เรื่องราวเก็บตกจากหนังสือของฝรั่ง THE CHINESE ROSWELL
กล่าวถึงการพบบันทึกที่เกี่ยวกับยานอวกาศ ซึ่งตกลงในแผ่นดินจีนยุคโบราณ สถานที่เกิดเหตุอยู่ใกล้ๆกันกับปิระมิดในมณฑลซานซี
ในเทือกเขา บายันคารา-อุลา พรมแดนของจีนแผ่นดินใหญ่กับหลังคาโลก-ธิเบต นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่ง ทำการสำรวจถ้ำในบริเวณนั้น พวกเขาพบโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่ง ซึ่ง"น่า"จะจัดอยู่ในสปีชีส์เดียวกับพวกลิงเอป แต่จากหัวกระโหลกที่พบ มันมีวิวัฒนาการทางสมองกว่าลิงเอปมากมาย เจ้าโครงกระดูกของเจ้าของถ้ำเหล่านี้มีลักษณะเล็กแกรน นักมานุษยวิทยาเองก็บอกไม่ถูกว่าควรจะจัดอยู่ในตระกูลไหนของมนุษย์
ระหว่างสำรวจถ้ำ หนึ่งในทีมสำรวจได้ค้นพบจานหินขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นจานกลม ตรงกลางมีรูและสามารถหมุนได้เหมือนแผ่นเสียง บริเวณเนื้อหินของจานประหลาดที่ว่า มีอักขระประหลาดที่ไม่มีใครอ่านออก จารึกอยู่เต็มไปหมด
กาลเวลาล่วงเลยมาอีก 20 ปี ระหว่างนั้น นักโบราณคดีแห่งปักกิ่งหลายต่อหลายคน พยายามที่จะแปลความหมายในจานหินแผ่นนั้นอย่างสุดความสามารถ มีการระดมกำลังผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้ามาช่วยเหลือ และแล้วความพยายามก็ประสบผล Dr. Tsum Um Nui จากปักกิ่งถอดรหัสจากจานหินพร้อมกับตีพิมพ์เนื้อหาอันพิลึกพิลั่นโลกออกมา ทำให้รัฐบาลออกเร่งสำรวจบริเวณนั้นเป็นการใหญ่ และพบจานหินลักษณะเดียวกันมาอีกมากมาย
จานหินเหล่านั้นบันทึกเรื่องราวของมนุษย์จากดาวดวงอื่นเอาไว้ มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ได้ประสบอุบัติเหตุขณะมาเยือนโลก และนำยานร่อนลงฉุกเฉินในบริเวณเทือกเขา Baya-Kara-Ula ดินแดนของประเทศธิเบตในปัจจุบัน พวกเขาเรียกตัวเองว่า Dropas (ดร.Tsum Um Nui) ยานของพวกเขาเกิดควบคุมไม่ได้และตกลงมาพังยับเยิน พวกเขาพยายามสร้างยานขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงได้เคลื่อนย้ายเข้าไปในถ้ำแถบนั้น พวก Dropas จำนวนมาก โดนไล่ล่าเหมือนสัตว์ป่าจากบรรพบุรุษของชาวฮั่น ซึ่งตั้งรกรากอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากจานหินและภาชนะบางชนิดแล้ว นักสำรวจยังพบภาพเขียนในผนังถ้ำเป็นภาพของดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ โคจรไปพร้อมๆกัน อายุของภาพเขียนประมาณหนึ่งหมื่นสองพันปี
มีการนำจานหินจำนวนมากไปทดสอบที่สถาบันวิจัยในรัสเซีย ผลที่ปรากฏคือ เมื่อหมุนจานหินนี้ด้วยเครื่องจักรในลักษณะเดียวกับแผ่นเสียง จานหินจะส่งเสียงครวญครางเหมือนฮัมเพลงออกมาเบาๆ เป็นท่วงทำนองที่แปลกประหลาดเอาการสำหรับหูของมนุษย์อย่างเรา และเมื่อลองส่งกระแสไฟฟ้าผ่านจานหินเหล่านี้ ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทำนองเดียวกับเราปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านวงจรอิเล็คทรอนิคส์
นักวิทยาศาสตร์รัสเซียตบท้ายว่า "จานหินที่พบมีส่วนผสมของโคบอลต์และโลหะบางประเภทอยู่ เรากำลังศึกษา ว่าพวกเขาสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร"
