ปริศนาการระเบิดลึกลับที่ "Tunguska?? "


ไม่ใช่เป็นเรื่องยอดนิยมแต่เป็นเรื่องสำคัญ แม้โอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก อย่างไรก็ต้องเกิดอีกบนโลกใบนี้ในไม่ช้า ด้วย The Tunguska event (กรณีทังกัสก้า) เป็นกรณีศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ สถาบันสำคัญของโลกเฝ้าติดตามสืบสวน สำรวจมาตลอด 100 ปี และยังดำเนินการสำรวจต่อไปอีกเพื่อตอบปริศนาจากแดนไกล

วัน ที่ 30 มิถุนายน เมื่อ 100 ปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดกับโลกของเราใบนี้ นั่นคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า " การระเบิดที่ทังกัสก้า " หรือ " Tunguskaexplosion " หรือ " Tunguska Event " ในขณะที่ในภาษารัสเซียเรียกว่า" ตุนกุสสกี้ ฟีโนเมน " หรือปรากฏการณ์ทังกัสก้า

ประเมินว่ามีอำนาจระเบิดเท่า TNT 10-20 Megatons สามารถทำลายล้างเมืองใหญ่ให้สิ้นซากราบเป็นหน้ากอง มากกว่า 1,000 เท่า เทียบเท่าการทิ้งระเบิดเมือง Hiroshima ประเทศญี่ปุ่นในสงครามโลก ครั้งที่ 2 มีผู้เสียชีวิตกว่า 200,000 คนในสงครามครั้งนั้น


การระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นที่แม่น้ำพอดกาเมนนายา ทังกัสกา (บางที่เรียกโปดคาเมนนายาทังกัสก้า)} (Podkamennaya Tunguska River) แคว้นคราสนายาร์ส์ค ในไซบีเรียดินแดนในครอบครองที่หนาวเหน็บทุรกันดารอันขึ้นชื่อของรัประเทศรัส เซีย วันนั้นเป็นวันที่ 30 มิ.ย.1908(ในยุคนั้น ถือกันว่าเป็นวันที่ 17 มิถุนายน เนื่องจากรัสเซียยุคนั้นใช้ปฏิทินแบบเก่า ซึ่งช้ากว่าปฏิทินแบบที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายวัน)


เวลาประมาณ 7 โมง 14 นาที ชาวบ้านที่อยู่ที่นั้นเห็นลูกไฟดวงมหึมา รูปร่างลักษณะเป็นรูปกรวยหรือกระบอก กลม แล่นมาด้วยความเร็วสูงประมาณ 42 กิโลเมตรต่อ วินาทีมีหางเป็นลำแสงยาว ส่งเสียงดังกึกก้อง พุ่งผ่านท้องฟ้าทิ้งควันดำเป็นทาง

วัตถุดัง กล่าวแล่นมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วจู่ๆก็เปลี่ยนทิศอย่างกระทันหันมุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือแทน แต่แรกบินอยู่บนความสูงประมาณ 80 กิโลเมตรแล้วเปลี่ยนระดับความสูงลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร และได้ชะลอความเร็วลงเหลือประมาณ 1 กิโลเมตรต่อ วินาที ชาวบ้านบางคนรู้สึกร้อนวูบที่มากระทบผิวกายด้วยเมื่อลูกไฟดวงนั้นเข้าใกล้พื้นโลก มันก็ระเบิดออกเหนือป่าทึบ ส่งเสียงดังสะเทือนไปไหลเกือบครึ่งค่อนโลกถึงขนาดบางคนแทบจะล้มทั้งยืนเลยที เดียว ไฟป่าลุกขึ้นติดเป็นบริเวณกว้างส่งควันหนารูปเห็ดขึ้นไปบนอวกาศนานนับเดือน ดูเหมือนผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ใช้กำจัดที่ไซบีเรียเท่านั้น หากเมืองอื่นๆ ของรัสเซียที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ก็เกิดพายุลมกระโชกและเสียงดังสนั่น กึกก้อง ผู้โดยสารรถไฟทรานส์ไซบีเรียรู้สึกได้ว่าตัวรถไฟโยนคลอนเหมือนถูกผลัก สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลลิบลัยถึงอเมริกาและ อินโดนีเซียสามารถจับคลื่นสะท้อนขนาดมหึมาที่แล่นออกไปทั้งโลก อีกทั้งยังทำให้เกิดความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์ ซึ่งรับรู้ได้ไกลถึงประเทศอังกฤษเลยทีเดียวและในคืนนั้นท้องฟ้าก็ดูสว่างไสวเป็นพิเศษขนาดที่นักกอฟล์ บางคนสามารถเล่นหวดลูกได้จนถึงเที่ยงคืนจนไม่กลับบ้าน

