์, แหวนเพชร หรือแม้แต่ศัตรูที่ชั่วร้ายเข้าไปในหลุมดำได้ และทุกสิ่งทุกอย่างในหลุมดำ จะเป็นเพียงมวลรวม, โมเมนตัมเชิงมุม และประจุไฟฟ้า" ศ. ฮอว์คิง ผู้ล่วงลับ กล่าวไว้

เขากล่าวว่า "กลศาสตร์ควอนตัม ตีความว่า ทั้งอวกาศ เต็มไปด้วยคู่อนุภาคเสมือนจริงและปฏิยานุภาค ซึ่งปรากฏขึ้น เป็นคู่อย่างต่อเนื่อง จากนั้น ก็มารวมตัวกันและทำลายล้างซึ่งกันและกัน สมาชิกตัวหนึ่งของคู่อนุภาคเสมือนจริงอาจตกลงไปในหลุมดำ ปล่อยให้สมาชิกอีกตัวไม่มีคู่ที่จะให้ทำลายล้าง"

"อนุภาคที่ถูกปล่อยทิ้งหรือปฏิยานุภาค อาจจะตกลงไปในหลุมดำ ตามคู่ของมัน แต่มันก็อาจจะหนีไปยังอนันตภาพ ซึ่งมันปรากฎอยู่ได้ และหลุมดำจะปลดปล่อยรังสีออกมา"

ศ. ฮอว์คิง บอกว่า "การบรรยายนี้ ต้องการบอกว่า หลุมดำไม่ได้ดำอย่างที่มันถูกวาดภาพไว้ พวกมันไม่ใช่เรือนจำชั่วนิรันดร์อย่างที่มีคนเคยคิดไว้ สิ่งต่าง ๆ ออกมาจากหลุมดำได้ ทั้งออกมาด้านนอกหลุมดำ หรืออาจจะไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกว่า คุณกำลังอยู่ในหลุมดำ อย่ายอมแพ้ มันมีทางออก"

เผยแล้ว "หลุมดำ" เห็นของจริงครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก



ทีมนักวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ภาพหลุมดำที่ถ่ายภาพจริงได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเป็นภาพหลุมดำจากกาแล็คซี่ M87. และมีขนาดใหญ่กว่าโลกสามล้านเท้า ซึ่งในการบันทึกภาพครั้งนี้ บันทึกโดยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ 8 แห่งทั่วโลก ที่เรียกว่า Event Horizon Telescope หรือ EHT โดยวงแหวนสีส้มที่เห็นคือก๊าซที่มีความร้อนมหาศาล ส่วนสีดำตรงกลางคือ "หลุมดำ" 

ภาพหลุมดำที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพจากการทำขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิค ครั้งนี้จึงเป็นการเผยแพร่ภาพจริงของหลุมดำครั้งแรกในประวัติศาสตร์



หลุมดำคืออะไร 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้อธิบายไว้ว่า คือสถานที่ในอวกาศซึ่งมีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้แต่แสงยังไม่สามารถออกไป ซึ่งทำให้ไม่สามารถมองเห็นหลุมดำ ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีอุปกรณ์พิเศษ จึงจะสามารถช่วยค้นหาหลุมดำได้

หลุมดำสามารถมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ได้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าหลุมดำที่มีขนาดเล็กที่สุดมีขนาดเล็กเท่าหนึ่งอะตอม หลุมดำเหล่านี้มีขนาดเล็กมากแต่มีมวลเท่าภูเขาที่มีขนาดใหญ่ อีกหนึ่งชนิดของหลุมดำเรียกว่า สเตลลาร์ (stellar) มีมวลเป็น 20 เท่ามากกว่ามวลของดวงอาทิตย์ อาจมีหลาย stellar ในทางช้างเผือก

หลุมดำที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ซูเปอร์แมสซีฟ (supermassive) หลุมดำเหล่านี้มีมวลมากกว่าหนึ่งล้านดวงอาทิตย์รวมกัน นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานว่าทุกๆ ทางช้างเผือกขนาดใหญ่จะมีหลุมดำชนิด supermasive อยู่ตรงกลาง เรียกหลุมดำนี้ว่า ซาจิททาเรียส เอ (Sagittarius A) มีมวลเท่ากับประมาณสี่ล้านดวงอาทิตย์และจะสามารถเข้าไปอยู่ข้างในลูกบอลขนาดใหญ่มากพอดี ซึ่งสามารถบรรจุสองสามล้านโลกภายใน

จับภาพไอพ่นอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก


ภาพจากฝีมือศิลปินขยายให้เห็นไอพ่นพลังงานสูงจากหลุมดำ ซึ่งปรากฏเป็นจุดสว่างในภาพคู่ดาราจักร (มุมซ้ายล่าง)ที่บันทึกไว้ได้

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุและกล้องโทรทรรศน์รังสีอินฟราเรดติดตามศึกษาปรากฏการณ์ที่หลุมดำมวลยิ่งยวดฉีกทำลายดาวฤกษ์ที่ผ่านเข้าใกล้ รวมทั้งสามารถบันทึกภาพไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงที่ถูกปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้นได้เป็นครั้งแรกด้วย

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Science โดยระบุว่าที่ใจกลางคู่กาแล็กซี Arp 299 ซึ่งเป็นดาราจักรสองแห่งที่กำลังชนและรวมตัวเข้าด้วยกันอย่างช้า ๆ ในห้วงอวกาศห่างจากโลก 150 ล้านปีแสง มีหลุมดำมวลยิ่งยวดซึ่งมีมวลเป็น 20 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ กำลังฉีกทำลายและกลืนกินดาวฤกษ์ดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 2 เท่า

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Tidal Disruption Event (TDE) จะเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์โคจรเข้าใกล้บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำมากพอ จนแรงไทดัลมหาศาลของหลุมดำฉีกทำลายดาวฤกษ์นั้น

มวลสารของดาวฤกษ์เคราะห์ร้ายจะถูกดูดออกไปก่อตัวเป็นจานสะสมฝุ่นและก๊าซที่หมุนรอบหลุมดำ ทั้งยังมีการปลดปล่อยรังสีเอกซ์และไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงซึ่งมีความเร็วใกล้กับความเร็วแสงออกมาอีกด้วย ทำให้หลุมดำที่ปกติจะนิ่งเฉยและมืดสนิทมาเป็นเวลานานมีความเคลื่อนไหวปรากฎขึ้น

ภาพของคู่ดาราจักร Arp 299 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา

ที่ผ่านมามีการตรวจจับปรากฏการณ์ TDE ได้น้อยมาก และไม่สามารถใช้กล้องโทรทรรศน์บันทึกภาพได้โดยตรงเนื่องจากกลุ่มหมอกและฝุ่นละอองในดาราจักรบดบังอยู่