กล่าวถึงการพบบันทึกที่เกี่ยวกับยานอวกาศ ซึ่งตกลงในแผ่นดินจีนยุคโบราณ สถานที่เกิดเหตุอยู่ใกล้ๆกันกับปิระมิดในมณฑลซานซี
ในเทือกเขา บายันคารา-อุลา พรมแดนของจีนแผ่นดินใหญ่กับหลังคาโลก-ธิเบต นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่ง ทำการสำรวจถ้ำในบริเวณนั้น พวกเขาพบโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่ง ซึ่ง"น่า"จะจัดอยู่ในสปีชีส์เดียวกับพวกลิงเอป แต่จากหัวกระโหลกที่พบ มันมีวิวัฒนาการทางสมองกว่าลิงเอปมากมาย เจ้าโครงกระดูกของเจ้าของถ้ำเหล่านี้มีลักษณะเล็กแกรน นักมานุษยวิทยาเองก็บอกไม่ถูกว่าควรจะจัดอยู่ในตระกูลไหนของมนุษย์
ระหว่างสำรวจถ้ำ หนึ่งในทีมสำรวจได้ค้นพบจานหินขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นจานกลม ตรงกลางมีรูและสามารถหมุนได้เหมือนแผ่นเสียง บริเวณเนื้อหินของจานประหลาดที่ว่า มีอักขระประหลาดที่ไม่มีใครอ่านออก จารึกอยู่เต็มไปหมด
กาลเวลาล่วงเลยมาอีก 20 ปี ระหว่างนั้น นักโบราณคดีแห่งปักกิ่งหลายต่อหลายคน พยายามที่จะแปลความหมายในจานหินแผ่นนั้นอย่างสุดความสามารถ มีการระดมกำลังผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้ามาช่วยเหลือ และแล้วความพยายามก็ประสบผล Dr. Tsum Um Nui จากปักกิ่งถอดรหัสจากจานหินพร้อมกับตีพิมพ์เนื้อหาอันพิลึกพิลั่นโลกออกมา ทำให้รัฐบาลออกเร่งสำรวจบริเวณนั้นเป็นการใหญ่ และพบจานหินลักษณะเดียวกันมาอีกมากมาย
จานหินเหล่านั้นบันทึกเรื่องราวของมนุษย์จากดาวดวงอื่นเอาไว้ มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ได้ประสบอุบัติเหตุขณะมาเยือนโลก และนำยานร่อนลงฉุกเฉินในบริเวณเทือกเขา Baya-Kara-Ula ดินแดนของประเทศธิเบตในปัจจุบัน พวกเขาเรียกตัวเองว่า Dropas (ดร.Tsum Um Nui) ยานของพวกเขาเกิดควบคุมไม่ได้และตกลงมาพังยับเยิน พวกเขาพยายามสร้างยานขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงได้เคลื่อนย้ายเข้าไปในถ้ำแถบนั้น พวก Dropas จำนวนมาก โดนไล่ล่าเหมือนสัตว์ป่าจากบรรพบุรุษของชาวฮั่น ซึ่งตั้งรกรากอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากจานหินและภาชนะบางชนิดแล้ว นักสำรวจยังพบภาพเขียนในผนังถ้ำเป็นภาพของดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ โคจรไปพร้อมๆกัน อายุของภาพเขียนประมาณหนึ่งหมื่นสองพันปี
มีการนำจานหินจำนวนมากไปทดสอบที่สถาบันวิจัยในรัสเซีย ผลที่ปรากฏคือ เมื่อหมุนจานหินนี้ด้วยเครื่องจักรในลักษณะเดียวกับแผ่นเสียง จานหินจะส่งเสียงครวญครางเหมือนฮัมเพลงออกมาเบาๆ เป็นท่วงทำนองที่แปลกประหลาดเอาการสำหรับหูของมนุษย์อย่างเรา และเมื่อลองส่งกระแสไฟฟ้าผ่านจานหินเหล่านี้ ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทำนองเดียวกับเราปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านวงจรอิเล็คทรอนิคส์
นักวิทยาศาสตร์รัสเซียตบท้ายว่า "จานหินที่พบมีส่วนผสมของโคบอลต์และโลหะบางประเภทอยู่ เรากำลังศึกษา ว่าพวกเขาสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร"



