จานบินในมุมมองของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ตอนที่ 1



ท่านที่ชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ไซไฟคงต้องรู้จักอาเธอร์ ซี คลาร์ก มาไม่มากก็น้อยเซอร์ อาเธอร์ ซี คลาร์ก เกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1917 ประเทศอังกฤษ เป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่นิยายชุด จอมจักรวาล (Space Odyssey) และชุด ดุจดั่งอวตาร (Rendezvous with Rama) อาทิเช่น 2001: A Space Odyssey , 2010: Odyssey Two , 2061: Odyssey Three และ 3001: The Final Odyssey 

ผลงานเขียนนวนิยายของคลาร์ก มีความริเริ่มสร้างสรรค์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน สิ่งประดิษฐ์จำนวนมากได้แรงบันดาลใจจากนิยายของคลาร์ก เช่น ดาวเทียม การสำรวจอวกาศ ลิฟต์อวกาศ คลาร์ก อาศัยอยู่ที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา เขาเดินทางเข้ามาอยู่ประเทศนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 และพักอาศัยอยู่อย่างถาวรจนได้รับสัญชาติศรีลังกา ชาวศรีลังกาถือว่าเขาเป็น "ความภูมิใจของลังกา" มอบรางวัล The Lankabhimanaya award (Pride of Lanka) ให้เป็นเกียรติเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548


ชื่อของคลาร์ก ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของ วงโคจรคลาร์ก (clarke belt) หรือ วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary orbit - GEO) เป็นวงโคจรที่ดาวเทียมส่วนใหญ่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ นำเสนอแนวคิดเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1928 โดย Herman Potočnik วิศวกรชาวสโลวีเนีย และเป็นที่รู้จักจากบทความที่คลาร์กเป็นผู้เขียน ชื่อ "Extra-Terrestrial Relays — Can Rocket Stations Give Worldwide Radio Coverage?" ตีพิมพ์ในหนังสือ Wireless World ฉบับเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 

คลาร์กนำเสนอแนวคิดในการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก ด้วยการใช้ดาวเทียมอย่างน้อย 3 ดวง โคจรเหนือเส้นศูนย์สูตร ในตำแหน่งที่ทำมุมซึ่งกันและกัน 120 องศา ที่ความสูง 42,164 กิโลเมตร วัดจากจุดศูนย์กลางของโลก หรือประมาณ 35,787 กิโลเมตร (22,237 ไมล์) จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โคจรไปพร้อมกับโลกด้วยความเร็วเท่ากับเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง (Synchronous orbit) และตำแหน่งของดาวเทียมจะคงที่ตลอดเวลา เมื่อเปรียบเทียบกับโลก (จากวิกิพีเดีย) เซอร์ อาเธอร์ ซี คลาร์ก ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2008 ที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา ด้วยโรคโปลิโอ


 เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2508 คลาร์กได้กล่าวว่า ในชีวิตของเขาปรารถนาจะเห็น 3 สิ่งต่อไปนี้

1.อยากให้พบหลักฐานการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก 
2.อยากให้โลกนำแหล่งพลังงานสะอาด มาใช้แทนที่น้ำมันเชื้อเพลิง 
3.อยากให้สงครามกลางเมืองในศรีลังกาสิ้นสุดลง

ในวันที่ 18 มกราคม 1979 ประเทศอังกฤษได้พบกับประสบการณ์ที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “ฤดูหนาวอันทารุณ” การถูกพายุหิมะโจมตีในช่วงปีใหม่สองสามหนก็ทำให้เกิดความทุกข์ยากไปทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามสามสี่ชั่วโมงในเย็นวันนั้น ณ เฮาส์ ออฟ ลอร์ดส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าเกรงขามแต่ก็อยู่นอกสภาสูงของรัฐสภาอังกฤษ เปลี่ยนจากความซึมเซาเข้าสู่การพิจารณาข้อโต้แย้งที่เป็นเรื่องโด่งดังภายนอกห้องที่ตกแต่งในแบบนีโอ-โกธิค ที่ดำเนินมาเป็นเวลามากกว่าชั่วอายุคน

ในเวลาทุ่มเจ็ดนาที ท่านเอิร์ลแห่งแคลนคาร์ตี้ได้เริ่มการอภิปรายที่รออยู่อย่างกระตือรือร้น หัวข้อที่อยู่บนหัวกระดาษคือ ยูเอฟโอ UFO :UNIDENTIFIED FLYING OBJECTS = วัตถุบินที่ระบุเอกลักษณ์ยังไม่ได้ หรือวัตถุบินที่ไม่ปรากฏสัญชาติ เวลาในการอภิปรายตรงกำหนด ทั่วทั้งประเทศอังกฤษ มีแสงประหลาดปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในวันนิวเยียร์อีฟ