ที่สต็อกโฮล์ม ช่างภาพสามารถถ่ายรูปได้ในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องใช้แฟลชลูกไฟดังกล่าว เผาผลาญต้นไม้เป็นล้านๆต้น กินพื้นที่มากกว่า 100 ตารางกิโลเมตร จากเหนือไปใต้ และอีกกว่า 40 กิโลเมตร จากทิศตะวันออกไปตะวันตก จากสภาพความเสียหายดังกล่าว นักวิชาการคำนวณเอาไว้ว่า วัตถุดังกล่าวมีมวลประมาณ 3-10 ล้านตัน


ด้วยความรุนแรงที่ สเปซดอตคอมระบุว่า เทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 10-20 เมกะตัน เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นกว่า 1,000 เท่าเลยทีเดียว และสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่โดยรอบ 2,150 ตาราง กิโลเมตร แรงระเบิดเผาผลาญต้นไม้ในป่าแถบไซบีเรียไป 80 ล้านต้น


พยานหลักฐานผู้เห็นเหตุการณ์ 100 ปีที่แล้ว

คำให้การของ S. Semenov
บันทึกโดย Leonid Kulik's ปี ค.ศ. 1930

หลังรับประทานอาหารมื้อเช้า ผมนั่งอยู่หน้าบ้าน ในเมือง Vanavara (ห่างจากจุดเกิดเหตุ 65 กิโลเมตรไปทางใต้) ทันใดนั้นมองเห็นลูกไฟ แตกออกเป็น 2 ลูกกลางท้องฟ้า มีขนาดสูงและกว้างใหญ่ เหนือบริเวณถนน Onkoul's Tunguska ตำแหน่งประมาณ 50 องศา ผุดขึ้นโตเต็มท้องฟ้ามองเห็นเต็มไปด้วยไฟ พุ่งไปทางทิศเหนือ

ชั่วขณะหนึ่งผมรู้สึกร้อน เหงื่อออก โดยไม่รู้ว่าไฟอะไรทำให้ร้อนผ่าว บนท้องฟ้าเริ่มปิด และมีเสียงดังเหมือนอยู่ห่างไม่กี่หลา ผมรู้สึกเหมือนเสียสติ แต่ภรรยาผมวิ่งออกมาจูงผมเข้าบ้าน หลังจากได้ยินเสียงอึกทึก ผมจึงหมอบลง ด้วยความกลัวเพราะถ้าหินตกลงมาจากฟ้า พุ่งชนกระแทกกันจนเกิดไฟไหม้สะท้านสะเทือนบนพื้นดิน อาจได้รับอันตราย

แต่เมื่อฟ้าเริ่มเปิด มีกระแสลมร้อนพัดเข้ามาในบ้าน มีความเสียหายเล็กน้อยบนพื้นทางเดินเป็นวงๆ และหน้ากระจกแตกละเอียด รอยไหม้บริเวณกลอนโลหะที่ประตูโรงนา