แต่ในครั้งนี้ นักดาราศาสตร์ใช้วิธีติดตามเก็บข้อมูลการแผ่คลื่นวิทยุและรังสีอินฟราเรดจากบริเวณแหล่งกำเนิดปรากฏการณ์ดังกล่าวติดต่อกันนานกว่าสิบปี ซึ่งในที่สุดสามารถชี้ตำแหน่งของปรากฏการณ์ TDE ในคู่ดาราจักร Arp 299 และบันทึกภาพแสงสว่างของไอพ่นอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุหลายแห่งบนโลก และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ขององค์การนาซา

การค้นพบในครั้งนี้ จะช่วยปูทางไปสู่การพัฒนาวิธีมองหาและตรวจจับปรากฏการณ์ TDE ซึ่งอาจเกิดขึ้นในจักรวาลบ่อยครั้งกว่าที่คาด ทั้งยังช่วยแยกแยะปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากซูเปอร์โนวาได้ง่ายขึ้น โดยก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เคยเข้าใจผิดว่าปรากฏการณ์ TDE ในคู่ดาราจักร Arp 299 คือซูเปอร์โนวามาแล้ว

ที่มา : ฺBBC 18 มิถุนายน 2018

กาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง


กาแล็กซีทางช้างเผือกกำลังกลืนกินดาราจักรแคระอยู่ ทำให้เกิด "สายธารของกลุ่มดาวฤกษ์" ที่ถูกดึงดูดเข้ามาก่อตัวเป็นวงแหวนล้อมอยู่ถึง 3 สาย

นับแต่กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 1.35 หมื่นล้านปีก่อน ดาราจักรที่ถือเป็นบ้านของเราได้กลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเข้าไปแล้วอย่างน้อย 15 แห่ง

รายงานวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่าหลักฐานที่พบใหม่ในกระจุกดาวทรงกลม (Globular cluster) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก ช่วยบ่งบอกถึงพฤติกรรมกลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้

มีการศึกษาถึงอายุของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้ รวมทั้งชนิดและปริมาณของโลหะหนักที่มีอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมขนาดใหญ่ 61 แห่ง ทำให้ทราบถึงที่มาของพวกมัน ซึ่งน่าจะเป็นมวลสารจากดาราจักรอื่น ๆ ที่ถูกดูดกลืนเข้ามาเมื่อกว่าหมื่นล้านปีมาแล้ว

ดร. ดีเดอริก กราจ์เซน ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ดังกล่าวบอกว่า องค์ประกอบของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้อุดมไปด้วยโลหะและก่อตัวขึ้นเมื่อกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีอายุน้อย แสดงว่าดาราจักรของเราได้กลืนกินดาราจักรที่มีขนาดใหญ่กว่าเข้าไปแล้วราว 12 แห่ง ในช่วงก่อกำเนิดจนถึง 1.2 หมื่นล้านปีแรก

ทีมนักดาราศาสตร์ยังได้ตรวจพบกระจุกดาวทรงกลมขนาดเล็กที่มีโลหะปะปนอยู่น้อยหลายแห่ง ซึ่งแสดงว่าในช่วงเวลาราวหนึ่งพันล้านปีมานี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกได้กลืนกินดาราจักรเพื่อนบ้านเข้าไปอีก 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงดาราจักรแคระแห่งหนึ่งที่กำลังถูกกลืนกินอยู่ในขณะนี้ด้วย

ทั้งนี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นดาราจักรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มของดาราจักรท้องถิ่น (Local group) ซึ่งมีดาราจักรอื่น ๆ ราว 60 แห่งอยู่โดยรอบ ดาราจักรแคระอย่างเมฆแมเจลแลนใหญ่และเมฆแมเจลแลนเล็ก ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 แสนปีแสง อาจถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกกลืนกินได้ในอนาคต

21 มิถุนายน 2018

หลุมดำใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดี กำลังเคลื่อนตัวไปรอบใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก



หลุมดำนั้นเป็นวัตถุอวกาศที่ลึกลับ เราไม่อาจจะมองเห็นหรือตรวจจับตำแหน่งของหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่ง ไม่ได้กลืนกินดวงดาวต่าง ๆ อยู่ หรือชนปะทะเข้ากับหลุมดำอื่นจนมีการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุมดำที่มีมวลปานกลางระหว่าง 100 - 100,000 เท่าของดวงอาทิตย์นั้น จนบัดนี้นักดาราศาสตร์ก็ยังค้นหาไม่พบ

แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยจากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น (NAOJ) ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของกลุ่มเมฆโมเลกุลบริเวณใกล้ศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งชี้ว่าอาจมีหลุมดำขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีและมีมวลราว 32,000 เท่าของดวงอาทิตย์ กำลังเคลื่อนตัวไปโดยรอบบริเวณดังกล่าวอย่างไร้ทิศทาง เหมือนคนพเนจรร่อนเร่

รายงานการวิจัยที่เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่านักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ ALMA ในประเทศชิลีมาทำการวิเคราะห์ โดยพบว่ากลุ่มเมฆที่หนาแน่นและมีความเร็วสูงบริเวณห่างจากใจกลางดาราจักรของเราไป 20 ปีแสง มีรูปร่างและการเคลื่อนตัวในลักษณะที่โคจรวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น ซึ่งวัตถุดังกล่าวน่าจะมีมวลมหาศาลด้วย

ทีมนักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกวัตถุที่มองไม่เห็นดังกล่าวว่า HCN-0.009-0.004 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าวัตถุนี้คือหลุมดำมวลปานกลางที่แวดวงดาราศาสตร์เฝ้าค้นหามาโดยตลอด

ดร. ชุนยะ ทาเคกาวะ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของ NAOJ บอกว่าลักษณะการเคลื่อนที่และการแผ่ขยายตัวของกลุ่มเมฆโมเลกุลที่พบ แตกต่างไปจากเมฆชนิดนี้ตามปกติซึ่งมักจะเกิดจากการชนกันระหว่างกลุ่มเมฆฝุ่นซูเปอร์โนวา

การค้นพบในครั้งนี้นอกจากจะเป็นหลักฐานชี้ถึงการมีอยู่ของหลุมดำมวลปานกลางแล้ว ยังช่วยเผยถึงวิธีการที่สามารถใช้ตรวจหาตำแหน่งหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่งอยู่ได้อีกด้วย โดยทีมผู้วิจัยแนะให้มองหาการเกิดประจุไฟฟ้าของก๊าซในกลุ่มเมฆที่กำลังหมุนวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น เพราะอาจเป็นร่องรอยที่ชี้ว่าตำแหน่งดังกล่าวมีหลุมดำอยู่ ซึ่งหลุมดำนี้เพิ่งจะดูดกลืนบางสิ่งลงไปก่อนหน้านั้นและทิ้งประจุไฟฟ้าบางส่วนเอาไว้

ที่มา : BBC 23/01/2019

ปักหมุด 10 เม.ย. มาร่วมลุ้นพร้อมกันทั้งโลก “ภาพถ่ายหลุมดำ” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!



สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page แจ้งให้จับตาเหตุการณ์สำคัญในอวกาศที่จะเกิดในสัปดาห์หน้า โดยระบุ “ESO เตรียมแถลงข่าวสำคัญเกี่ยวกับหลุมดำในใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก #ฤาเราจะได้เห็นหลุมดำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์!!

สัปดาห์หน้า วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 20:00 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศไทย องค์การแห่งยุโรปเพื่อการวิจัยทางดาราศาสตร์ในท้องฟ้าซีกใต้ (ESO) จะแถลงข่าวเกี่ยวกับผลการศึกษาล่าสุดจากโครงการกล้องโทรทรรศน์ EHT

EHT (Event Horizon Telescope) คือ โครงการศึกษาหลุมดำโดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุในช่วงความถี่สูงตั้งแต่ 230 GHz ขึ้นไป ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุตัวอื่นจากทั่วโลก โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า VLBI (Very Long Baseline Interferometry) ทำให้ได้ความละเอียดของภาพเทียบเท่ากับกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีขนาดหน้าจานใหญ่เท่ากับโลกทั้งใบ

“หรือจะเป็นภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ?!!”

เนื้อหาที่จะแถลงข่าวนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาชัดเจน แต่ ESO อ้างว่าจะเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่สำคัญจากกล้อง EHT ซึ่งจะเป็นการค้นพบอะไร สามารถติดตามได้ที่
https://www.eso.org/public/
https://www.youtube.com/watch?reload=9&v=Dr20f19czeE
https://www.facebook.com/ESOAstronomy/

อ้างอิง : https://www.eso.org/public/announcements/ann19018/?lang"

(ภาพข้างต้น : ภาพจำลองหลุมดำจากคอมพิวเตอร์)

พบคลื่นปริศนาจากอวกาศ นักวิทย์ฯ สุดตื่นเต้น หรือจะเป็นสัญญาณจากเอเลี่ยน?



นักวิทยาศาสตร์พบคลื่นวิทยุปริศนาจากอวกาศไกลโพ้น ไกล 1.5 พันล้านปีแสง เผยจับสัญญาณได้หลายครั้งติดต่อกัน และพบบ่อยขึ้น เชื่ออาจมาจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 เว็บไซต์ไลฟ์ไซแอนส์ รายงานข้อมูลอ้างอิงจากบทความทางวิทยาศาสตร์ของนิตยสาร เนเจอร์ (Nature) ที่เพิ่งถูกเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำหอสังเกตการณ์ซีเอชไอเอ็มอี หรือไชม์ (CHIME-Canadian Hydrogen Intensity Mapping Experiment) ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันออกของประเทศแคนาดา พบว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุของหน่วยงานสามารถตรวจจับคลื่นเอฟอาร์บี (FRBs - Fast Radio Bursts) จากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นได้ถึง 13 ครั้ง โดยคลื่นชนิดนี้คือคำเรียกการระเบิดหรือการแผ่คลื่นวิทยุที่เข้มข้นและทรงพลังมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างความตื่นเต้นอย่างมากแก่วงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่อยู่ห่างไกล

คลื่นวิทยุปริศนานี้ถูกตรวจจับได้เป็นครั้งแรกในปี 2551 และพบมาแล้วแค่เพียง 60 ครั้งเท่านั้น แต่ในช่วงหลัง ๆ คลื่นวิทยุชนิดนี้ได้ถูกตรวจพบมากขึ้นกว่าเดิม โดยในการตรวจพบ 13 ครั้งล่าสุดนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำหอสังเกตการณ์ไชม์ พบว่า การระเบิดของคลื่นเอฟอาร์บี 7 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่ 400 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบมา และในการตรวจจับคลื่น 13 ครั้งล่าสุด พบว่า 6 ครั้งในจำนวนนี้ เป็นการระเบิดหรือลุกวาบในระยะเวลาอันสั้น ติดต่อกัน 6 ครั้ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะการแผ่คลื่นแบบหลายครั้งติดต่อกันแบบนี้ แทบไม่เคยพบมาก่อน และครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ตรวจจับได้


ข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นวิทยุเอฟอาร์บีนั้นค่อนข้างจำกัด และยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดมากนัก นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยการกำเนิดของคลื่นวิทยุปริศนานี้เอาไว้หลายประเด็น และมันก็อาจมาจากหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงอวกาศ อาทิ ซูเปอร์โนวา การปล่อยคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุของดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกล หลุมดำ เนบิวลาหรือเทห์ฟากฟ้าอื่น ๆ ในกาแล็กซีอันไกลโพ้น 

แม้ว่าในช่วงหลัง การแผ่คลื่นเอฟอาร์บีจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิม แต่เทคโนโลยีบนโลกยังไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับมันได้อย่างถ่องแท้ และย่านความถี่ต่ำที่สุดที่กล้องวิทยุโทรทรรศน์ของหอสังเกตการณ์ไชม์จับได้คือ 400 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้นหมายความว่ามันอาจมีคลื่นความถี่ที่ต่ำกว่านี้อีก

แต่อย่างไรก็ตาม การค้นพบครั้งนี้ก็สามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์ก้าวไปอีกขั้นในการไขปริศนานี้ เพราะเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการตรวจจับคลื่นครั้งหลัง ๆ พบว่ามันมาจากจุดที่ห่างไกลจากโลกประมาณ 1.5 พันล้านปีแสง และมันเกิดขึ้นติดต่อกันที่จุดนี้ซ้ำ ๆ หลายครั้ง รวมทั้งการแผ่คลื่น 6 ครั้งล่าสุดที่พบว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงตัดทฤษฎีเรื่องซูเปอร์โนวา หรือการระเบิดของดาวฤกษ์ออกไป เพราะปรากฏการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในจุดเดียว ดาวฤกษ์ดวงเดียวที่หมดอายุขัยจะสามารถระเบิดแล้วระเบิดอีกอยู่ในจุดเดิมได้ ดังนั้นคลื่นวิทยุเอฟอาร์บีจะต้องเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์อื่น

อีกทฤษฎีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจอย่างมากก็คือ ต้นเหตุของคลื่นวิทยุนี้อาจเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นจากต่างดาว และอาจเป็นคลื่นจากยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ หรือมันอาจจะเป็นการส่งสัญญาณทักทายจากเพื่อนร่วมเอกภพที่เรายังไม่เคยค้นพบ และไม่รู้ว่าอาจจะมีอยู่จริง แม้ว่าทฤษฎีเรื่องมนุษย์ต่างดาวนี้จะฟังดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะจักรวาลนอกโลกนั้นกว้างใหญ่มาก ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ยังไม่พบเจอ และคลื่นวิทยุนี้ อาจเป็นกุญแจที่นำไปสู่การไขปริศนาบางอย่างในจักรวาลก็เป็นได้

ทฤษฎีใหม่เผยมี "ปฏิจักรวาล" เอกภพคู่ตรงข้ามที่เหมือนเงาสะท้อนในกระจก



เมื่อราว 14,000 ล้านปีก่อน การระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงอาจไม่ได้ให้กำเนิดแต่เพียงจักรวาลที่เรารู้จักและอาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังมีการเกิดขึ้นของ "ปฏิจักรวาล" (Anti-universe) หรืออีกเอกภพหนึ่งที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามกับจักรวาลของเรา ซึ่งเทียบได้กับเงาสะท้อนในกระจกนั่นเอง

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา ตีพิมพ์แนวคิดใหม่ล่าสุดดังกล่าวลงในวารสาร Physical Review Letters โดยระบุว่า "ปฏิจักรวาล" ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับจักรวาลของเรานั้น มีการขยายตัวไปในทิศทางตรงข้ามซึ่งเป็นการถอยหลังย้อนไปในห้วงเวลาก่อนการเกิดบิ๊กแบง แทนที่จะขยายตัวไปพร้อมกับเวลาที่เดินไปข้างหน้าแบบในจักรวาลที่เราอาศัยอยู่

การขยายตัวแบบถอยหลังไปในห้วงเวลานับจากเหตุการณ์บิ๊กแบงเช่นนี้ อาจถือได้ว่าปฏิจักรวาลนั้นเป็นเอกภพที่ดำรงอยู่มาก่อนการเกิดบิ๊กแบงได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากเวลาจะเดินถอยหลังในปฏิจักรวาลแล้ว ปริภูมิ (Space)ก็ยังกลับด้านกันกับจักรวาลของเรา รวมทั้งสสารที่เป็นองค์ประกอบก็ยังเป็นปฏิสสาร (Anti-matter) อีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดของปฏิจักรวาลนั้นเป็นไปตามกฎพื้นฐานของฟิสิกส์ที่เรียกว่า CPT Symmetry หรือหลักการสมมาตรของประจุ อนุภาค และเวลา ที่จะต้องมีคู่ตรงข้ามอยู่เสมอ


Image copyright NASA

แบบจำลองการขยายตัวด้วยอัตราเร่งของจักรวาลนับแต่เหตุการณ์บิ๊กแบงเป็นต้นมา

ดร. นีล ทูร็อก หนึ่งในทีมนักฟิสิกส์ผู้เสนอแนวคิดเรื่องปฏิจักรวาลบอกว่า "กรอบแนวคิดตามแบบจำลองการขยายตัวของจักรวาลที่ยึดถือกันอยู่ในทุกวันนี้มีข้อบกพร่อง กล่าวคือองค์ประกอบต่าง ๆ ของจักรวาลขาดความสมดุล จนนักฟิสิกส์จะต้องคอยจินตนาการถึงอนุภาคตัวใหม่ ๆ หรือสนามต่าง ๆ เพื่อมารองรับให้คำอธิบายปรากฏการณ์ที่ค้นพบใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้พวกเขาหลงทางได้"

"ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามอธิบายการขยายตัวของจักรวาล ด้วยหลักการสมมาตรที่เป็นพื้นฐานทางฟิสิกส์แทน โดยใช้อนุภาคและสนามต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับกันดีอยู่แล้ว"

ทฤษฎีใหม่ดังกล่าวยังใช้อธิบายถึงการมีอยู่ของสสารมืด (Dark matter) ได้อีกด้วย โดยชี้ว่าจักรวาลในระบบสมมาตรนั้นจะเต็มไปด้วยอนุภาคนิวทริโนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับอนุภาคอื่น (Sterile neutrino) ซึ่งอนุภาคที่มีมวลมากเป็นพิเศษชนิดนี้ก็คือสสารมืด ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นตัวการยึดโยงดวงดาวในดาราจักรต่าง ๆ ให้เกาะอยู่เป็นกลุ่มก้อน และมีบทบาททำให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่ง

Cr.BBC

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ



ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ "ความพัวพันเชิงควอนตัม" (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี "ความพัวพัน" ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ "เทเลพอร์ต" (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

Cr. BBC

ฤาเทพเจ้าในตำนาน...ก็คือ เอเลียน ที่มาเยือนโลก



เรื่องราวของจอมเทพผู้ยิ่งใหญ่ เช่น ซูส (Zeus) หรือธอร์ (Thor) นั้น ปรากฏอยู่ในตำนานนับพันๆปีมาแล้ว ซึ่งได้เล่าถึงบางคราที่เสด็จลงมาจากสวรรค์พร้อมกับเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งพิภพ โดยมีแสงโชติช่วง อาวุธในหัตถ์ของพระองค์ก็ทรงอำนาจเหนือธรรมชาติ ดั่งเช่นสายฟ้าฟาดในหัตถ์ของซูส หรือค้อนทรงพลังของธอร์

เคยฉงนใจบ้างไหมว่า เรื่องของปวงเทพเจ้าเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากจินตนาการล้วนๆของบรรพบุรุษของเราจริงหรือ จุดกำเนิดตลอดจนอาวุธและอิทธิฤทธิ์ต่างๆนั้นบรรพบุรุษของเราสร้างสรรค์ขึ้นมาเองได้อย่างไร


หรือเป็นไปได้ไหมว่า ท่านได้เคยเห็น-เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับมนุษย์ประหลาดที่ลงมาเยือนโลกจากท้องนภากาศ เขามาด้วยยานอันมีเสียงกระหึ่มครึมครามและแสงสว่างจ้า อาวุธของเขาก็ทรงพลังอำนาจดุจเดียวกับสายฟ้าของซูส หรือขวานของธอร์ ท่านจึงสร้างตำนานเปรียบเทียบยกให้เขาเหล่านั้นสูงส่งดุจเดียวกับเทพเจ้า