ผู้ที่เห็นเหตุการณ์บางคน บรรยายว่ามันเป็นยานอวกาศที่เปล่งแสงบินฉวัดเฉวียนอย่างน่ากลัวเหนือพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะในยามเที่ยงคืน ในอิตาลี การพบเห็นยูเอฟโอแพร่กระจายเหมือนโรคติดต่อ โดยมีหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มีใจความสำคัญว่า เห็นยานเปล่งแสงไกลออกไป 275 เมตร โดยทหารเรือที่กำลังแล่นเรือออกนอกแอดเรียติคและภาพถ่าย ที่ถ่ายโดยตำรวจจากเมืองปาเลอร์โม ในอีกด้านหนึ่งของโลกคือประเทศนิวซีแลนด์ นักข่าวโทรทัศน์ชาวออสเตรเลียที่ตื่นเต้นกับช่างภาพของเขาได้บรรยายถึงเหตุการณ์ในคืนที่น่าตกใจในการบินเคียงข้างไปกับยูเอฟโอ

หนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่อง ยูเอฟโอ เป็นที่รู้จักกันในประเทศอังกฤษจากการโต้เถียงว่ามีหลุมอยู่ที่ขั้วโลกซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานให้กับ ยูเอฟโอ ได้เริ่มต้นการอภิปราย เขามีข้อเสนอให้กับรัฐบาลอังกฤษ 

ข้อแรก เขาต้องการให้มีการเตรียมการให้ประชาชนของประเทศพร้อมในการมาถึงของ ยูเอฟโอ และเพื่อบรรเทาความหวาดกลัวของประชาชนโดยการเข้าร่วมกับสหรัฐในการ “เปิดโปง” ความจริงเกี่ยวกับวัตถุบินที่ไม่ปรากฏสัญชาตินี้

ข้อสอง ลอร์ด แคลคาร์ตี้ได้ขออำนาจในการแจ้งข่าวไปยังรัฐบาลทั่วโลกให้ทำการศึกษาเรื่อง และรายงานผลสู่ประชาชนและเขายังต้องการให้รัฐมนตรีกลาโหมปรากฏตัวทางโทรทัศน์เพื่อประเมินสถานการณ์ของปรากฏนี้กับรัฐบาล


นี่เป็นการกระตุ้นการอภิปรายให้มีเรื่องแปลกๆ ถึงอย่างไรมันก็เป็นการอภิปรายที่น่าสนใจ มันไม่ใช่ในแง่ความสำเร็จในการออกกฎหมาย หรือว่าทางรัฐบาลเห็นด้วยกับคำขอของลอร์ด แคลนคาร์ตี้ แต่เป็นเพราะผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้ที่มีเสียงสะท้อนเป็นบางโอกาสในหนังสือ รายการโทรทัศน์ และเรื่องราวในหนังสือพิมพ์จำนวนนับไม่ถ้วน

หลายเรื่องที่มีการพูดในตอนเริ่มการอภิปราย ณ เฮาส์ ออฟ ลอร์ดส์ คือประวัติของปรากฏการณ์ทางยูเอฟโอ เช่น ท่านเอิร์ลแห่งคิมเบอร์เลย์เสนอว่า “ยูเอฟโอไม่ใช่ประดิษฐกรรมในจินตนาการของโลกศตวรรษที่ยี่สิบ เคยมีการเห็นมันมานานแล้ว โดยชาวอินเดียนของอเมริกาเหนือ โดยพระของบายแลนด์แอบเบย์ ในปี 1290 ผู้ที่รู้สึกตกใจกับการปรากฏตัวของแผ่นกลมสีเงินขนาดใหญ่” ลอร์ด คิวส์ นอร์ตั้น เป็นเซ็ปติกที่เปิดเผย (Sceptic – นักลิทธิสงสัย ) ได้อ้างอิงถึงเครื่องจักรมหัศจรรย์ ในคำพยากรณ์ของเอซีเคียร์อ้างว่า เห็นมันในสวรรค์ ขณะที่ลอร์ด แคลนคาร์ตี้ย้อนถึงแสงประหลาดซึ่งนักบินเยอรมันเห็นรอบๆ เครื่องของเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ติดตามต่อตอนที่ 2

4401

Author & Editor

Has laoreet percipitur ad. Vide interesset in mei, no his legimus verterem. Et nostrum imperdiet appellantur usu, mnesarchum referrentur id vim.

 
biz.