คำให้การของ Chuchan of Shanyagir tribe
บันทึกโดย I.M.Suslov ปี ค.ศ. 1926

วันนั้นเราและน้องออกล่าสัตว์อยู่บริเวณริมแม่น้ำ ขณะนอนงีบในกระท่อม ทันทีทันใดเราทั้งสองต้องสะดุ้งตื่นตกใจขึ้น จากเสียงนก กระรอกและลมกรรโชกจนเราสามารถได้ยินเสียงนกบินว่อน อยู่เหนือศรีษะ

เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเหมือนทุกครั้งออกมาล่าสัตว์ เราตกใจอีกครั้งรู้สึกร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟ เราทั้งคู่ตื่นตกใจมาก ตะโกนร้องหาพ่อและแม่ แต่ไม่มีคำตอบกับได้ยินเสียงอึกทึก (เสียงครั้งแรก) และได้ยินเสียงต้นไม้ล้ม

เราทั้งคู่จึงออกวิ่งท่ามกลางเสียงบางอย่างชนดังสนั่น เสียงหินเคลื่อนที่ มีลมแรงกระแทกกันโดยรอบ จนผลักตัวเราเหมือนเป็นเพียงกิ่งไม้ แต่เมื่อเราตั้งสติได้มองเห็นความประหลาด ต้นไม้กำลังล้ม เพลิงลุกไหม้ตามกิ่งไม้ มีความสว่างไสวแสงจ้าเหมือนมองดวงอาทิตย์ เราจึงรีบหลับตาเพราะกลัวอันตราย

ทันทีทันใด เกิดได้ยินเสียงเหมือนฟ้าลั่น (เสียงครั้งที่สอง) ทั้งๆทีเป็นเช้าสดใสไม่มีเมฆ มีเพียงแสงอาทิตย์สาดส่องอ่อนๆ และทันทีทันใดเสียงฟ้าลั่นเกิดขึ้นซ้ำเราและน้องรู้สึกกังวลกระท่อมจะพัง มีอันตรายจากเศษวัสดุ ทั้งๆที่อยู่ห่างออกมาแล้ว บัดนั้นเรายังมองเห็นแสงวาวจากที่อื่น ตามด้วยเสียงอึกทึกดังสนั่นติดตามมาอีก 3 ครั้ง แล้วลมพัดกรรโชก มีเสียงฟาดปะทะกับของต้นไม้ ต้นไม้ล้มลงราบมี
เพลิงลุกไหม้ ในความทรงจำครั้นนั้น จำได้ว่าเสียงฟ้าลั่นนั้นดังกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน

นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ Sibir (ฉบับ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1908) หนังสือพิมพ์ Siberian Life (ฉบับ 27 กรกฎาคม ค.ศ.1908) และหนังสือพิมพ์ Krasnoyaretz (ฉบับ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1908) บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวทำนองเดียวกัน


ถึง แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่สถานการณ์การเมืองโลก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติ รัสเซียไปจนถึงสงครามกลางเมืองต่างๆ ก็ได้เบียดบังความสนใจชาวโลกอีกทั้งป่าทังกัสก้ามีอาณาบริเวณ 750,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นป่าทึบมาก ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลโซเวียตรัสเซีย(ในสมัยนั้น)เข้าใจว่า เป็นเพียงปรากฏการณ์อุกกาบาตขนาดใหญ่ตกธรรมดา จึงไม่ได้ส่งทีมสำรวจเข้าไปแต่อย่างใด


