‘อสุรกายแห่งโดเวอร์’ สิ่งมีชีวิตลึกลับที่เหมือนกับเอเลี่ยน



‘อสุรกายแห่งโดเวอร์’ สิ่งมีชีวิตลึกลับที่เหมือนกับเอเลี่ยน คำบอกเล่าของผู้ที่พบโดยบังเอิญในเวลาไล่เลี่ยกัน!

เรื่องราวการพบเจอสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ลักษณะเหมือน “เอเลี่ยน” การปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตที่อาจเป็นเกรย์เอเลี่ยน สปีชีส์หนึ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็นเอเลี่ยนที่เคยมาเยือนโลก

ตำนาน ‘อสุรกายแห่งโดเวอร์’ (Dover Demon) เริ่มเป็นที่รู้จักกันในช่วงปี 1970 จากคำบอกเล่าของผู้คนเมืองโดเวอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา มีรายงานการพบสิ่งมีชีวิตที่หาคำตอบไม่ได้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ถึง 2 เหตุการณ์ซ้อนในสองวันติดต่อกันจนกลายเป็นตำนานประจำเมืองแห่งนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักทฤษฎีสัตว์ลึกลับไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตในตำนานอย่างบิ๊กฟุตและเนสซีแห่งล็อคเนสเลยทีเดียว


กล่าวกันว่า “มันมีลักษณะไม่ต่างจากมนุษย์ต่างดาว” คำบอกเล่าของผู้พบเจอทั้งสองนั้นเหมือนกันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ “มันมีหัวโตกลม ดวงตากลมขนาดใหญ่ ร่างกายผอมเพรียว แขนและขายาว นิ้วมือและนิ้วเท้ายาวกว่าสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นได้ทั่วไป”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 1977 บิลล์ บาร์ทเล็ทท์และกลุ่มเพื่อนได้ขับรถผ่านถนนฟาร์มสตรีท เวลาราวสี่ทุ่ม บิลล์ซึ่งเป็นคนขับรถเห็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ห่างออกไป จนกระทั่งไฟหน้ารถได้ส่องไปที่สิ่งมีชีวิตตัวนั้น เขาพบว่ามันไม่ใช้สัตว์ที่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต เพราะมันเหมือนกับร่างกายของเด็กทารกหัวโตค่อยๆ หมุนคอหันมามองทางเขา จนกระทั่งบิลล์ได้ขับเลยไป แต่เพื่อนที่ร่วมรถมาด้วยกับมองไม่เห็นเพราะเป็นช่วงเวลาเพียงครู่เดียวบังเอิญพบ




ถัดมาเพียงวันเดียว 22 เมษายน 1977 จอห์น แบกซ์เตอร์ ได้เดินเท้ากลับจากบ้านแฟนที่ถนนมิลเลอร์ฮิลล์ ผู้เห็นเหตุการณ์รายนี้เล่าว่า กลางดึกวันนั้นเขาเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเดินสวนมาหาเขาบนถนน แต่ด้วยความมืดเขาจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นตัวอะไร ทีแรกเขานึกว่าเป็นเพื่อนบ้านจึงตะโกนสอบถาม แต่สิ่งมีชีวิตนั้นหยุดอยู่กับที ก่อนที่จะวิ่งหนีลงข้างทางที่เป็นพุ่มไม้ไป จอห์นตัดสินใจที่จะวิ่งตามสิ่งมีชีวิตนั้นไป จนกระทั่งเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตนี้อย่างชัดเจน มันใช้นิ้วมือที่ยาวของมันพันรอบต้นไม้ และยืนจ้องเขาที่อยู่ห่างออกไปราว 10 เมตร เมื่อเห็นชัดแล้วเขาก็วิ่งกลับบ้านแบบไม่คิดชีวิต

นักวิจัยปรากฎการณ์ลึกลับ ได้ขอให้ผู้พบเห็นอสุรกายแห่งโดเวอร์วาดภาพให้ดู ซึ่งมันก็มีลักษณะตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้กลุ่มนักวิชาการปรากฏการณ์สันนิษฐานว่า อสุรกายตนนี้อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เกรย์เอเลี่ยน (Grey Alien) เนื่องจากมีลักษณะที่ตรงกันตามคำบอกเล่าเป็นอย่างมาก