เริ่มจากตำนานที่เทพเจ้าหลายองค์มีส่วนเกี่ยวข้อง นั่นคือ มหากาพย์อีเลียด (Iliad) ของจอมกวีโฮเมอร์ (Homer) ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อน ค.ศ. กล่าวถึงศึกใหญ่แห่งเมืองทรอย (Troy) นักโบราณคดีส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นเพียงนิยายที่ประพันธ์ขึ้น หากทว่า ไฮน์ริช ชไลมานน์ (Heinrich Schliemann) นักโบราณคดีสมัครเล่นชาวเยอรมัน คิดว่าน่าจะมีเค้าจากเรื่องจริง และตัดสินใจค้นคว้าหาหลักฐานเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


ปี ค.ศ.1868 ชไลมานน์ได้ขุดหลุมใหญ่ในบริเวณชุมชนทรูวา (Truva) เมืองเล็กๆในตุรกี และเขาก็ได้พบกับสิ่งที่ทำให้โลกต้องตะลึง นั่นคือ ซากโบราณสถานซึ่งตรงกับเมืองทรอยที่โฮเมอร์ได้รจนาไว้

ดังนั้น  ถ้าหากสงครามแห่งทรอยเป็นเรื่องจริง เทพเจ้าต่างๆที่ปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องนี้ก็น่าจะมีจริง รวมไปถึงเทพองค์ต่างๆในตำนานกรีกก็น่าจะมีจริงด้วย มิฉะนั้น  เหตุใดเล่าในประเทศกรีซจึงเต็มไปด้วยวิหารแห่งเทพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นอะโครโปลิส (Acropolis) เดลฟี (Delphi) พาร์ธีนอน (The Parthenon) วิหารอพอลโล (The Temple of Apollo) ฯลฯ


ซึ่งถ้าหากชนกรีกโบราณจินตนาการเรื่องพระเจ้าบนสวรรค์ขึ้นเอง แล้วทำไมชนชาติที่อยู่ในดินแดนอื่นจึงมีเทพเจ้าที่ละม้ายคล้ายกันด้วยเล่า หรือเป็นเพราะความสอดคล้องกันอย่างบังเอิญ

หรือจริงๆแล้วเป็นเพราะ...ชาติต่างๆก็ล้วนได้เคยประสบเหตุการณ์ที่มีผู้ลงมาเยือนโลกจากท้องฟ้าเบื้องบน

อารยธรรมแรกสุดของโลกเริ่มขึ้นเมื่อ 3,800 ปีก่อน ค.ศ. ชนสุเมเรียน (Sumerian) ได้ทำให้เรามองเห็นภาพพจน์ความสัมพันธ์ของพวกเขากับเหล่าเทพที่มีความผูกพันในระหว่างดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาขนานนามเทพเจ้าเหล่านี้ว่า “อันนุนากิ” (Annunaki) ซึ่งแปลง่ายๆว่า “ผู้ซึ่งลงมาจากสวรรค์สู่โลกมนุษย์”


อิริก ฟอน ดานิเกน (Erich von  Daniken) นักเขียนสวิสผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งดาราศาสตร์โบราณ ได้อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Odyssey of Gods ว่าคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆของโลกล้วนเต็มไปด้วยคำบรรยายที่กล่าวถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่เข้ามาผูกพันอยู่กับชีวิตมนุษย์ แต่สิ่งที่ว่านั้นแท้จริงมิใช่เทพเจ้า (Gods)

โดยเมื่อหลายพันปีก่อนโน้น ครั้งเมื่อบรรพบุรุษของเรายังป่าเถื่อน ได้มีมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลียนลงมาสู่โลกของเรา เทคโนโลยีของพวกเขาเหล่านั้นสูงส่งเกินความเข้าใจของบรรพบุรุษของเรา ปู่ทวดเราจึงเหมาเอาว่าผู้ที่ลงมาเยือนนั้นก็คือเทพเจ้านั่นเอง


บนยอดเขาโอลิมปุส (Mt.Olympus) ซึ่งเป็นเขาสูงที่สุดของกรีซ ในตำนานระบุว่า เป็นที่พำนักของปวงเทพ โดยมีซูสประทับบนบัลลังก์และพิพากษาชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคน วิมานบนยอดโอลิมปุสนี้ เป็นอาคารที่เรืองรองด้วยทองคำและเงิน ระยิบระยับด้วยแสงแห่งอัญมณี ซึ่งหากว่ามองด้วยสายตาแห่งวิทยาการปัจจุบัน วิมานนี้ก็คือยานอวกาศ (Space Ship) ที่จอดอยู่บนยอดเขา บางครั้งก็เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น แล้วส่วนยอดของขุนเขาก็เคลื่อนตัวลอยสูงและหายวับไปกับตา

ซึ่งหากว่าบนยอดโอลิมปุสนี้เป็นที่พักของเอเลียนจากไกลโพ้น เป็นไปได้ไหมว่าซูสนั้นก็คือหัวหน้าผู้บังคับบัญชายานอวกาศนั่นเอง ในมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซีย์ระบุว่า ซูสมีอสุนีบาตเป็นอาวุธอันทรงอานุภาพ สามารถทำลายเมืองทั้งเมืองให้ย่อยยับเป็นเถ้าธุลีด้วยอาวุธมหาประลัย (รังสีคอสมิกหรือเลเซอร์)

กาลต่อมา เมื่อโรมมีอำนาจปกครองยุโรปและแถบเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่ศตวรรษแรกก่อน ค.ศ.จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวโรมันได้สักการบูชาเทพเจ้าที่มีรูปแบบเดียวกันกับเทพเจ้าของกรีก หากเปลี่ยนพระนามจากซูสเป็นจูปิเตอร์ (Jupiter) และโพไซดอนก็เป็นเนปจูน (Neptune) ทว่า อพอลโลยังคงเป็นนามเดียวกันทั้งกรีกและโรมัน


การที่มีรูปแบบเทพเจ้าเหมือนกันนี้มาจากความบังเอิญกระนั้นหรือ  มิใช่นักดาราศาสตร์โบราณส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นเพราะกรีกและโรมันได้เคยเผชิญกับผู้ทรงอำนาจจากดาวอื่นที่ลงมาเยือนโลกเมื่อหลายพันปีก่อนโน้น พวกเขามาสู่พิภพได้อย่างไร คำตอบก็คือ ด้วยยานพิเศษที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้า

ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ดินแดนส่วนอื่นๆของโลกก็คงเคยต้อนรับเอเลียนชุดเดียวกันนี้ด้วยน่ะซี และพวกเขาได้ไปเยือนดินแดนไหนบ้างล่ะ?


ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ชายฝั่งด้านบริทแทนี (Britany) ณ ที่นี้คือโบราณ สถานก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  หมู่บ้านคาร์นัก (Carnac) เป็นที่สถิตของแท่งหินยักษ์ (Megalithic  Stones) กว่า 3,000 แท่ง วางเรียงรายเป็นแนวยาวกว่า 2 ไมล์ แนวหินคาร์นักนี้สกัดมาจากชั้นหินในท้องถิ่นและถูกวางตั้งในช่วงเวลาระหว่าง 4,500 ปี กับ 2,500 ปีก่อน ค.ศ. อันเป็นปลายยุคหิน (Stone Age) นับเป็นการสะสมรวบรวมแท่งหินยักษ์ที่มากมายที่สุดของโลก

นักโบราณคดีต้องอัศจรรย์ใจกับความมหึมาของแท่งหินคาร์นัก น้ำหนักของแท่งหินแกรนิตแต่ละก้อนมีตั้งแต่ 50 ตัน ไปจนถึง 350 ตัน ลือกันว่ามียักษ์มาวางตั้งไว้ ทว่า นำมาเรียงเป็นรูปแบบหลายลักษณะด้วยเหตุอันใดนั้นไม่กระจ่างชัด บางชุดเรียงเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งต้องมองจากบนฟ้าจึงจะเห็น อาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อสารกับผู้มาเยือนบนโพยมยานอวกาศ น่าสงสัยว่าคนยุคนั้นจะเอาพลังงานจากไหนมาเคลื่อนย้ายหินมหึมาเหล่านี้ได้ เว้นแต่จะมี...เทพอพอลโลที่มากับยานอวกาศ ได้ช่วยสอนวิธีการให้


เหนือขึ้นไป 1,000 กว่าไมล์ จากคาร์นัก เป็นดินแดนสแกนดิเนเวีย ที่มีชนโบราณนอร์ส (Norse) อาศัยอยู่ พวกเขาก็มีตำนานของเรื่องเทพเจ้าผู้ทรงอาวุธอานุภาพใหญ่หลวง เทียบได้กับเทพเจ้ากรีกเช่นกัน

อาทิ จอมเทพโอดิน (Odin) ของชาวสแกนนั้นก็เป็นเทพแห่งสงครามและความตาย เทียบได้กับซูสของกรีกและจูปิเตอร์ของโรมัน จอมเทพทั้งปวงนี้ทรงราชยานเหินอยู่บนนภากาศ อาวุธอย่างหนึ่งของโอดินก็คือ หอกศักดิ์สิทธิ์ที่เมื่อพุ่งออกไปแล้วไม่เคยพลาดเป้าหมาย ส่วนเทพอีกองค์หนึ่ง ธอร์ (Thor) เจ้าแห่งพายุและความอุดมสมบูรณ์ ก็มีค้อนที่ทรงพลานุภาพ สามารถทำลายได้ทุกสิ่งละม้ายกับสายฟ้าของซูสยังไงยังงั้น


คราวนี้ข้ามมายังบูรพาทิศบ้าง  ในมหากาพย์มหาภารตยุทธ์ของอินเดียได้กล่าวถึงเทพเจ้าหลายองค์ที่มาเยือนด้วยยานอวกาศ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง แต่แน่นอนชาวอินเดียไม่ได้เรียกพาหนะนั้นว่า Space ship พวกเขาขนานนามมันว่า “วิมาน (Vimana)” หรือที่สถิตของปวงเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

ตำนานมหาภารตะเล่าถึงพระนางกุนตี (Kunti) ผู้ซึ่งสุริยเทพได้เสด็จลงมาร่วมรัก และได้กำเนิดกรรณ (Krana) ผู้เก่งกล้าในวิทยายุทธ์ เรื่องนี้อาจเทียบได้กับเฮอร์คิวลิส (Herculer) วีรบุรุษกึ่งเทพของกรีก ผู้ซึ่งถือกำเนิดจากการที่จอมเทพซูสเสด็จมาสมพาสกับมนุษย์ธรรมดานามอัลคมีเน (Alcmene)

นักดาราศาสตร์โบราณได้ระบุถึง “เด็กดวงดาว (Star Children)” ว่าเป็นผลผลิตของมนุษย์ที่เดินดินกับเอเลียนผู้มาเยือน โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่จำเป็นต้องมีการร่วมรักดังเช่นในปัจจุบัน การให้กำเนิดทารกนั้นอาจใช้เทคโนโลยีผสมเทียม

เป็นไปได้หรือไม่ว่าเอเลียนจากต่างดาวได้ใช้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของเขาทำให้สาวชาวพิภพของเราตั้งครรภ์ โดยมิได้ร่วมหลับนอนกับเธอแต่อย่างใด!

ยังมีเรื่องราวและหลักฐานอีกมากที่อาจชี้ระบุได้ว่า  แท้จริงเทพในตำนานนั่นก็คือ ผู้มาเยือนจากดวงดาวไกลโพ้นด้วยยานอวกาศ ที่ต้องติดตามค้นขว้าข้อมูลกันต่อไป

กลุ่มศึกษา UFO ให้ดูจะจะ!! ‘บ้านเอเลียน’บนดาวอังคาร แต่นาซากำลังปิดบังชาวโลก



กลุ่มผู้เชี่ยวชาญตามล่าหายูเอฟโอ และเอเลียน เผยแพร่คลิปใหม่บนดาวอังคาร อาศัยภาพจากกูเกิล เอิร์ธ ชี้ให้เห็นสิ่งปลูกสร้างบนดาวอังคาร พร้อมกับฟันธงเป็น ‘บ้านของเอเลียน’ ที่สร้างลึกลงไปใต้ดินอย่างชัดเจน เพื่อหวังหลบซ่อนไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นมาเห็น ขณะที่นาซากำลังพยายามปิดบังเรื่องนี้

เว็บไซต์ เดอะ มิร์เรอร์ รายงาน แซนดรา เอลีนา แอนเดรด หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญซึ่งพยายามติดตามศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับยูเอฟโอ และเอเลียน หรือมนุษย์ต่างดาวนอกโลก เผยแผร่ภาพใหม่บนพื้นผิวดาวอังคารในคลิปวิดีโอและอัพโหลดลงในยูทูบ แสดงให้เห็นหลักฐานของการมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร รวมทั้งดาวเคราะห์ดวงอื่น


มิร์เรอร์ แจ้งว่า จากการใช้ภาพถ่ายของกูเกิล เอิร์ธนั้น แซนดรา และกลุ่มผู้ตามล่าหาเอเลียน ได้ชี้ให้เห็นถึงวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งปลูกสร้าง หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ‘บ้านของเอเลียน’ อย่างชัดเจน ที่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง และสร้างลึกลงไปพื้นผิวของดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ เพื่อหวังป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นมาเห็นพวกตน โดยสมาชิกของกลุ่มศึกษาเรื่องยูเอฟโอ อ้างว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) กำลังพยายามปิดบัง ‘บ้านของเอเลียน’ ต่อชาวโลกอยู่ ด้วยการซ่อนสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ ด้วยโปรแกรมโฟโต้ช็อป
ชี้ให้ดูสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งบนดาวอังคาร