จนกระทั้ง 20 ปีต่อมา จึงได้เริ่มมีการส่งทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าไปสำรวจ โดยมีศาสตราจารย์ลีโอนิด กูลิก (Leonid Kulik) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแร่ประจำสถาบันวิทยาศาสตร์โซเวียตเป็น หัวหน้าชุดสำรวจ พวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ ไล่ไปตั้งแต่ ทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ ธารน้ำแข็งอันเชี่ยวกราก รวมไปถึงการเดินทางที่ลำบากยากเย็น ท้ายที่สุดพวกเขาก็บรรลุถึงจุดหมาย เมื่อเดือนเมษายน ปี 1927 ภาพที่พบ ทำให้คูลิกและลูกทีมตะลึงงันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ภาพของต้นไม้ที่ถูกเผาเกรียมจนเป็น ถ่าน บ้างก็ยืนต้นตรงบ้างก็ล้มระเนระนาดเป็นทางยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ซากไม้ล้มไปทางเดียวกันโดยชี้ปลายออกจากศูนย์กลางที่ประมาณ 25 กิโลเมตรทางเหนือแม่น้ำทังกัสนา ความเสียหายประเมินได้นับล้านๆต้น แต่เรื่องที่แปลกก็คือ

อุกาบาตรที่ว่าหายไปไหน??

ณ ที่เกิดเหตุไม่เห็นมีอุกกาบาตขนาดยักษ์ปรากฏอยู่ตามที่คาดกันไว้ มันหายไปไหน ทั้งที่ขนาดมันต้องไม่ใช่เล็กๆเป็นแน่ ดังนั้นทีมสำรวจจึงได้พยายามขุดหาร่องรอยของอุกกาบาตอย่างสุดชีวิต

แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบ......ณ จุดศูนย์กลางของการระเบิดนั้น ไม่มีแม้แต่อุกกาบาตก้อนจิ๋ว หรือแร่ อะไรที่คาดว่าจะมาจากอวกาศแต่อย่างใด กูลิกถึงกับ งง เขากลับมา ที่นั้น 3 ครั้งในช่วง 12 ปีต่อมาเพื่อหาร่องรอยของอุกกาบาตร แต่ผลสุดท้ายก็ล้มเหลว

อีก 10 ปี ต่อมา ก็มีการสำรวจอีก 3 รอบ และ ก็ไม่พบหลุมอุกาบาตแต่อย่างใด ส่วนการสำรวจในยุค 50 และ 60 ก็พบสะเก็ดธาตุนิเกิ้ล และ อิริเดียม อยู่แถบนี้มาก โดยธาตุ 2 ตัวนี้ เรามักจะพบในอุกาบาต ซึ่งเรื่องนี้ชี้ว่า สะเก็ดธาตุที่พบ มาจากอวกาศ

รายงานของทังกัสกากลายเป็นที่แพร่หลายของนักวิทยาศาสตร์และนักดารา ศาตร์ ก่อให้เกิดการตื่นตัวค้นหาสาเหตุมาอธิบาย ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ สรุปออกมาแล้วรวมถึง 77 ทฤษฎี โดยที่เด่นๆ มีดังต่อไปนี้....

อุกกาบาตขนาดเล็ก เมื่อ ทศวรรษก่อน นักวิจัยหลายคนคาดเดาว่า อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นน่าจะมีความกว้างราวๆ 30 เมตร และมีมวล 560,000 ตัน แต่เมื่อจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ล่าสุดบ่งชี้ว่า อุกกาบาตที่เป็นสาเหตุของความเสียหายใหญ่โตนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เคยคาดไว้ มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร ส่วนที่มันมีแรงระเบิดมหาศาลก็เพราะเกิดก๊าซที่ร้อนยิ่งยวดและมีความเร็วเหนือเสียง ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงกว่าที่คิด

ระเบิดใต้แผ่นดิน มีบางทฤษฎีว่า การระเบิดในทุ่งทังกัสกานั้นน่าจะเกิดขึ้นจากใต้แผ่นดินนี่เอง โดยโวล์ฟกัง คุนด์ท (Wolfgang Kundt) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จาก มหาวิทยาลัยบอนน์ (University of Bonn) ในเยอรมนี และนักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความเห็นว่า เปลวไฟซึ่งสว่างถึงขั้นที่ชาวลอนดอน สามารถอ่านหนังสือในย่ามค่ำคืนได้อย่างสบายๆ นอกจากนั้นนั้นก็มีหลักฐานจากลักษณะของต้นไม้และสารเคมีที่ผิดปกติ ซึ่งน่าจะเกิดจากการปะทุของก๊าซธรรมชาติในคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) หินภูเขาไฟซึ่งรู้จักกันดีว่าบางครั้งเราอาจพบเพชรในหิน ชนิดนี้ ซึ่งของเหลวนี้อยู่ใต้โลกลึกลงไป 3,000 กิโลเมตร ก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักเก็บไว้ในรูปของเหลว และเมื่อสัมผัสอากาศก็กลายเป็นก๊าซที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่า แล้วเกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