อย่างไรก็ตามปริศนานี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไขไม่มีใครพบอสุรกายแห่งโดเวอร์อีกเลย นักวิชาการบางรายได้ออกมากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าความจริงแล้วมันอาจเป็นเพียงลูกกวางมูส, ลูกม้า, ลูกวัว, ลูกลิง หรือสัตว์ในท้องที่ที่ยังตัวเล็กอยู่เท่าและถูกพบเจอในความมืดที่ถูกตีความไปต่างๆ นานาเท่านั้น

9 ความมจริงเกี่ยวกับโลกของเรา ที่่คุณครูไม่เคยสอนในโรงเรียนมาก่อน

ในขณะที่มนุษย์กำลังค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในจักรวาล และเราก็มักจะทึ่งกับความเป็นไปได้ของดวงดาวเหล่านั้น แต่เราอาจลืมไปว่า โลกของเราใบนี้นี่แหละ คือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาลที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า 1 ใน 14 ล้านแบบ ที่ทำให้ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง สร้างสิ่งมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาได้แบบโลกของเรา และนี่คือความจริงบางเรื่องที่คุณครูไม่เคยสอนเรามาก่อน


1. ดวงจันทร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกมาก่อน

ทฤษฎีที่ยอมรับกันมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ทฤษฎีการชนครั้งใหญ่ กล่าวว่ามีวัตถุขนาดดาวอังคารโคจรมาชนโลก ในช่วงที่โลกกำลังก่อตัวขึ้นใหม่ๆ ทำให้เนื้อโลกบางส่วนที่ยังร้อนอยู่กระเด็นออกไป และรวมตัวกันเป็นดวงจันทร์ แรงไทดัลทำให้ดวงจันทร์มีรูปร่างเป็นทรงรีอยู่เล็กน้อย โดยมีแกนหลัก (แกนด้านยาว) ของวงรีชี้มายังโลกเสมอ



2. สนามแม่เหล็กของโลกกำลังเปลี่ยน

เราเคยเชื่อกันว่าสนามแม่เหล็กของโลกเป็นสิ่งคงที่ แต่อย่างไรก็ตาม มันสามารถเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ได้ อ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่า สนามแม่เหล็กโลกได้เคลื่อนที่ไปแล้วประมาณ 600 ไมล์ ตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 19 และจุดศูนย์กลางของมันอยู่ทางซีกโลกใต้เหนือมหาสมุทรแอนตาร์กติก ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งมันจะเคลื่อนที่ช้าลงอีกครั้ง



3. แรงโน้มถ่วงบนโลกไม่ได้เท่ากันทุกที่

เนื่องจากโลกไม่ได้เป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์ จึงทำให้เกิดการผันผวนของแรงโน้มถ่วงขึ้นในสถานที่ๆ แตกต่างกันบนโลกใบนี้ หนึ่งในสถานที่ๆ นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีความผิดปกติของแรงโน้มถ่วงก็คือ อ่าวฮัดสัน ในประเทศแคนาดา ซึ่งแรงโน้มถ่วงที่นี่จะต่ำกว่าสถานที่อื่นบนโลก แต่มนุษย์เองก็ไม่สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างนี้ได้


4. โลกอาจมีดวงจันทร์อย่างน้อย 2 ดวง

นักวิทยศาสตร์บางคนเชื่อว่า โลกเราอาจมีดวงจันทร์ดวงที่ 2 ซ่อนอยู่โดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อน อ้างอิงจากทีมนักวิทยาศาสตร์ภาควิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยยอร์ค ในประเทศแคนาดา ระบุว่า มีวัตถุในจักรวาลอื่นๆ ที่กำลังโคจรรอบโลกของเราอยู่ มันไม่ใช่วัตถุเดิมวัตถุเดียว แต่มันเป็นวัตถุชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เชื่อกันว่าสนามแรงโน้มถ่วงของโลกเราบางครั้งก็ดึงดูดดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เข้ามาและโคจรรอบโลกของเราไม่กี่รอบ ก่อนที่จะลอยหายไปในอวกาศ



5. มีแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์เหมือนกับบนโลก

ในขณะที่แผ่นดินไหวบนโลกเรียกว่า เอิร์ธเควก (Earthquake) บนดวงจันทร์เองก็มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า มูนเควก (Moonquake) เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการเกิดแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ถือเป็นปรากฏการณ์หายากที่ไม่ได้เกิดบ่อยเหมือนกับบนโลกมนุษย์ และมักจะเกิดในชั้นดินที่ลึกมากใกล้กับแกนของดวงดาว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุการเกิดมูนเควก น่าจะมาจากแรงดึงดูดของโลกและดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยสำคัญ



6. ทองคำที่ซ่อนอยู่

ถ้าสมมุติว่าเรานำทองคำที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกมาฉาบพื้นผิวบนโลกทั้งหมด เราจะได้โลกพื้นผิวทองคำที่มีความหนาถึง 1.6 ฟุต หรือราวๆ 48.76 เซ็นติเมตร เลยทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่ทองคำที่เราเห็นกันอยู่ตามร้านทองในเยาวราช หรือทองคำแท่งที่มีอยู่มากมายมหาศาลตามเซฟธนาคารใหญ่ๆ ของโลก

โดยศาสตราจารย์เบอร์นาร์ด วูด นักธรณีวิทยจากมหาวิทยาลัยแม็กไควรี ในซิดนีย์ ได้ระบุว่า “ทองคำส่วนใหญ่บนโลกเรานี้ มากกว่า 99% อยู่ในแกนโลก” ว่าแต่ใครจะอาสาเข้าไปยังแกนโลกเพื่อเอาทองคำเหล่านี้ออกมาได้ล่ะ ?


7. โลกเราเคยเป็นสีม่วงมาก่อน

พืชในสมัยอดีตเมื่อนานมาแล้วไม่ได้เป็นสีเขียว เพราะมันใช้โมเลกุลไวแสงชนิดอื่นที่เรียกว่า Retinal แทนคลอโรฟิลด์ โดยปกติคลอโรฟิลด์จะดูดซับความยาวคลื่นแสงสีน้ำเงินและสีแดงจากดวงอาทิตย์ และสะท้อนออกมาเป็นแสงสีเขียว นั่นทำให้พืชปัจจุบันมีสีเขียว แต่ Retinal จะดูดซับแสงสีเขียวและสะท้อนออกมาเป็นแสงสีม่วงแดงแทน



8. จุดที่ร้อนที่สุดและจุดที่หนาวที่สุดในโลก

สถานที่ๆ ร้อนที่สุดในโลกอยู่ในเมือง Aziziya ประเทศลิเบีย ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซลเซียส ส่วนจุดที่หนาวเย็นที่สุดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่แอนตาร์กติกา คือ -73 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่เคยวัดได้ต่ำที่สุดบนโลกนี้ อยู่ที่สนานี Vostok ของรัสเซีย โดยมีอุณ -89.2 องศาเซลเซียส ซึ่งวัดได้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1983



9. ยุคน้ำแข็งขนาดเล็กอาจเกิดขึ้นในปี 2019

การเกิดยุคน้ำแข็งขนาดเล็ก (Little Ice Age) เคยเกิดมาแล้วในศตวรรษที่ 15 โดยมีสาเหตุมาจากจำนวนจุดดับบนดวงอาทิตย์ จำนวนภูเขาไฟระเบิด และการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในทะเล เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกลดต่ำลงเข้าสู่ภาวะ Global Cooling จนกลายเป็นยุค Mini Ice Age โดย ณ เวลานั้น ชาวไวกิ้งจำเป็นต้องทิ้งเกาะกรีนแลนด์ เพราะมันกลายเป็นสถานที่ๆ หนาวเกินกว่าจะอยู่อาศัยได้

และจากงานวิจัยล่าสุดยังพบว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 230 ปี ซึ่งถ้านับตามรอบเวลาจะพบว่ามันได้เริ่มต้นไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2014 ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงอีกในปี ค.ศ. 2019 ทั้งหมดเป็นผลจากจุดดำบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกินเวลา 33 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 2020-2053 และจะมีผลให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไป


ที่มา : brightside

8 ปริศนาเกี่ยวกับ “โลก” ที่ดูเหมือนง่ายแต่นักวิทยาศาสตร์ยังไขไม่ออกจนทุกวันนี้



มนุษย์ศึกษาความเป็นไปของโลกมาอย่างยาวนาน หลายๆ คำถามได้รับคำตอบแล้ว เช่น โลกเป็นทรงกลมหรือแบน โลกมีความยาวรอบโลกประมาณ 40,000 กิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12,700 กิโลเมตร หรืออีกหลายเรื่องที่มีผลการศึกษาออกมาแล้ว

แต่ในทางตรงกันข้ามหลายๆ คำถามเกี่ยวกับโลกนั้นยังไม่มีคำตอบ ดังเช่น 8 ปริศนาเกี่ยวกับโลกที่ขอนำเสนอในวันนี้ ที่ดูเหมือนจะง่ายแต่นักวิทยาศาสตร์ยังไขไม่ออกจนทุกวันนี้