ช่องลักษณะคล้ายปากทางเข้าบ้าน ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวดาวอังคาร

ขณะที่ ผู้สนใจศึกษาเรื่องยูเอฟโอและเอเลียน ที่ตั้งชื่อว่า ‘ดาห์บู77’ ก็ได้อัพโหลดวิดีโอดังกล่าวลงในยูทูบ พร้อมชี้ว่า นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดของสิ่งปลูกสร้างบนดาวอังคาร ‘ทุกครั้งที่มีการพบอะไรที่น่าตื่นตะลึงบนดาวอังคาร พวกเขาทั้งหลาย(นาซา) ได้รีบบอกทันทีว่า มันเป็นก้อนหิน หรือไม่ก็เงา’ ดาห์บู 77 กล่าวเหน็บแนมนาซา

ฉางเอ๋อ 4 สำรวจเจอโครงสร้างเอเลี่ยนบนดวงจันทร์



ฉางเอ๋อ 4 (Chang'e 4) ของจีน ลงจอดบนดวงจันทร์ที่ด้านไกลสำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 ฉางเอ๋อ 4 ใช้กล้องระดับคมชัดถ่ายภาพพื้นผิวด้านไกลบนดวงจันทร์ เพื่อศึกษาสภาพของแร่ธาตุบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงศึกษาเศษวัสดุที่สาดกระเด็นจากการพุ่งชนของอุกกาบาต


ล่าสุด วงในเริ่มเปิดเผยว่า ฉางเอ๋อ 4 ถึงกับหยุดนิ่งเมื่อค้นพบโครงสร้างประหลาดคล้ายท้อนเหล็กเคลือบด้วยโลหะขนาดใหญ่มีความสูง 2.5 เมตร ความกว้าง 15 เมตร ปรากฏอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ภาพเเสดงอย่างชัดเจน

ตอนนี้ ทางหน่วยงานจีนติดต่อสอบถามรัฐบาลเงาของสหรัฐอเมริกาว่า โครงสร้างที่เห็นเป็นของชาติใดของสหรัฐหรือไม่ ทางรัฐบาลเงาสหรัฐตอบว่า

"ไม่ใช่ของเรา เรารู้เรื่องมายาวนานเเล้ว มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่มีอารยธรรมเก่าเเก่มีชีวิตอยู่อย่างลับๆ ที่ด้านไกลดวงจันทร์ พวกนั้นสร้างฐานทัพทหารซ่อนอยู่ในภูมิภาคด้านไกลดวงจันทร์ โดยเฉพาะในหลุมอุกาบาตที่เรายังไม่เคยสำรวจ"

พีระมิดใต้น้ำอนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย



อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย"
The Yonaguni Factor 

ณ บริเวณชายฝั่งของเกาะเล็กกระจ่อยร่อยในญี่ปุ่นนามว่า โยนากุนิ สิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายอนุสาวรีย์ยักษ์ได้จ่อมจมอยู่ใต้น้ำ มันเป็นวิหารหินขนาดมหึมาที่แม้ปัจจุบันหลายฝ่ายก็ยังถกเถียง และหาคำอธิบายที่ฟังขึ้นเกี่ยวกับมันไม่ได้

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือว่า อนุสาวรีย์แห่งโยรากุนินี้ เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือเกิดจากผลงานทางอารยธรรมของมนุษย์ ถ้าเป็นฝีมือมนุษย์ เทคโนโลยีขนาดไหนถึงจะรังสรรค์มันออกมาให้เกิดขึ้นได้ในรูปลักษณ์ที่โอ่อ่าอลังการเช่นนี้

หากเกิดจากธรรมชาติ คำอธิบายเกี่ยวกับเหลี่ยมมุมและแนวกำแพงที่ตรงแหนวแม่นยำราวกับเกิดจากการ วัดคำนวณของวิศวกรมือเอกนี่เล่า จะอธิบายอย่างไร?

บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ต่างพากันลงความเห็นว่าอนุสาวรีย์ยักษ์นี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อนุสาวรีย์หินที่โยนากุนิก็นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ

โดยเฉพาะในประเด็นของโบราณสถานใต้น้ำ แต่ก็นั่นล่ะครับ อายุอานามของอนุสาวรีย์แห่งนี้


เท่าที่คำนวณคร่าวๆแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่า น่าจะอยู่ในตอนปลายของยุคน้ำแข็ง ซึ่งมันก็หมื่นสองพันกว่าปีมาแล้ว บางท่านว่าน่าจะเก่ากว่านั้นด้วยซ้ำ

เอ...ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคใหม่เราย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นหรือครับ แถมถ้าเป็นอารยธรรมโบราณก่อนยุคน้ำแข็งจริง สิ่งก่อสร้างนั้นคือผลงานของอารยธรรมใดกัน?

สิ่งก่อสร้างมหึมาเหล่านั้นใครเป็นผู้สร้างมันเอาไว้ให้มีขนาดใหญ่โตเกิน เหตุ ในยุคโบร่ำโบราณที่อารยธรรมของมนุษย์ยังไม่ก่อกำเนิดแบบนี้

สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ดีสำหรับข้อถกเถียงในวงการโบราณคดีที่ว่า อารยธรรมโบราณก่อนหน้าที่มนุษย์จะรู้จักและยังคงเป็นตำนานอยู่นั้นมีจริง หรือไม่ เพราะจากหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน

อารยธรรมของมนุษย์ที่พอยอมรับได้ว่าเป็นอารยธรรมมันเริ่มก่อตัวขึ้นมาเมื่อ ประมาณ 6000 ปีก่อนนี้เท่านั้นเอง

แต่น่าประหลาดมากครับ อนุสาวรีย์ที่โยนากุนิ มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับอนุสรณ์สถานต่างๆในอเมริกาใต้เป็นอย่างมาก

บางคนถึงกับเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ปิระมิดใต้ทะเลแห่งเอเชีย" เลยทีเดียว

โบราณสถานแห่งนี้ อาจเป็นคำอธิบายที่ดี สำหรับอารยธรรมต่างๆในแถบอเมริกากลางและใต้ เช่น แอสเท็ค อินคา มายา นาซก้า ได้ว่า เหตุใดชนชาติเหล่านั้นจึงเจริญขึ้นอย่างไม่มีที่ไปที่มา และรังสรรค์งานสะท้านโลกออกมาให้มนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้พิศวงกันจนถึง ทุกวันนี้