เป็นส่วนหนึ่งของดาวหาง อีกทฤษฎีที่น่าสนใจ คือ อุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกาอาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางเองเค (Encke) ซึ่งสายธารฝุ่นของดาวหางดวงนี้ ทำให้เกิดฝนดาวตกเบตาทอริดส์ (Beta Taurids) ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี และเป็นช่วงเดือนใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์ทังกัสกา ซึ่งมันอาจหลงเข้ามาในระบบสุริยจักรวาลและเข้าสู่โลก โดยส่วนประกอบของมันจะเป็นพวกแก๊สและฝุ่นรวมตัวกันเป็นมวลมหึมาเมื่อถูกแรง เสียดทานของบรรยากาศจะระเบิดแตกกลางฟ้าจนเป็นจุลมหาจุณจนเป็นเหตุที่คูลิ กไม่พบอุกกาบาตหรือหลุมอุกกาบาตเลย

อุกกาบาต นั้นฝังลึกบนพื้นดิน ทฤษฏีนี้เป็นของ จูเซปเป ลองโก (Giuseppe Longo) และคณะจากมหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) อิตาลี พวกเขาสันนิษฐานจากทะเลสาบเชกโก (Lake Cheko) ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทังกัสกา อีก ทั้งตำแหน่งของทะเลสาบยังอยู่กึ่งกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่อุกกาบาตลึกลับตกสู่โลกนอกจากนั้นก็ยังมีสัญญาณเรดาร์นั้นแสดงให้เห็นถึงวัตถุที่มีความหนาแน่นสูง อยู่ก้นทะเลสาบโดยฝังลึกลงไป 10 เมตร

 ฝีมือมนุษย์(ระเบิดปรมาณู) Aleksander Kazansev เป็นนักวิทยา ศาสตร์รัสเซียคนแรก ที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์มองเห็นความเกี่ยวพัน ระหว่างระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่าและภัยพิบัติปริศนาที่ทังกัสก้า หลักฐานที่ยืนยันว่า การระเบิดที่ทังกัสก้า เป็นผลจากระเบิดปรมาณูนั้นเนื่องจากได้มีการสำรวจในบริเวณศูนย์กลางการระเบิด พบว่าต้นไม้สดๆได้ถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความร้อนราว 5000 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปอีก 15-18 กิโลเมตร จะไม่สามารถลุกเป็นไฟได้อย่างเด็ดขาด ลูกอุกกาบาตที่ไหนกันครับ จะมีความร้อนได้ขนาดนั้น นอกจากนี้สภาพต้นไม้ที่ทุก สิ่งทุกอย่างเอนระเนระนาดเพราะแรงระเบิด คลื่นความร้อน และพิษสงของกัมมัตภาพรังสี เพลิงและควันรูปดอกเห็ดที่เกิดจากการระเบิด ฝนสีดำที่ตกลงมาหลังการระเบิด สิ่งที่เกิดขึ้นในฮิโรชิม่าเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