#1 น้ำมาจากไหน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า โลกควรจะมีแต่หินแห้งๆ หลังจากที่โลกเกิดจากการรวมตัวกันของธาตุหนักเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน แต่ว่าไอ้เจ้า H2O หรือน้ำเนี่ยมาจากไหน เพราะหินต่างๆ ที่หลงเหลือจากการระเบิดครั้งใหญ่หายไปจนหมดแล้ว จึงไม่มีหลักฐานสำหรับการสำรวจ



#2 มีอะไรอยู่ที่ใจกลางโลกกันแน่

ในปี 1940 นักวิทยาศาสตร์พบว่าเหล็กกับนิเกิลบนผิวโลกมีน้อยมาก จึงคิดว่าทั้งสองอย่างน่าจะอยู่ใจกลางโลก แต่หลักทฤษฏีแรงโน้มถ่วงในปี 1950 บอกว่าทั้งเหล็กและนิเกิลเบาเกินกว่าจะเป็นใจกลางโลกได้ จนถึงปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงหาว่าอะไรที่อยู่ในใจกลางโลกกันแน่



#3 ดวงจันทร์มาได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์เคยตรวจพบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีของดวงจันทร์ที่เหมือนโลก จึงสรุปว่าดวงจันทร์อาจจะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่หลุดออกมาจากโลก แต่ถูกปฏิเสธไปเพราะโลกไม่น่าจะมีวัตถุที่ใหญ่ขนาดนั้นได้



#4 สิ่งมีชีวิตมาจากไหน

ส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอย่าง กรดอะมิโนและวิตามินได้รับการตรวจพบทั้งจากเศษน้ำแข็งบนอุกกาบาตหรือแม้แต่ในที่ที่สภาพแวดล้อมเลวร้ายสุดขั้ว การค้นหาว่าส่วนประกอบพวกนี้กำเนิดขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกได้อย่างไรเป็นหนี่งในเรื่องที่ยากที่สุดของวงการชีววิทยา เพราะไม่มีร่องรอยที่ชัดเจน



#5 ออกซิเจน มาได้ยังไง

ไซยาโนแบคทีเรีย ปลดปล่อยอ็อกซิเจนออกมาในรูปของเสีย และทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยอ็อกชิเจนเมื่อ 2400 ล้านปีก่อน แต่หลักจากนักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจฟอสซิลหินบนโลก พบว่าระดับของอ็อกซิเจนบนโลกพุ่งและลดลงอย่างรวดเร็วมาตลอดและมีมาก่อนแล้วกว่า 3 พันล้านปี จึงหาข้อสรุปไม่ได้ซักทีว่าอะไรทำให้เกิดออกซิเจนบนโลก



#6 ระเบิดแคมเบรียนเกิดขึ้นได้อย่างไร

Cambrian Explosion หรือ Biological Big Bang เกิดหลังจากโลกมีอายุได้ 4 พันล้านปี มีสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นพร้อมกันมากมาย หน้าตาประหลาดๆ เป็นสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังอาศัยอยู่ในทะเล มีสมอง เส้นเลือดและหัวใจ เป็นสาเหตุของออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นรึเปล่า ไม่มีใครให้คำตอบได้



#7 เมื่อไหร่ที่จะทำนายแผ่นดินไหวได้แม่น

ปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีอยู่ช่วยได้แค่พยากรณ์เท่านั้น บอกความน่าจะเป็นไปได้ในการเกิดแผ่นดินไหว แต่มนุษย์ยังบอกไม่ได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ เวลาไหน หรืออันตรายแค่ไหน ซึ่งคล้ายกับพยากรณ์อากาศที่ไม่ได้ถูกต้องไปซะทุกครั้ง



#8 การแปรสัณฐานแห่งธรณีภาคเริ่มต้นเมื่อไหร่

Plate Tectonic หรือการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก แบ่งแผ่นเปลือกโลกออกเป็น 7 ส่วน เกิดขึ้นเมื่อไหร่กันแน่ เพราะหลักฐานที่ว่าเริ่มเมื่อไหร่นั้นได้ถูกทำลายหายไปนานแล้ว มีเพียงเจ้าเพทาย (Zircon) เท่านั้นที่พอจะเป็นหลักฐานที่รอดจากการถูกทำลายเมื่อ 4.4 พันล้านปีก่อนมาได้



ทั้ง 8 เรื่อง ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

 
biz.