ทฤษฎีที่เสนอแนะว่า บรรพบุรุษหรือผู้รอดตายจากแถบโยนากุนิ ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปสู่โลกใหม่นั้น สร้างความเกรียวกราวในวงการอยู่พอสมควร มีหลักฐานจากสิ่งก่อสร้างใต้น้ำมายืนยัน ว่ามันเป็นลักษณะและไสตล์ที่เหมือนกันราวกับแหล่งเดียว

ขอย้อนอดีตไปยังปี ค.ศ. 1985 ที่โยนากุนิ อันเป็นดินแดนที่อยู่ค่อนไปทางนะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ใกล้ๆกับหมู่เกาะริวกิว โยนากุนิเป็นสถานที่ที่เลื่องชื่อในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว

อาทิ เป็นที่อยู่ของตัวมอธพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวปะการังที่สวยงาม และธุรกิจสอนประดาน้ำกับการดำชมปะการังก็กำลังเฟื่องฟูในตอนนั้น แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายให้ความสนใจไปพักผ่อนกัน


นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว นักวิทยาศาสตร์และนักชีววิทยาทางทะเลจำนวนไม่น้อย ก็แห่กันไปที่นั่น เพื่อศึกษาพฤติกรรมของฉลามหัวฆ้อน อันมีอยู่อย่างชุกชมและถือเป็นแหล่งที่อยู่ของฉลามหัวฆ้อนแหล่งใหญ่อีกแหล่งของโลก

ท่ามกลางความคึกคักของแถบนี้ ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ไกลออกไปจากชายฝั่งไม่กี่อึดใจ โยนากุนิ
ได้ซ่อนเอาโบราณสถานใต้น้ำขนาดมหึมาเอาไว้โดยไม่มีใครทราบมาก่อน

บุคคลแรกที่ค้นพบโบราณสถานใต้น้ำแห่งโยนากุนิ เป็นนักประดาน้ำท้องถิ่นชื่อ คิฮาชิโระ อาระทาเกะ เขาเป็นครูสอนประดาน้ำ

รวมทั้งเจ้าของกิจการโรงแรมเล็กๆที่มีรายได้ไม่เลว เหมือนกัน จกาปากคำของอาระทาเกะ เขาพบโบราณสถานแห่งนี้ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1985

ในวันที่ลมสงบและทะเลไร้คลื่น ใช่แล้วครับ บรรยากาศแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง และดูเหมือนเป็นใจให้กับการประดาน้ำอย่างที่สุด

อาระทาเกะตัดสินใจที่จะไปดำน้ำสำรวจชายฝั่งด้วยความตั้งใจสองประการคือ หนึ่ง ดำไปตามกิจวัติประจำวันของเขา และสอง

สำรวจหาแหล่งประดาน้ำและแนวปะการังใหม่ เพื่อต้อนรับลูกค้าของเขานั่นเอง

สิ่งที่อาระทาเกะค้นพบนั้นมีลักษณะคล้ายกับวิหารครับ มีความยาวมากกว่า 300 ฟุต สูง 75 ฟุต และกว้าง 100 ฟุต นับว่าใหญ่โตเอาเรื่องเลยทีเดียว หลังจากว่ายน้ำวนเวียนสำรวจอยู่ครู่ใหญ่  อาระทาเกะก็ยิ่งทึ่งในโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้หนักเข้าไปอีก

มันมีเหลี่ยมคูที่เที่ยงตรงเหมาะเหม็ง การตัดเส้น แนวกำแพงที่ตรงแหน๋ว รวมทั้งบริเวณที่มีลักษณะคล้ายกับระเบียงวิหาร เขาเก็บภาพอีกชุดหนึ่ง แล้วจึงกลับขึ้นเรือของเขาเพื่อที่จะแจ้งข่าวใหญ่นี้ให้คนอื่นในญี่ปุ่นได้ ทราบกัน

อีกไม่กี่เดือนถัดมา นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี และผู้สนใจก็แห่กันมาที่โยนากุนิให้ควั่ก มีการตั้งไซต์ขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม โดยกระจายวงค้นหาไปทั่วบริเวณนับตั้งแต่ชายฝั่งของโอกินาวาไปจนถึงบริเวณ หมู่เกาะริวกิว


มีการค้นพบวิหารโบราณเพิ่มเติมจากเดิมเหมือนกันครับ บรรดานักสำรวจต่างก็งในความโอ่อ่าใหญ่โตของมัน แต่ก็ยังมีลักษณะแปลกๆของวิหารเหล่านี้อยู่ นั่นคือมันใหญ่โตเกินไปที่จะมาจากฝีมือของมนุษย์ หลายคนเสนอว่า

โบราณสถานเหล่านี้ไม่น่าจะใช่โบราณสถานอย่างที่คิด มันอาจจะเป็นผลงานของธรรมชาติอันเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ที่บังเอิญรูปร่างรูปทรงของมัน ดันมาคล้ายวิหารหรือโบราณสถานโบราณให้คนที่ได้พบเห็นแตกตื่นเล่นเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทีมงานสำรวจ Professor Masaaki Kimura แห่งมหาวิทยาลัยริวกิวได้ลงความเห็นว่า โบราณสถานเหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์มากกว่า

เขาเชื่อมโยงลักษณะของโบราณสถานเข้ากับบรรดาปราสาทหิน และสุสานโบราณบนหมู่เกาะน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง และชี้ว่ามันเป็นสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกันมาก

โถ.. แม้แต่หลักฐานที่หลงเหลือบนเกาะ ก็ยังไม่มีใครทราบเลยครับว่ามันมาจากไหน ต่อให้รู้ว่ามันมาจากแหล่งเดียวกัน คำตอบที่วงการวิทยาศาสตร์และโบราณคดีต้องการก็ยังไม่กระจ่างแจ้งอยู่ดีแหละ น่า
แม้ Professor Masaaki Kimura จะลงความเห็นว่า โบราณสถานแห่งโยนากุนิจะเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ แต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นในญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยกับเขาอย่างสิ้นเชิง

หลายกลุ่มเสนอแนวคิดว่า การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาทำให้โบราณสถานแห่งโยนากุนิมีรูปทรงดังกล่าว เช่นการเปลี่ยนแปลงหรือการกระเทาะของเปลือกโลก ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่ธรรมชาติจะรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์นี้ขึ้นมา ฉากมุม 90 องศาของโบราณสถานสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติพอๆกับการเกิดของคริสตัลที่ เหลี่ยมมุมพิศดารกว่านี้








 
biz.