ฝีมือมนุษย์ต่างดาว(ยานอวกาศ) นอกจากนี้ นักออกแบบเครื่องบินชาวรัสเซีย ชื่อ แอล.ยู. โมนอตสคอฟ ได้เสนอความคิดเห็นว่า แรงระเบิดดังกล่าวเป็นยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานปรมาณู ซึ่งมาตกลงที่ป่าทังกัสก้า เนื่องจากมีผู้พบเห็นยานดังกล่าวชะลอความเร็วเป็น 0.7-1 กิโลเมตรต่อ วินาทีซึ่งนับว่าเป็นความเร็วปกติของเครื่องบินเจ็ต เพราะถ้าหากเป็นดาวกตกแล้ว ความเร็วปกติของมันก็น่าจะอยู่ที่ 20-60 กิโลเมตรต่อวินาที

แบล็คโฮลจิ๋ว นักวิทยาศาสตร์บางท่านเสนอว่า การระเบิดที่ทังกัสก้า อาจจะมาจากแบล็คโฮลขนาดจิ๋วที่เราเรียกกันว่า mini-black hole ที่บังเอิญโคจรผ่านโลก แล้วก็พุ่งเข้ามาชนแบบพอดิบพอดี อันว่าพิษสงของแบล็คโฮลนั้นเราก็รู้ๆกันอยู่ การพุ่งชนแบบนี้ทำให้เกิดแรงระเบิดขึ้น แบล็คโฮลเจ้ากรรมกะทะลุออกไปอีกซีกหนึ่งของโลก หรือไม่ก็ผ่าน Hyper Space แบบที่เราเรียกกันว่า warp หายแว่บไปเลย ถึงได้ไม่มีหลักฐานเหลือให้คูลิกเห็น


ล่าสุด Christopher Chyba แห่งองค์การ NASA ได้ลองทำคอมพิวเตอร์ซิมูเลเตอร์ จำลองสถานการณ์การระเบิดที่ทังกัสก้า โดยอาศัยพื้นฐานและทฤษฎีที่ว่า ป่าทังกัสก้าถูกชนด้วยดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก โดยให้การระเบิดอยู่เหนือพื้นดินไป วัตถุนั้นจำลองขนาดไว้ราวๆร้อยฟุต ซึ่งผลที่ออกมาได้แรงระเบิดใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริงมาก แถมการระเบิดบนอากาศแบบนั้น ยังไม่มีเศษหรือหลักฐานเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยหลงเหลืออีกด้วย การทดลองของ Christopher Chyba จึงดูน่าเชื่อถือ และเป็นแนวคิดใหม่ที่มาแรงอีกแนวคิดหนึ่ง ทว่า อย่าง ไรก็ตามเมื่อขาดวัตถุพยานที่แน่ชัด นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ไม่ยอมรับสมมุติฐานทั้งหลายนี้มากนัก จนเป็นเหตุให้หลายๆคนตั้งทฤษฏีที่พันลึกยิ่งขึ้น เช่น บ้างก็ว่ามาจากจานบินลึกลับ ปฏิสสาร วันสิ้นโลกและหลุมดำแต่ก็ไม่มีทฤษฎีใดที่มีหลักฐานชี้ชัด ซึ่งเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากทั่วรัสเซียก็ได้รวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องนี้ในการ ประชุมว่าด้วยเรื่องทังกัสกาโดยเฉพาะ และมีการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากกว่าเทคนิคดั้งเดิม เพื่อหาสาเหตุที่ทำลายพื้นที่ไซบีเรียอันห่างไกล แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา

การเปิดเผย Tunguska event ข้อมูลสำรวจใหม่

จากภาพถ่ายที่มีในครั้งนั้น ได้สรุปผลว่าเกิด Electric discharge (การคายประุจุไฟฟ้า) ของดาวหางขนาดเล็ก หรือ ดาวเคราะห์น้อย ด้วยเหตุผลว่ามีผลกระทบทางกายภาพ โดยเปลี่ยนแปลงลักษณะวงกว้าง ด้วยความร้อนที่เผาไหม้ไปทั่วและบวกกับข้อมูลพยานที่เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น

ทั้ง นี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจชั้นลึกลงไป 164 ฟุต ของ Lake Cheko เป็นจุดตำแหน่งห่างจาก Epicenter (พื้นดินเหนือศูนย์กลางการสั่นสะเทือน) ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 8 กิโลเมตร วิเคราะห์ว่าเป็นจุดที่ตกชนปะทะของ อุกกาบาต หรือวัตถุอื่นใดๆ ที่เกิดขึ้นล้างผลาญ Tunguska event โดยภาพวิเคราะห์ 3D sonar ก้นทะเลสาบแสดง รูปทรงปล่องกรวย (Funnel-shaped)

เชื่อว่าเกิดจากวัตถุชนปะทะและปลดปล่อยพลังกระแสไฟฟ้า การสำรวจพื้นที่โดยระบบ ตรวจจับแรงสะเทือน (Seismic detectors) พบความแน่นทึบ ด้านล่างของทะเลสาบโดยไม่พบว่ามีเศษซาก ของอุกกาบาต จากการสะท้อนกลับของการวัด ซึ่งก่อนหน้านี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่พบสิ่งใดเช่นกัน

สามารถเพียงทราบถึงรูปทรงของ ปล่องหลุมทะเลสาบ จากการปะทะแบบ Low-velocity (อัตราความเร็วต่ำ) ความเห็นบางอย่าง ทางกายภาพยังมีความสงสัยถึุงขนาด ที่เล็กของปากปล่องหลุม Lake Cheko เพราะโดยทั่วไปปล่องหลุม การชนปะทะมักมีขนาดใหญ่มีอำนาจพลังงานเจาะลึกกว่า นับว่าเป็นเรื่องประหลาดทำไมจึงไม่มีการพบเศษซากใดๆ มีความสัมพันธ์กับปล่องหลุม

แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม ให้ความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 1947 อุกกาบาต Sikhote-Alin หนัก 24 ตัน ชนปะทะพื้นที่ในประเทศ Russian เกิดร่องรอยกว่า 100 หลุมและบางหลุมกว้างเพียง 20 เมตร และใน ประเทศ Poland ก็มีกรณีเกิดขึ้นเช่นกัน

จึงเป็นการอธิบายเหตุผล ว่าเป็นไปได้อุกกาบาตขนาดใหญ่ สามารถให้เกิดปล่องหลุมขนาดเล็กได้ โดยมีชิ้นส่วนที่แตกออกพุ่งลงไปตามยถากรรม ซึ่งขุดขึ้นมาพิสูจน์ได้

การกลับไปสำรวจใหม่ โดยวางแผนขุดเจาะบริเวณส่วนก้นทะเลสาบ Lake Chekoหวังว่าจะพบ ชิ้นส่วนอุกกาบาต บริเวณแหล่งที่คายประจุ การแสดงความหนาแน่นก้นทะเลสาบ เป็นสัญญานของค่าประกายประจุไฟฟ้า (Electric arc) หลงเหลือในหลุมบ่อซึ่งก่อให้เกิด Fused sands (การหลอมละลายของเม็ดทรายหรือดิน)ที่มีลักษณะคล้ายเป็น Fulgurite (การรวมตัวคล้ายหลอด ทรงกระบอกเรียวยาวของหินเกิดจาก ฟ้าผ่าทำให้ไฟฟ้าผ่านหลอมละลายจนแห้งแข็ง)


ล่าสุดเมื่อปลายเดือนมิ.ย. ปีค.ศ. 2009 มีรายงานซึ่งจะลงตีพิมพ์ในวารสาร Jounal Geophysical Research Letters เป็นข่าวดังไปทั่ววงการวิทยาศาสตร์โลก ผลงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ นำโดย ไมเคิล เคลลีย์ ศึกษาการเดินทางของยานขนส่งอวกาศ Endeavour ขึ้น-ลงระหว่างโลกกับอวกาศ เมื่อเดือนส.ค. ปีค.ศ. 2007 และย้อนหลังไปเมื่อปีค.ศ. 1997 กับปี 2003 แล้วสรุปออกมาว่า การเดินทางของยานขนส่งอวกาศ ช่วงลงสู่บรรยากาศโลก จะปล่อยไอน้ำออกมาจากยานขนส่งอวกาศเป็นปริมาณมาก ซึ่งเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศชั้นสูงเทอร์โมสเฟียร์ของโลก (เทอร์โมสเฟียร์ เป็นชั้นบรรยากาศของโลก อยู่ระหว่างชั้นเอกโซสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ก่อนเข้าสู่อวกาศรอบโลก และชั้นมีโซสเฟียร์ ซึ่งอยู่ถัดจากชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลงมา ชั้นเทอร์โมสเฟียร์เริ่มต้นที่ระดับความสูงประมาณ 50 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวโลก) จะเผชิญกับอุณหภูมิต่ำเย็นเฉียบถึงลบ 117 องศาเซลเซียส

แล้วไอน้ำนี้ จะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปไกลถึงบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ จับกลุ่มเป็นแผ่นเมฆสว่างกินบริเวณพื้นที่กว้าง ทำให้ท้องฟ้าสว่างเป็นเวลาต่อกันหลายวัน หลังการเดินทางของยานขนส่งอวกาศ

คณะนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้จะคล้ายกับสิ่งที่เกิดกับการระเบิดที่ทังกัสกา เมื่อปีค.ศ. 1908 มาก โดยชี้นิ้วไปที่ดาวหาง เป็นต้น เหตุการระเบิดที่ทังกัสกาว่าเมื่อดาวหางเคลื่อนที่เข้าสู่บรรยากาศโลก ก็จะปล่อยไอน้ำแข็งออกมาเป็นปริมาณมาก แล้วไอน้ำแข็งของดาวหาง ก็จะสัมผัสกับบรรยากาศชั้นสูงของโลกที่เย็นจัด ทำให้ไอน้ำแข็งเคลื่อนที่กระจายกันไปไกลทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย และจึงทำให้ท้องฟ้าสว่างอยู่นานหลายวันหลังการระเบิด

หลักฐานใหม่จากการศึกษายานขนส่งอวกาศ จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนความคิดว่า ดาวหางเป็นเจ้าตัวร้ายต้นเหตุการระเบิดที่ทังกัสกา เมื่อปีค.ศ. 1908

แต่ไม่นานนี้ Edward Drobyshevski จากสถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ได้เสนอทฤษฎีใหม่ของทังกัสก้า ว่าเป็นเศษอุกกาบาตจากดาวหางที่วนเข้ามาใกล้โลกในช่วงนั้น ปัจจุบันเจ้าดาวหางดวงนี้ยังคงอยู่ นักวิทยาศาสตร์หามันเจอแล้วว่าเป็นดวงไหน (ชื่อของมันคือ 2005NB56 ซึ่งเข้าใกล้โลกในวันที่เกิดระเบิด) ขณะนี้มันอยู่ห่างจากโลกออกไป 100 ล้านไมล์ และจะกลับมาใกล้โลกอีกครั้งในปี 2045

ทฤษฎีนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่เสนอกันขึ้นมาแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดนัก ในแหล่งข่าวยังมีทฤษฎีอื่นๆเช่นกัน

" ปัจจุบันมีข้อทฤษฎีต่อเหตุการณ์มาทังกัสกามากกว่า 20 ข้อ ซึ่งก็ยังเป็นสิ่งให้เหล่ามนุษยชาติอย่างเราๆ ค้นหาความจริงกันต่อไป"


ที่มา : http://forum.mthai.com/view_topic.php?table_id=1&cate_id=34&post_id=26273
http://www.unigang.com/Article/2887
http://paidoo.net/article/117990.html
http://jusci.net/node/971

4401

Author & Editor

Has laoreet percipitur ad. Vide interesset in mei, no his legimus verterem. Et nostrum imperdiet appellantur usu, mnesarchum referrentur id vim.

0 Comments:

Post a Comment

 
biz.